
'กรณ์'อัด'รัฐ'เจตนาบิดตัวเลขหวังซุกหนี้
'กรณ์' อัด 'รัฐบาล' ย้ำ เจตนาชัดบิดตัวเลขหวังซุกหนี้ ชี้อาจซ้ำรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี40 เดินหน้ายื่นศาลรธน.ตีความขัดหลักธรรมาภิบาล เหน็บอาจปรับครม.เซ่นออกกฎหมายมิชอบ
24 ม.ค.55 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง ออกมาระบุมีความคลาดเคลื่อนในเรื่องการกำหนดตัวเลขภาระหนี้ต่องบประมาณที่ 12% แต่ในข้อเท็จจริงภาระหนี้4งบประมาณอยู่ที่ตัวเลข 9.33% เท่านั้นว่า เรื่องนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันมาตั้งแต่แรกว่า มีความพยายามผลักดันที่จะออกกฎหมายในรูปพระราชกำหนด โดยสิ่งที่รัฐบาลคิดจะทำน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง โดยเหตุผลที่รัฐบาลหยิบยกมาอ้างในแต่ละเรื่อง โดยตอนแรกอ้างว่าต้องการลดปริมาณหนี้สาธารณะโดยรวม ซึ่งทางพรรคก็ชี้แจงแล้วว่าระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบัน สามารถกู้ยืมได้ 2 ล้านล้านบาท รัฐบาลจึงใช้เหตุผลใหม่ว่าภาระหนี้ งบประมาณ รายจ่าย ในแต่ละปีที่กำหนดว่าๆไม่ควรเกิน 15% ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบกับกรอบวินัยการคลัง รัฐบาลจึงนำเรื่องนี้มาอ้างว่าภาระหนี้ต่องบประมาณสูงถึง 12% ซึ่งไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ตนเคยทักท้วงหลายครั้งว่าเป็นตัวเลขที่คลบาดเคลื่อน เพราะใน พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ซึ่ง รัฐบาลเป็นผู้จัดทำ ก็มีภาระหนี้ต่องบประมาณเพียง 9% เศษ เพื่อชำระดอกเบี้ยและเงินต้น จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการกู้ยืมเพิ่มเติม
“ วันนี้อดีต รมว.คลัง ออกมายืนยัน ว่าตัวเลขและตรรกะ ของประชาธิปัตย์ที่คัดค้านเรื่องนี้ถูกต้องมาโดยตลอด ถือว่าเพิ่มน้ำหนักให้กับคำร้อง ที่พรรคประชาธิปัตย์ จะร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะนายธีระชัยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ และยังเคยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมพิจารณาเรื่องนี้ในครม.ด้วย และถ้าคุณกิตติรัตน์ (กิตตรัตน์ ณ ระนอง) ใช้ข้อมูลเรื่องภาระหนี้ต่องบประมาณ 12% มาเป็นเหตุผล และอธิบายต่อครม.ว่า มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่เมื่อตระหนักแล้วว่าเป็นข้อมูลไม่ถูกต้องก็ต้องถามกลับไปที่รัฐบาลจะดำเนินการรับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างไร” นายกรณ์ กล่าว
เดินหน้ายื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความขัดหลักธรรมาภิบาล
เมื่อถามว่า รัฐบาลควรจะมีการทบทวนร่างพรก.ทั้ง 4 ฉบับหรือไม่เพราะแม้ว่าจะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ และยังไม่มีการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา นายกรณ์ กล่าวว่า ต้องถามรัฐบาล ว่าในปัจจุบันเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว ในส่วนของประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญผ่านประธานสภาฯเรียบร้อยแล้ว มีรายชื่อ ส.ส.กว่าร้อยคน พร้อมที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความในเรื่องนี้ เรียกว่าประชาธิปัตย์ พร้อมดำเนินการในทุกๆด้าน ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมองปัญหานี้อย่างไร ทางพรรคได้พูดมาโดยตลอดว่า รัฐบาลไม่ควรหลีกเหลี่ยงการตรวจสอบจากสภา
นายกรณ์ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไม่ควรใช้อำนาจเผด็จการมาผลักดันกฎหมายสำคัญ แทนที่จัดให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านกระบวนการรัฐสภาก่อน ส่วนการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจะกระทำโดยเจตนาหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้คำตอบกับสาธารณะ เพราะตนไม่สามารถเดาใจนายกฯ และรองนายกฯได้ ว่ามีเจตนาให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ แต่ที่ชัดเจนคือ สิ่งที่รัฐบาลบอกกับสาธารณะ ไม่ใช่ความจริง และตนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากการให้ตัวเลขที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อภาระหนี้ของประเทศ เป็นเรืองที่ไม่ควรเกิดขึ้น ผู้บริหารระดับประเทศ โดยเฉพาะรองนายกฯ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าทำงานโดยไม่อาศัยข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ร่าง พรก. ก็ไม่ได้ร่างโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงจากกระทรวงการคลัง แต่กลับมอบหมายให้สภาพัฒน์ฯไปดำเนินการ จนกระทั่งเกิดความผิดพลาด
