
มูกาเบกับแมนเดลา
25 ม.ค. 2555
มูกาเบ กับ แมนเดลา : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
โรเบิร์ต มูกาเบ แห่งซิมบับเว เป็นผู้นำแอฟริกายุคเดียวกันกับ เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ และผ่านการต่อสู้ทางการเมืองอย่างโชกโชนคล้ายๆ กัน แต่ แมนเดลา ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีคนชื่นชมมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ขณะที่ มูกาเบ ถูกสหรัฐและยุโรปประณามว่าเป็นอาชญากรคนสำคัญ
มูกาเบ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2467 เขาเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อเป็นเลขาธิการสหภาพแอฟริกันซิมบับเว ในช่วงทศวรรษ 1960 ในช่วงที่ซิมบับเวซึ่งในเวลานั้นยังเป็นประเทศโรดิเซียเกิดความขัดแย้งระหว่างชนผิวดำซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่กับรัฐบาลผิวขาวของ นายเอียน สมิธ ที่ดำเนินนโยบายเหยียดผิว ทำให้ มูกาเบ ถูกทางการโรดิเซียคุมขังเป็นเวลานานถึง 10 ปี เขาได้รับการปล่อยตัวในปี 2517 และในปีต่อมาได้เข้าร่วมกับขบวนการปลดปล่อยซิมบับเว ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในโมซัมบิกเพื่อทำสงครามกองโจรกับรัฐบาลของคนผิวขาว เมื่อสงครามสงบลงในปี 2522 มูกาเบ ได้กลายเป็นวีรบุรุษในดวงใจของชาวแอฟริกัน และชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2523 เขาได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีในเวลาต่อมา
มูกาเบ ให้การสนับสนุนการเรียกร้องและต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวแอฟริกันในประเทศต่างๆ ขณะเดียวกันกับที่ต่อต้านอิทธิพลของคนผิวขาวที่มีมาตั้งแต่ครั้งที่ไล่ล่าอาณานิคมในทวีปแอฟริกา ในซิมบับเวเอง มูกาเบ ได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินซึ่งถือครองโดยคนผิวขาวกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ชาวแอฟริกัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการต่อต้านจากอังกฤษซึ่งครอบครองซิมบับเวอยู่เดิม โดยกล่าวหาว่า มูกาเบ คุกคามและละเมิดสิทธิมนุษยชน อังกฤษได้ระงับการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศเครือจักรภพของซิมบับเวไว้ชั่วคราว แต่ มูกาเบ ตอบโต้ด้วยการลาออกจากสมาชิกภาพของกลุ่มประเทศดังกล่าว อังกฤษ สหรัฐ และประชาคมยุโรป จึงใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจซิมบับเว
ปัญหาของ มูกาเบ รุนแรงขึ้นเมื่อชาวซิมบับเวไม่สามารถใช้ที่ดินที่ยึดคืนมาจากคนผิวขาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะขาดประสบการณ์ การจัดการ และทุนรอน ส่งผลให้ซิมบับเวที่เคยเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรกรรม ต้องนำเข้าพืชพันธุ์ธัญญาหารจากต่างประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อ ประชาชนอดอยากขาดแคลน และหนักหนายิ่งขึ้นหลังการเลือกตั้งในปี 2551 เมื่อ มูกาเบ ได้รับคะแนนเสียงต่ำกว่าคู่แข่งจากพรรคฝ่ายค้าน แต่โดยที่ทั้งสองคนได้คะแนนไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง ซึ่งว่ากันว่า มูกาเบ ได้ใช้วิธีการกดดันและข่มขู่ประชาชนที่สนับสนุนผู้สมัครฝ่ายค้าน จนเป็นเหตุให้คู่แข่งต้องประกาศถอนตัว ทำให้ มูกาเบ ได้รับชัยชนะอย่างไม่ค่อยจะโปร่งใส อังกฤษ สหรัฐ และประเทศตะวันตก ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยประณาม มูกาเบ ว่าเป็นเผด็จการที่เข่นฆ่าประชาชนกว่า 3,000 คน มีการปกครองที่เต็มไปด้วยทุจริตคอรัปชั่น พร้อมกับดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อซิมบับเวต่อไป
หากหันไปมอง เนลสัน แมนเดลา อดีตผู้นำแอฟริกาใต้ ประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับซิมบับเว จะพบว่า แมนเดลา เองก็เคยเป็นผู้นำกองกำลังติดอาวุธสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา และปฏิบัติการต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีนโยบายแบ่งแยกผิว ด้วยวิธีการรุนแรง จนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และถูกจำคุกเป็นเวลา 27 ปี แมนเดลา ได้รับการปล่อยตัวในปี พ.ศ.2533 เขาได้ประกาศแนวทางประนีประนอมกับคนผิวขาว และการแสวงหาสันติภาพ หลังจากนั้น แมนเดลา ได้หันมาต่อสู้ทางการเมือง ด้วยการรวบรวมพรรคการเมืองต่างๆ ของคนผิวดำเข้าเป็นกลุ่มก้อน ในปี พ.ศ.2537 พรรคของแมนเดลาชนะการเลือกตั้ง และเขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีขณะมีอายุได้ 75 ปี แมนเดลา ได้สร้างความสมานฉันท์แก่คนในชาติ ด้วยการให้สิทธิเสรีภาพแก่คนผิวขาวและผิวดำในแอฟริกาใต้โดยเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และกีฬา
ความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนระหว่าง โรเบิร์ต มูกาเบ กับ เนลสัน แมนเดลา ก็คือบาดแผลที่ผิวของ แมนเดลา หายไปแล้ว แต่บาดแผลที่ผิวของ มูกาเบ ยังคงอยู่ และกลายเป็นแผลเป็นที่น่ารังเกียจในสายตาของคนผิวขาวทั้งในและนอกประเทศซิมบับเว กับการที่ แมนเดลา รู้จักคำว่า พอ โดยปฏิเสธไม่ยอมรับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อในสมัยที่สอง ขณะที่ มูกาเบ ครอบครองอำนาจมายาวนาน อย่างไม่มีทีท่าว่าจะพอเพียง
แม้ แมนเดลา จะหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหาภายในของซิมบับเว แต่พูดเป็นกลางๆ ถึงผู้นำในทวีปแอฟริกาที่ปลดปล่อยประเทศแล้วตัวเองกลับครองอำนาจนานเกินไป เขาก็เคยเตือน มูกาเบ ให้ลาออกจากตำแหน่งก่อนที่จะถูกขับไล่แต่ดูเหมือนว่า มูกาเบ จะไม่ได้สนใจในคำเตือนดังกล่าวแม้แต่น้อย



