ข่าว

สั่งสมิติเวชจ่าย8.3ล.ทำคลอดตาย

สั่งสมิติเวชจ่าย8.3ล.ทำคลอดตาย

24 ม.ค. 2555

ศาลฎีกาสั่ง“รพ.สมิติเวช”จ่าย 8.3 ล้าน ให้เจ้าของโรงงานผลิตแห-อวน สามีเหยื่อผู้ตายเสียชีวิตระหว่างคลอดก.ย.38 ระบุหมอทำคลอดขาดความรับผิดชอบ จนคนไข้หัวใจวาย ด้านสามีคนตายหวังคดีของตนเองจะเป็นเทียนไขที่ให้แสงสว่างกับคนไข้รายอื่น ที่จะทำให้แพทย์ตระหนักถึงจริยธ

             ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63  วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555   เวลา 09.00 น.  ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่นายบุรินทร์ เสรีโยธิน เจ้าของโรงงานผลิตแห - อวน , ด.ช.บดินทร์ , ด.ญ.บุษรินทร์ , ด.ช.ศุภโชค เสรีโยธิน บุตรของนายบุรินทร์ และนายเขษม นางนารี กีรติธรรมคุณ บิดามารดาของนางจุรีรัตน์ เสรีโยธิน อายุ 36 ปี ภรรยาของนายบุรินทร์ ผู้ตาย และบริษัท ขอนแก่นแห-อวน จำกัด ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-7 ยื่นฟ้องบริษัทสมิติเวช จำกัด (มหาชน) , นพ.เกรียงไกร อัครวงศ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมิติเวช สาขาสุขุมวิท , พญ.สุภัค จันทร์จำปี วิสัญญีแพทย์ และ นพ.ชลัท ตู้จินดา แพทย์เจ้าของไข้ เป็นจำเลยที่ 1 - 4 เรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์ 700 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย กรณีที่นางจุรีรัตน์ ภรรยาของนายบุรินทร์ เสียชีวิตระหว่างทำการคลอดบุตรที่โรงพยาบาลสมิติเวช เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2538

             คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์ จำนวน 10,330,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้ยกฟ้อง ผอ.รพ.สมิติเวช จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 1 , 3 , 4 ยื่นฎีกาคัดค้าน ขอให้ศาลยกฟ้อง ขณะที่โจทก์ฎีกา แต่ในส่วนของจำเลยที่ 1 , 3 และ4 เท่านั้น

             ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันโดยละเอียดแล้วรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 สมรสกับนางจุรีรัตน์ ผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีของบริษัทโจทก์ที่ 7 ซึ่งมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ โจทก์ที่ 2 - 4 ต่อมานางจุรีรัตน์ได้ตั้งครรภ์ และโจทก์พาผู้ตายไปฝากครรภ์และคลอดที่รพ.จำเลย เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2538 คณะแพทย์ได้ฉีดยาและให้นอนพักเพื่อดูอาการ วันรุ่งขึ้นผู้ตายมีอาการปวดท้องและน้ำคร่ำเดิน แพทย์ได้ฉีดยาอีก จนเช้าวันที่ 8 ก.ย.2538 ผู้ตายส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด โจทก์ที่ 1 เข้าไปดู แต่ไม่พบแพทย์และพยาบาล จึงไปตามแพทย์ โดยมีจำเลยที่ 4 มาดูอาการ ซึ่งนพ.ชลัท จำเลยที่ 4 มีอาการตกใจ ต่อมานางจุรีรัตน์ได้ถึงแก่ความตาย พร้อมบุตรในครรภ์ เนื่องจากน้ำคร่ำไหลย้อนเข้ากระแสโลหิตและปอด ทำให้เกิดภาวะหายใจติดขัด เลือดไม่สูบฉีดจนหัวใจวาย การเสียชีวิตของผู้ตายทำให้โจทก์ขาดไร้ค่าอุปการะ ค่าจัดการงานศพ ค่าเลี้ยงดู ขาดค่าการงานในการประกอบอาชีพแห-อวนของบริษัท

             มีประเด็นต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 , 3 , 4 กระทำละเมิดหรือไม่ เห็นว่า ขณะทำคลอด โจทก์ที่ 1 อยู่ในห้องคลอดตลอด ส่วนจำเลยที่ 3 และ 4 ได้จ่ายยาชา จับชีพจร จากนั้นพากันออกไป แล้วให้พยาบาลดูแลแทน โดยที่จำเลยที่ 3 , 4 ไม่ได้อยู่ดูแลตลอดเวลา ซึ่งตำราทางการแพทย์ และวิสัญญีแพทย์ ระบุว่า เมื่อคนไข้รับยา แพทย์ต้องอยู่ดูแลตลอดเวลา เพราะยามีอันตราย อาจทำให้คนไข้ตัวสั่น ตาเขียว

