
'ขุนคลัง'ขอทบทวนขึ้นเงินเดือน1.5หมื่น
ขุนคลัง ขอทบทวนขึ้นเงินเดือน 1.5หมื่น คาดใช้งบกว่า 2หมื่นล้าน "จารุพงศ์"ออกตัวแรงให้รบ.กำกับนโยบายเมืองกรุง "อุเทนเสนอเพื่อไทยคุมกำเนิดรถใช้แอลพีจี
24ม.ค.2555 แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวว่าสาเหตุที่ครม.ถอนเรื่อง กฎ กพ.ว่าด้วยเรื่องการรับเงินเดือนข้าราชการ พ.ศ. .... เพื่อปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการ 1.5หมื่นบาทต่อเดือนให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ต้องการทบทวน เพราะในช่วงหาเสียงเลือกตั้งรัฐบาลประกาศไว้ว่าจะขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ภายใน 1ปี แต่ข้อเสนอที่ กพ.เสนอเข้าครม.ใช้เวลา 2 ปี
ทั้งนี้รมว.คลังต้องการทบทวนนโยบายใหม่ เนื่องจากเดิมนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ได้ดำเนินการไว้ที่ใช้เวลา 2 ปี ในการดำเนินการ โดยปีแรกใช้งบประมาณ 6 พันล้านบาท และในปีที่ 2 ใช้งบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่หากดำเนินการภายใน 1 ปี ประมาณการณ์ว่ารัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องจัดหาแหล่งเงินมารองรับการดำเนินนโยบาย และจะมีผลกระทบด้านฐานข้าราชการแรกเข้าและข้าราชการอายุงานที่จะขยายเพิ่มจำนวนจากเดิม ข้าราชการที่อายุงานไม่เกิน 10 ปี เป็น 13-15 ปี ที่สมควรได้รับการปรับขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท จำนวนหลายแสนคน
ด้านนายนทกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) เปิดเผยว่า ในส่วนของกพ.ตนได้ส่งเรื่องให้กับนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการครม.ไปแล้ว จากนี้ก็เป็นเรื่องของเลขาฯครม.ที่จะตรวจสอบ เพื่อส่งเรื่องให้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำเข้าขอมติต่อครม. ซึ่งในช่วงนี้ตนคาดว่าเลขาครม.คงกำลังตรวจสอบเพื่อขอความเห็นจากหน่วยงานข้าราชการต่างอยู่ เนื่องจากเป็นเรื่อของตัวเลขจึงอาจทำให้ล่าช้า โดยยืนยันว่าขั้นตอนในส่วนของกพ.จบลงตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
"จารุพงศ์"ออกตัวแรงให้รบ.กำกับนโยบายเมืองกรุง
แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเปิดเผยบรรยากาศในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 24 ม.ค. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม ซึ่งเข้ามานั่งประชุมครม.ในตำแหน่งรมว.คมนาคมเป็นวันแรก ภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯและเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน โดยนายจารุพงศ์ได้หยิบยกการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณแก่กทม.เพื่อใช้ในการฟื้นฟูและบริหารจัดการน้ำ จำนวน 1,900 ล้านบาท ขึ้นมาหารือ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่ารัฐบาลต้องกำกับนโยบายของกทม. ไม่ใช่กทม.เลือกเองว่าจะทำหรือไม่ ไม่ใช่กทม.เป็นฝ่ายกำกับรัฐบาล
“ขณะที่ช่วงหนึ่งนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่าทราบมาว่ามีการทิ้งกระสอบทรายลงไปในคลองของ กทม. แทนที่จะมีการขุดลอกคลอง ซึ่งทำให้คลองตื้นเขิน รับน้ำไม่ได้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบเรื่องนี้ ” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า จากนั้น นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการที่นายกฯจะลงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ลงมายังภาคกลางและกทม.ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมในปี 2554 เพื่อพบประชาชนและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในลักษณะทัวร์นกขมิ้น ระหว่างวันที่ 13 - 17 ก.พ.นี้ จะมีการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวางแผนและจัดทำผังผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำในแต่ละคูคลอง เพื่อนำไปแจกให้สื่อมวลชนเพื่อแจ้งให้ประชาชนรู้ว่าแต่ละคูคลองอยู่ในความดูแลของหน่วยงานใดบ้าง อันไหนเป็นของกรมชลประทาน หรือกทม. หรืออบต. ซึ่งจะทำให้สื่อมวลชนและประชาชนได้ตรวจสอบการทำงานในเรื่องนี้ของแต่ละหน่วยงาน อีกทั้งในวันที่จะจัดงานเริ่มโครงการขุดลอกคูคลองในกทม. ซึ่งจะมีขึ้นใน 2 เดือนข้างหน้านั้น รัฐบาลจะนำสื่อมวลชนไปร่วมสังเกตการณ์ เพื่อให้กทม.ต้องทำเร่งขุดลอกคูคลอง
ด้านร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมว่า หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา(นทพ.) กองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนรัฐบาลได้เป็นอย่างดี ซึ่งในรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยใช้นทพ.เป็นกำลังหลักในการขุดลอกคลองสายหลักๆ อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่แต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบ วินิจฉัยเองตามกรอบเวลาและงบประมาณว่าจะให้ใครเป็นผู้ขุดลอก จากนั้น นายจารุพงศ์ กล่าวเสริมว่า เราสามารถกำหนดให้กทม.นำ นทพ.มาร่วมดำเนินการกับรัฐบาลในพื้นที่กทม.ได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกทม.ด้วย