“ผมคิดว่าคนที่ดำเนินการต้องรับผิดชอบโดยใช้หลักธรรมาภิบาลและจิตสำนึกของพวกท่านมาพิจารณา เพราะความพยายามหลายเรื่องที่รัฐบาลทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการซุกหนี้ของรัฐ โดยโอนหนี้ให้กับกองทุนฟื้นฟู 1.14 ล้านล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือการซุกหุ้น ปตท.การบินไทยเพื่อนำไปสู่การซุกหนี้เพิ่มเติม ให้กับกองทุนวายุภักดิ์ ล้วนแล้วแต่เป็นความพยายามตกแต่งบัญชีเพื่อให้ประเทศชาติดูเหมือนมั่งคั่งร่ำรวยขึ้น ทั้งๆที่ตามข้อเท็จจริงหนี้ประเทศเคยมีเท่าไรก็ยังคงเท่าเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการที่ไม่โปร่งใส เคยใช้ในปี 2540 และนำมาซึ่งความหายนะต่อเศรษฐกิจของประเทศจนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง จึงถือว่าเป็นวิธีการที่ไม่ควรนำมาใช้แก้ปัญหาประเทศเพราะ จะเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือนักธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศที่จะมีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย” นายกรณ์ กล่าว
เปรียบบริบทแวดล้อมใกล้เคียงช่วงต้มยำกุ้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทีมเศรษฐกิจที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย ล้วนเป็นบุคคลที่เคยทำให้ประเทศเกิดปัญหาในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง การนำแนวคิดเดิมกลับมาบริหารประเทศ จะทำให้ประเทศไทยต้องประสบปัญหาวิกฤตในยุค ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ใช่ เพราะวิธีการตกแต่งบัญชีเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับที่เคยขึ้นในหลายสถาบันการเงินยุควิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ซึ่งวิกฤตนี้เริ่มต้นจากความอ่อนแอของระบบสถาบันการเงิน โดยมีความพยายามซุกหนี้ และความเสียหายที่เกิดขึ้นตกแต่งบัญชีเหมือนที่รัฐบาลนี้กำลังทำในระดับประเทศ ซึ่งอันตรายที่จะเกิดขึ้นคือ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะนโยบายด้านการคลัง ความสำคัญที่สุดคือต้องมีธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ไม่เช่นนั้น ผลพวงที่จะเกิดขึ้น จะกระทบไปทุกระดับจนถึงประชาชนทุกคน เพราะความพยายามที่จะซุกหุ้นเพื่อซุกหนี้ หมายถึง การขายหุ้นรัฐวิสาหกิจสำคัญๆ เช่น ปตท. ได้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนแล้ว โดยมีการลอยตัว พลังงานทุกชนิดส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค ในขณะนี้อัตรา ค่าก๊าซหุงต้ม ก็กำลังจะสูงขึ้นในช่วงสิ้นปี สิ่งเหล่านั้นประชาชนสัมผัสได้แล้วว่าแนวคิดทางนโยบายของรัฐบาลชุดนี้จะสร้างความเดือดร้อน
หวั่นซ้ำรอยอาเจนติน่า
เมื่อถามว่า นายธีระชัยออกมาระบุว่า ประเทศไทยอาจจะต้องร้องเพลง Don”t Cry For me Argentina คิดว่าประเทศไทยต้องเข้าสู่ยุคนี้จริงหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะหลีกเหลี่ยงพฤติกรรมและแนวทางปฏิบัติที่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศในระดับนั้น ตนอยากวิงวอนในรัฐบาลทบทวนวิธีการทำงานทั้งหมดตั้งแต่วิธีคิด วิธีทำ หลักจรรยาบรรณ หลักธรรมาภิบาล และต้องกำหนดเป้าหมายที่สมเหตุสมผล การดำเนินงานในทุกขั้นตอน ต้องให้ความสำคัญกับการทำงานในระบอบประชาธิปไตยคือ ต้องมีความโปร่งใส ต้องพร้อมที่จะชี้แจงข้อมูลทั้งหมด โดยยึด หลักธรรมาภิบาลสูงสุด ไม่เช่นนั้นความหวังที่นายกฯระบุว่าการปรับครม.ครั้งนี้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจก็จะไม่ได้ตามวัตถุประสงค์
เหน็บอาจปรับครม.เซ่นออกกฎหมายมิชอบ
นายกรณ์ กล่าวว่า ถ้ายังเดินหน้าเช่นนี้ตนคิดว่า ภายในไม่กี่อาทิตย์ อาจต้องปรับครม.อีกครั้ง เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำมีผลในการออกกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญในส่วนของพรก.ที่ต้องมีผู้รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นนายกฯหรือ อย่างน้อยที่สุดคือรองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และรัฐบาลต้องระมัดระวังในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้มีอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงที่มีประวัติในการขับเคลื่อนนโยบาย ในลักษณะทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องและบริษัทที่ตนเองแอบถือหุ้นอยู่ ซึ่งขณะนี้ก็มีแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายหลายอย่าสงที่ดูเหมือนว่าจะนำมาสู่การทุจริตเชิงนโยบายอีกครั้งและจะเป็นการทุจริตในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญมากกว่าโทรคมนาคม คือ อุตสาหกรรมพลังงาน จึงขอให้ทบทวนให้ดี ไม่เช่นนั้นประเทศชาติจะเสียหายบ้านจะเมือง จะเสียโอกาสในการที่จะพัฒนาประเทศ



