ข่าว

กก.สมานฉันท์ฯแย้มข้อสรุปอาจทำประชาพิจารณ์

กก.สมานฉันท์ฯแย้มข้อสรุปอาจทำประชาพิจารณ์

07 พ.ค. 2552

"ปู่ชัย"นัดประชุมร่วมรัฐสภา ถกกรอบเงินกู้จากต่างประเทศเพิ่ม กก.สมานฉันท์ถกกกรอบเวลา 3 ชั่วโมง สรุปทำงาน 45 วัน พร้อมแย้มข้อสรุปที่ได้อาจเสนอให้ทำประชาพิจารณ์ เตรียมตั้ง 3 อนุกรรมการ ด้าน “เสนาะ”ยังไม่เลิกฝันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หาคนกลางมานั่งเก้าอี้นายกฯ เช

 นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกหนังสือด่วนสุดที่ สผ 00142/ ร 24 เรื่อง การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เนื่องด้วยนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้มีคำสั่งนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 8 (สมัยสามัญทั่วไป) ในวันที่ 12 พ.ค.นี้ เวลา 10.00น. ที่รัฐสภา โดยมีระเบียบวาระสำคัญที่ ครม.ต้องนำมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 โดนเสนอเข้ามา จำนวน 6 เรื่อง คือ

 1.ร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-ลาว ครั้งที่ 15 2.ร่างพิธีสารฉบับที่ 3 เพื่อแก้ไขสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3.กรอบการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศตามแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศประจำปีงบประมาณ 2552 ภายใต้แผนการก่อหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ2552 ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ สำหรับ 3 โครงการประมาณ 311.43 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 10 , 277.20 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
 
 1) โครงการก่อสร้างทางสายหลักให้เป็น 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) ของกรมทางหลวง กำหนดวงเงินที่จะขอกู้เงินจากธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย ประมาณ 170.30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 5,620 ล้านบาท (2) โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนนนทบุรี 1 ของกรมทางหลวงชนบท กำหนดวงเงินที่จะขอกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ประมาณ 80.52 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 2,657.20 ล้านบาท (3) โครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักครั้งที่ 8 ของการประปานครหลวง กำหนดวงเงินที่จะขอกู้เงินจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ประมาณ 60.61 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 2,000 ล้านบาท ภายใต้ระยะเงินกู้เฉลี่ยประมาณ 7-18 ปี
 4.ข้อเสนอผูกพันเปิดตลาดการค้าบริการของไทยชุดที่7 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน 5. ความตกลงว่าด้วยการลงทุนภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และ 6.กรอบการเจรจาร่างพิธีสารว่าด้วยการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมาย

กก.สมานฉันท์ฯแย้มข้อสรุปอาจทำประชาพิจารณ์

ที่รัฐสภา การประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมการ ทำหน้าที่ประธาน เป็นนัดแรกโดยมีคณะกรรมการการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง เช่น นายเสนาะ เทียนทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมการ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ส.ส.เพื่อไทย รองประธานฯ นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ รองประธานฯ นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล โดยที่ประชุมมีมติเปิดให้สมาชิกรัฐสภา สื่อมวลชน ได้เข้ารับฟังการประชุมตลอดเวลา ยกเว้นเป็นการประชุมลับ ส่วนกรอบระยะเวลาการทำงานที่ประชุมกำหนดภายใน 45 วัน ประชุมสัปดาห์ละ 3 วัน คือวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี เวลา 09.00 น.จนถึงวันที่ 21 พ.ค.จากนั้นก็จะประชุมเวลา 13.00 น. เมื่อครบ 45 วันจะได้นำข้อสรุปเสนอให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อดำเนินการต่อไปโดยอาจเสนอให้ทำประชาพิจารณ์ในประเด็นที่คณะกรรมการฯเห็นชอบ

 นายดิเรก กล่าวว่า กรรมการสมานฉันท์ฯ เกิดจากเหตุการณ์ 8 -15 เม.ย. ซึ่งถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ทำให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีดำริให้วิป 3 ฝ่ายไปหารือถึงแนวทางการแก้ปัญหา ซึ่งวิป3 ฝ่ายก็เห็นตรงกันว่าให้ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง และคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การสมานฉันท์ หากประเด็นปัญหาที่เกิด การปฏิรูปทางการเมือง และการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งคนไทยทั้งประเทศได้ฝากความหวังให้กรรมการชุดนี้ว่าจะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้หรือไม่