"อุเทน”เสนอเพื่อไทยคุมกำเนิดรถใช้แอลพีจี
นายอุเทน ชาติภิญโญ คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ว่า ตนได้เสนอแนวคิดเรื่องพลังงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อรองรับนโยบายของกระทรวงพลังงานให้เหมาะสมและดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะความชัดเจนในเรื่องของการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี โดยเสนอว่าต่อจากนี้ไปต้องไม่ควรที่จะมีรถยนต์ที่ใช้ก๊าซแอลพีจีขึ้นมาใหม่อีก เหมือนกับการคุมกำเนิดไม่ให้มีรถยนต์ที่ใช้ก๊าซแอลพีจีเกิดขึ้นใหม่อีก ส่วนรถยนต์ที่ใช้ก๊าซแอลพีจีอยู่ก่อนหน้าแล้วก็ว่ากันไป แต่อาจจะต้องมีมาตรการเกี่ยวกับเรื่องภาษีป้ายทะเทียนหรือภาษีสรรพสามิต ส่วนในภาคอุตสาหกรรมเคมีที่เป็นปิโตรเลียมนั้นราคาต้นทุนที่แท้จริงจะต้องมาว่ากันตามข้อเท็จจริง
“ผมไม่ได้เสนอให้ยกเลิกการใช้ก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่งทั้งหมด ที่มีอยู่แล้วก็ว่ากันไปไม่ว่ากัน เพียงแต่จากนี้ไปจะต้องคุมกำเนิด ไม่ให้มีรถยนต์ที่ไปติดตั้งก๊าซแอลพีจีเกิดขึ้นมาอีก ส่วน 6 เสือที่ซื้อขายก๊าซแอลพีจีกันอยู่ทุกวันนี้นั้นจะต้องไม่ทำกำไรบนความเสียหายของคนอื่น โดยจากนี้ทั้ง 6 เสือที่ซื้อขายก๊าซแอลพีจีกันอยู่ไม่ควรใช้ประโยชน์จาก มาตรา 7 ของพ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 อีกต่อไป ต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีเพื่อมาจำหน่ายด้วยตัวเอง ไม่ใช่ไปรับก๊าซแอลพีจีมาจากปตท.ในราคาพิเศษเพื่อมาจำหน่าย”คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์เห็นด้วยตามที่ได้เสนอไปหรือไม่ นายอุเทน กล่าวว่า เรื่องการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีนั้น ที่ประชุมได้สรุปเบื้องต้นเป็น 2 แนวทางคือ 1.ควรปรับขึ้นราคาทีละสเต็ปตามที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และ2.ควรปรับขึ้นราคาครั้งเดียว 3-5 บาทแล้วเว้นไป 1 ปีครึ่ง ทั้งนี้ที่มีการสรุปออกมาเป็น 2 แนวทางนั้นเพราะที่ประชุมมองว่าควรจะต้องให้เวลาผู้ใช้ก๊าซได้มีเวลาปรับตัวบ้าง ซึ่งตามแนวทางที่ 2 นั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการปรับขึ้นราคาทีเดียว 3-5 บาทแล้วจากนั้นจะไม่มีการปรับราคาอีกเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ซึ่งถือว่าจะมีเวลาให้ผู้ใช้ก๊าซได้ปรับตัวมากกว่าการปรับขึ้นราคาครั้งละ 50 สตางค์แต่ปรับขึ้น 1-2 เดือนครั้ง สำหรับรถแท็กซี่นั้น ที่ประชุมเห็นว่าแม้ราคาก๊าซจะมีการปรับขึ้นแต่ไม่ควรที่จะให้มีการขึ้นค่ามิเตอร์อีก เพราะที่ผ่านมานั้นมีการคิดต้นทุนจากการใช้น้ำมันเบนซิน แต่ปัจจุบันรถแท็กซี่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินอยู่แล้ว ดังนั้นแม้จะมีการปรับขึ้นราคาก๊าซเล็กน้อยก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไร อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคในวันนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ดังนั้นในการประชุมครั้งต่อไปจะมีการพูดคุยในรายละเอียดของเวิร์ดดิ้งต่างๆ อีกครั้ง ก่อนที่จะสรุปเป็นแนวทางเพื่อมอบให้กับนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงานต่อไป
พท.ค้าน"กยอ."เสนอกองทุนวายุภักษ์ซื้อหุ้นปตท.-การบินไทย2%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 23 ม.ค. เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือกัน โดยในช่วงหนึ่งของการหารือ ได้มีการพูดถึงกรณีที่นายวีระพงศ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เสนอให้กองทุนวายุภักษ์เข้าไปซื้อหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แห่งละ 2% เพื่อทำให้หนี้สาธารณะของประเทศลดลงด้วย โดยเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมต่างไม่เห็นด้วยและมีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงมีความจำเป็นถึงขนาดที่จะต้องขายหุ้นส่วนหนึ่งของปตท.และการบินไทยแห่ง 2 % เพราะหากรัฐบาลเหลือหุ้นใน 2 บริษัทดังกล่าวเพียงแค่ 49 % จะส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปควบคุมดูแลกิจการ ของรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งได้ แม้ว่าหาก 2 บริษัทดังกล่าวพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจแล้วจะทำให้ภาระหนี้ของปตท.และการบินไทยจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศลดลง ทำให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนได้เพิ่มขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ ยังอาจจะทำให้รัฐบาลถูกมองได้ว่าต้องการที่จะตกแต่งบัญชีเพื่อที่จะได้สามารถกู้เงินเพิ่มได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีความเห็นว่าไม่ควรที่จะเร่งรีบดำเนินการในขณะนี้ โดยจะส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลเพื่อให้ดำเนินการยืดเวลาตามที่กยอ.เสนอออกไปก่อน



