ข่าว

"กรรมการสมานฉันท์"ชี้ชะตา"การเมืองไทย"

"กรรมการสมานฉันท์"ชี้ชะตา"การเมืองไทย"

08 พ.ค. 2552

แม้ว่า...คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะ "เบิกโรง" เริ่มประชุมนัดแรก เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กำหนดกรอบ-แผน เพื่อแก้วิกฤติการเมืองชาติไปแล้ว

แต่เพียงแค่ "เปิดฟลอร์" ก็เละไม่เป็นท่าเสียแล้ว เพราะมัวแต่ประลองปัญญา-ประลองกำลัง จนเสียเวลาในการกำหนดกรอบเวลาในการทำงานไปกว่า 3 ชั่วโมง

 จนได้ข้อยุติว่า จะศึกษา ค้นคว้า รวบรวมความเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการสร้างสมานฉันท์-ประเด็นปฏิรูปการเมืองและประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน โดยนัดประชุมแรกเริ่มวันที่ 12 พฤษภาคมนี้

 พร้อมกับเสียงที่ไปคนละทิศละทางในเรื่องการทำประชามติ การลงเก็บข้อมูลความเห็นของประชาชน ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

 จนทำให้ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง" อดีต ส.ส.ร.50 ถึงกับออกปากว่า “ตกลงจะฟังเสียงแค่ 40 คนในนี้ โดยไม่ฟังเสียงของประชาชนเลยหรือ หากทำเช่นนี้ก็เรียกได้ว่า เราเป็น 40 อรหันต์ของจริง”

 และขณะที่ "ภายใน" ห้องประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์ ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด...

 ในส่วนของ "ด้านนอก" ก็เรียกได้ว่า งัดข้อ วิ่งกันฝุ่นตลบ เพราะเป็นการชี้ชะตา นักการเมืองรุ่นลายครามที่ติด "กับดัก" มาตรา 237ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550

 ต้องลุ้นกันแบบหืดขึ้นคอว่า ข้อยุติของคณะกรรมการสมานฉันท์ภายใน 6 อาทิตย์กับอีก 3 วันนี้ จะเดินไปสู่ทิศทางใด?

 จะแก้วิกฤติการเมืองอย่างไร ที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นที่ชี้เป็นชี้ตาย แบบนี้

 ที่ผ่านมา แม้จะมีการตกปากรับคำจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะแก้รธน.-นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองก็ตาม

 แต่ "หัวเรือใหญ่" ของพรรคประชาธิปัตย์ “ชวน หลีกภัย-บัญญัติ บรรทัดฐาน” กลับออกมาค้านแบบสุดตัว

 และล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์ ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีสองผู้เฒ่าเข้าร่วม ซึ่งหลังการประชุม “บัญญัติ”ออกมาประกาศชัด ค้านแก้รัฐธรรมนูญเอื้อตัวเอง ซ้ำเสนอดึงสังคมเข้ามีส่วนร่วม ปิดกั้นช่องทาง ชุบมือเปิบ

 “พรรคมองว่า เร็วเกินไปที่จะเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ยิ่งเมื่อดูรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ใช้เวลาถึง 120 วัน ก็ไม่พบว่ามีผลกระทบแต่อย่างใด คณะกรรมการในส่วนของพรรคจะเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ จัดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยดึงทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด”

 พร้อมกระโดด "ตีแสกหน้า" พรรคร่วมรัฐบาล ประกาศลั่น ต้องทำประชามติ

 เพราะรู้ดีว่า หากเดินหน้าทำประชามติเมื่อไหร่ มาตรา 237เรื่องยุบพรรค ย่อมหลุดจากวงโคจรแน่นอน

 งานนี้ เล่นเอา 111+109 อดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิการเมือง ตาแทบถลนออกนอกเบ้า ออกอาการส่ายหัวกับอาการไม่เอาแน่เอานอนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชอบพูดอย่างทำอย่าง

 และหากมาประเมินขุมกำลังภายในของแต่ละฝ่ายในคณะกรรมการสมานฉันท์ จะพบว่า แบ่งเป็น..
 ~ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ 8 + ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 = 13 เสียง
 ~ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล 5 + พรรคเพื่อไทย 7 + ผู้ทรงคุณวุฒิ  4 = 16 เสียง
 ~ฝ่ายสภาสูง 11 คน

 ซึ่งการเดินหน้า "งัดข้อ" ของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ถือว่าเป็นความเสี่ยงไม่น้อย สำหรับเสถียรภาพของรัฐบาล

 เพราะหากคุมเกมไม่อยู่ อาการตีรวน เสียกระบวนสมานฉันท์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล อาจทำให้ "รัฐบาลมาร์ค" ล้มไม่เป็นท่า

 แล้วที่อุตส่าห์ยอมยื้อเวลา ด้วยการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง อาจจะล้มครืน เพราะการ "งัดแข้ง-งัดขา" กันเอง

 ยอมให้พรรคร่วมนำพา "กด-ดึง-ดัน" สู่ "หลุมดำ-หลุมพราง" แก้ผิดให้เป็นชอบ

 ซึ่งบทพิสูจน์ครั้งนี้ ถือเป็นการวัดใจ “อภิสิทธิ์” ว่าจะยอมแลกความชอบธรรมเพื่อสนองกิเลส ตัณหา เพื่อครองอำนาจให้อยู่ต่อไปหรือไม่

 หรือจะยอมเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยปราศจากการแทรกแซง ครอบงำ เหมือนอย่างที่ผ่านมา

 เพราะมาตรา165 (1) ระบุว่า ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใด อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกฯ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติได้

 แต่หากยังจะดึงดัน เดินหน้า เท่ากับรัฐบาลขุดหลุมฝังตัวเอง !

 **เณริศา เนยเขียว**