 นายเสนาะ กล่าวว่า ขณะนี้บ้านเมืองเกิดความแตกแยก ไม่เฉพาะกลุ่มนักการเมือง แต่ความแตกแยกร้าวลึกไปถึงประชาชน มีการเอาสีแห่งความเป็นสิริมงคลมาละเลงจนเละ ดังนั้นเราควรสลายสีให้กลับมาเป็นสีมงคล

 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กรรมการ กล่าวว่า ตนเชื่อว่า ทุกคนมีเป้าหมายชัดเจน คือ สมานฉันท์เพื่อชาติ ดังนั้นต้องเสียสละ เอาทิฐิออก แล้วเอาความจริงมาพูดกันจากนั้นก็หาทางออก หากทุกคนพร้อมใจกันก็สำเร็จ วิกฤตของชาติไม่เรื่องเล็ก หากมีธง มีสี การแก้ปัญหาก็ไม่สำเร็จ ทุกคนต้องยึดเหตุผลที่อยู่บนพื้นฐานความจริง ที่มีปัญหากันในขณะนี้เพราะไม่ได้เอาความจริงมาพูด เราต้องใช้เวทีนี้ เป็นเวทีแก้วิกฤต เชื่อว่า ภายใน 2 - 3 เดือนก็จบ เกิดสมานฉันท์ จากนั้นก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

 นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นให้เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งใช้เวลา 1 เดือนก็เสร็จแล้ว ขณะนี้เรามีความความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งของประชาชน ต้องร่วมกันแก้ไข ซึ่งต้นเหตุของปัญหามีข้อเดียวคือ ความไม่เป็นธรรม ต้องยอมรับความจริงปัญหาทั้งหมดเกิดก่อนปฏิวัติ ทุกคนรู้แก่ใจจะยอมรับความจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ตุลาการภิวัฒน์ ก็ล้วนเป็นตัวปัญหาความขัดแย้งของชาติ จะลดทิฐิเหตุผลเอาข้อเท็จจริงมาคุยกันหรือไม่ หรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ปัญหาก็ไม่จบ นอกจากนี้ ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นต้องคืนความชอบธรรมให้ประชาชน และสังคม หลายคนพูดถึงการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่กระทำความผิด แต่ต่างกันกับการคืนความชอบธรรมให้กับคนที่ไม่ได้ทำผิด ส่วนกรอบเวลาทำงาน 90 วันรวมประชามติด้วย

 นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กรรมการ กล่าวว่าปัญหาของบ้านเมืองอยู่ภายนอก เพราะนักการเมืองเราคุยกันได้ โดยขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากคน 2 สี คือ สีเหลือง และสีแดง แต่กลับไม่มีตัวแทนเข้ามาในคณะกรรมการฯ ทั้งที่เป็นคู่ของความขัดแย้ง เวลาที่กำหนดกันจะกี่วัน ข้างในสามารถจบได้ แต่ข้างนอกไม่รู้จบได้หรือไม่ และหากทำไม่สำเร็จ คณะกรรมการชุดนี้ถือว่าเป็นความอัปยศที่สุดในแผ่นดิน ดังนั้น สิ่งที่ควรนำเสนอ คือค้นหาความขัดแย้งข้างนอกให้ได้ และจึงมาสร้างความสมานฉันท์จึงถึงเกิด นอกจากนี้ คณะกรรมการ จำเป็นจะต้อง เสนอความเห็น 4 ข้อ 1. เสนอแนวทางสมานฉันท์ 2. ความเห็นการปฏิรูปการเมือง 3. ความเห็นการแก้รัฐธรรมนูญ 4. ความเห็นการแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา กรรมการฯ กล่าวว่า การทำงานของคณะกรรมการฯจะต้องกำหนดเป้าหมายหรือโครงสร้างการทำงาน ซึ่งตนเห็นว่าภารกิจที่ต้องพิจารณา คือ วิเคราะห์ความขัดแย้ง หาแนวทางสมานฉันท์เพื่อขจัดความขัดแย้ง โดยมีอยู่ 4 แนวทาง ประกอบด้วย การปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสังคม ศึกษารัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ 2 มิติ คือ ประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญว่ามีปัญหาหรือข้อบกพร่องอย่างไร หรือรัฐธรรมนูญเป็นปัญหาของความขัดแย้งหรือไม่ ปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับการปฏิรูปทางการเมือง และประเด็นสุดท้ายที่ต้องพิจารณานั้นก็คือ การนิรโทษกรรม เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับสังคม ตนเชื่อว่าหากพิจารณาตามภารกิจนี้ก็จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

 ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ประชุมได้มีการถกเถียงกันถึงการทำประชามติกันอย่างมาก โดยนายสมศักดิ์ เห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาควรจะทำประชามติสอบถามความคิดเห็นประชาชนควบคู่กันไป แต่นายเจิมศักดิ์ และนายสุรชัย แย้งว่า ไม่สามารถทำได้เพราะการทำประชามติเป็นอำนาจครม. โดยขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ประชามติดังกล่าวอยู่ในการพิจารณา 2 สภา ขณะที่นายเสนาะ กล่าวว่า กรณีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทำได้ลำบาก อาจจะพบความคิดเห็นปลอม ที่ไม่ใช้ความคิดเห็นที่แท้จริงของประชาชน จึงจะสร้างปัญหาความแตกแยกให้แก่คณะคณะกรรมการภายในมากขึ้น และจะไม่ตรงต่อเจตจำนงของการตั้งคณะกรรมการฯซึ่งตนอยากให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของการประชุม นายเสนาะได้แสดงความคิดเห็น และกล่าวในตอนหนึ่งว่า อำนาจที่ตั้งโดยคมช. กกต. ได้ใช้อำนาจเกิดเจตนารมณ์ เวลาอนุสอบสวนใช้เวลาสอบส่วน ใบเหลือง 10 ใบแดง 20 และกรณี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภรรยานายกฯ ซื้อที่ดินโดยถูกต้อง โดยมีสามีเซ็นรับรอง สุดท้ายสามีถูกจำคุก 2 ปี เป็นการพิพากษาศาลเดียวมีปัญหา ซึ่งเขาไม่ได้ทำแต่มีความผิด ทำให้ประชาชนเข้าใจคาดเคลื่อน เอาความผิดของเขาไปวาดภาพอายัดทรัพย์สิน สุดท้ายตัดสินในข้อหาเล็กๆ กรรมการฯควรเอาประเด็นนี้มาพิจารณาเป็นจุดแตกแยก อย่างกรณี นักการเมือง 111 และ 109 ซึ่งไม่เป็นธรรมก็ไปทำเขา นอกจากนี้ ยังเสนอให้ 2 ขั้วหยุดก่อน เอาคนกลางมาเป็นนายกฯ ร่วมทั้งตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ เราอย่าไปเล่นจนประชาธิปไตยฟัง อย่าไปจ้างมือปืน และอย่าใช้กฎหมายหลายมาตราฐาน เราต้องเอารัฐธรรมนูญ 40 เป็นตัวตั้ง และเขียนนิรโทษกรรมในบทเฉพาะกาล

 ต่อมาเวลา 17.00 น. นายดิเรก แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้เก็บข้อมูลจากคณะกรรมการ ยืนยันว่าคณะกรรมการชุดนี้จะทำงานให้เร็วที่สุด ส่วนเวลาการประชุมในแต่ละวันนั้นสามารถยืดหยุ่นและขยายได้ ทั้งนี้คณะกรรมการไม่ขัดข้องที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งคณะกรรมการจะสอบถามเป็นประเด็นๆไป ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุให้พรรคการเมืองส่งเอกสารประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาด้วยนั้น ขณะนี้ส่งมาถึงคณะกรรมการแล้ว 2 พรรคคือ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา

 นายดิเรก กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งต่อไปทางคณะกรรมการอาจจะต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดำเนินการพิจารณาใน 3 เรื่องใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาแนวทางสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมือง การศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว เพราะถ้าหากคณะอนุกรรมการชุดใดต้องการให้มีการทำประชาพิจารณ์จะได้ดำเนินการเลย สำหรับคณะอนุกรรมการที่จะมีการตั้งนั้นเบื้องต้นวางแนวทางไว้ว่าจะตั้งคณะละ 18 คน แบ่งเป็นคนนอก 6 คน กรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 12 คน

เทพไทโต้เพื่อไทยระบุปชป.ไม่เคยตี2หน้าแก้วิกฤตการเมือง

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ตีสองหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและไม่มีความจริงใจ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ทำงานการเมืองไม่มีชั้นเชิง และไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เราทำการเมืองแบบตรงไปตรงมา การที่นายกฯจุดประเด็นตั้งคณะกรรมการ ขึ้น 2 ชุดเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการร์ควบคุมม็อบ และสมานฉันท์ปฏิรูปการเมืองแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้การเมืองเข้าสู่ระบบ อยากให้รัฐสภาเป็นการแก้ปัญหาของบ้านเมือง โดยให้อิสระกับกรรมการทั้ง 2 ชุดโดยไม่ชี้นำและแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้น