             โดยโจทก์มี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีแพทย์ เบิกความว่า พยาบาลที่ไม่เคยให้ยาด้านวิสัญญีแพทย์จะกระทำหน้าที่วิสัญญีแพทย์ไม่ได้ และต้องอยู่ในความดูแลของวิสัญญีแพทย์เพราะระหว่างให้ยาอาจเกิดอาการแทรกซ้อน แพทย์ต้องไม่ละทิ้งผู้ป่วยและต้องรับผิดชอบ คดีนี้ไม่ใช่เสียชีวิต 1 คนแต่เป็น 2 คน แพทย์ยิ่งต้องรับผิดชอบเป็นทวีคูณ ถือว่าจำเลยที่ 3 , 4  ไม่รับผิดชอบ ละเลยต่อหลักวิชาชีพ ทั้งที่ต้องคอยดูชีพจร ซึ่งคดีนี้ผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอก หากจำเลยที่ 3 , 4 อยู่ดูอาการ ก็จะพบอาการที่เกิดขึ้น ลำพังพยาบาลไม่อาจแก้ไขได้ทัน นอกจากนี้จำเลยที่ 3 , 4 ยังทำผิดรัฐธรรมนูญ เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งแพทย์สภาก็รับรองไว้ ว่าแพทย์ต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงของคนไข้ แต่จำเลยที่ 3 , 4 ไม่บันทึกอาการของผู้ป่วยแสดงให้เห็นถึงความชุ่ย

             ศาลฎีกายังมีความสงสัยในการสอบสวนของคณะกรรมการแพทยสภาชั้นอนุกรรมการกับชั้นอนุกลั่นกรอง ซึ่งมีความขัดแย้งกัน และท้ายสุดก็มีการลงโทษจำเลยที่ 3 , 4 เพียงภาคทัณฑ์ และว่ากล่าวตักเตือน

             ศาลฎีกายังเห็นอีกว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสูตินารีศาสตร์เบิกความว่า การที่โจทก์พาผู้ตายไปคลอดที่ รพ.จำเลยที่เป็นเอกชน ก็เพราะเชื่อมั่นว่าจะได้รับการบริการที่ดีกว่าของรัฐ แม้จะเสียค่าบริการสูง ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ดูแลแต่กลับนำสืบให้เห็นว่าตนได้ดูแลอย่างไร แม้อ้างว่ามีห้องคลอดมีระบบตรวจชีพจรแบบอัตโนมัติ แต่จากคำเบิกความพยานพบว่า เครื่องดังกล่าวไม่มีจอแสดงผลตลอดเวลา ซึ่งหากจำเลยอยู่ในห้องคลอด จะเยียวยาแก้ไขได้ทัน ความตายของคนทั้งสองจึงเกิดจากความละเลยของจำเลย

             ส่วนที่จำเลยอ้างว่า โจทก์ที่ 1 - 6 สร้างเรื่องขึ้นมานั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ที่ 1 อยู่ในห้องคลอดตลอดเวลา สามารถเบิกความถึงช่วงเวลาต่างๆ อย่างละเอียด และนำพยานมาสืบจำนวนมาก จึงไม่มีเหตุกลั่นแกล้งจำเลย โจทก์เองก็ใช้บริการ รพ.จำเลยนานนับสิบปี ปกติก็ไม่มีใครอยากฟ้องร้องแพทย์ การที่จำเลยที่ 3 , 4 ไม่อยู่ในห้องคลอดตลอดเวลา จึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ทำให้เขาเสียหายโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จนเป็นอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงต้องรับผิดฐานละเมิด แม้ผู้เสียหายไม่ติดใจเรื่องเงินค่าเสียหาย แต่ต้องการฟ้องให้แพทย์มีความรับผิดชอบและระมัดระวังในการดูแลรักษาคนไข้มากขึ้น แต่จำเลยยังต้องรับผิดในผลแห่งละเมิด จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาจำเลยที่ 3 , 4 เมื่อจำเลยที่ 3 ทำละเมิด จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

             พิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 , 3 , 4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2.8 ล้านบาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1 ล้านบาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 1.5 ล้านบาท แก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 2 ล้านบาท แก่โจทก์ที่ 5 และ 6 คนละ 5 แสนบาท รวมเป็นเงิน 8.3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ก.ย.38 และให้จำเลยจ่ายค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์รวม 1.5 แสนบาทด้วย

             ภายหลังฟังคำพิพากษาเสร็จ นายบุรินทร์ กล่าวว่า ที่ต้องดำเนินการฟ้องร้องในครั้งนี้ เนื่องจากการรักษาของรพ. ไม่ได้มาตรฐานทำให้ภรรยาตน ถึงแก่ชีวิต กระทั่งวันที่ 24 ม.ค.นี้ศาลฎีกาตัดสินให้ชนะคดีใช้เวลานานกว่า 16 ปี เพื่อความเป็นธรรมให้ภรรยา

             “คดีนี้จะเป็นเทียนไขให้แสงสว่างให้กับผู้ป่วยและคนไข้ได้รับรู้สิทธิของตัวเอง ทำให้วงการแพทย์ รพ.ต่างๆ จะต้องตระหนักระวังในการรักษาคนไข้ให้ได้มาตรฐาน มีจริยธรรมความสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น คดีนี้ตอนไกล่เกลี่ยตนต้องการแค่คำขอโทษ ที่รู้สำนึกในการรักษาคนไข้ ไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ส่วนทรัพย์สินที่ได้ จะนำไปบริจาคทำคุณประโยชน์แก่วงการแพทย์ หรือสาธารณชนด้านอื่นๆทั้งหมด ต้องขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรมคดีแพ่งถึงที่สุดแล้ว ส่วนอาญาต้องรอปรึกษากับคนในครอบครัวก่อน” นายบุรินทร์ กล่าวตอนท้าย