
'มาร์ค'ชี้'ไทยตกต่ำด้านสิทธิ
'อภิสิทธิ์' ชี้ 'ฮิวเมนท์ไรท์วอช' ระบุไทยตกต่ำด้านสิทธิมนุษยชน เหตุ 'รัฐบาล' เตะถ่วงสอบความจริงชายชุดดำ-ดันแกนนำม็อบนั่งรัฐมนตรี แนะ 'นายกฯ' อย่าเบี้ยวประชุมสภาบ่อย รอรัฐทบทวน พรก.4 ฉบับ หลัง'ธีระชัย' ออกโรงแฉ
24 ม.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ผ่านรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel กรณีองค์กรเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนนานาชาติ (Human Rights Watch) ออกรายงานประจำปีเรื่องประเทศไทยกับสถานการณ์การเสื่อมถอยทางด้านสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า องค์กรดังกล่าวมีการทำรายงานเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนมาตลอดตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดก่อน ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะผูกพันกับปัญหาสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในช่วงปี 52 - 53 ด้วย แต่ที่เจาะจงมาที่รัฐบาลนี้มากขึ้น เพราะมีประเด็นอยู่ว่าในการทำรายงานที่ผ่านมาในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น มีการระบุว่ามีการใช้ความรุนแรง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องนำข้อเท็จจริงออกมาเปิดเผย ขณะเดียวกันก็มีการระบุว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มผู้ชุมนุม และกลุ่มคนเสื้อดำ และที่มีการวิจารณ์มากในปีนี้คงเป็นเพราะรัฐบาลปฏิเสธการมีอยู่ของคนชุดดำ รวมถึงแกนนำต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกลับได้รับตำแหน่งทางการเมืองเอง
“เขาแสดงความห่วงใยจากเดิมซึ่งพูดเหมือนกับว่าจะค้นหาความจริง จะมีการดำเนินการต่างๆ เพื่อคลี่คลายในเรื่องนี้ แต่รัฐบาลกลับเอาคนที่มีปัญหานี้เข้ามาสู่ตำแหน่ง และไม่มั่นใจว่าจะใช้สถานะของการมีตำแหน่งตรงนี้ทำให้งานตรงนี้มีปัญหาต่อไปหรือไม่ ขณะเดียวกันเขาก็วิจารณ์ไปถึงเรื่องภาคใต้ด้วย ซึ่งสถานการณ์ก็ยังเป็นปัญหาที่รุนแรงอยู่ และพูดถึงเหตุการณ์อื่นๆ ด้วยเช่นปัญหาการฆ่าตัดตอนยาเสพติด ซึ่งก็พูดถึงว่าการที่รัฐบาลที่แล้ว ก็รวมทั้งคุณทักษิณเองยอมรับว่าที่ผ่านมามีการละเมิดและจะไม่ทำอีก แต่ความชัดเจนในการดำเนินการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาในเรื่องนี้ก็ไม่มีเช่นเดียวกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาเหล่านี้ยังเป็นปัญหาที่ต้องดำเนินการ แต่สิ่งสำคัญคือผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ หรือองค์กรอิสระ จะต้องเร่งหาข้อเท็จจริงมาสรุปเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายปัญหา ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของชาวต่างประเทศ แต่เพื่อเป็นการยกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย
'อภิสิทธิ์'แนะ'นายกฯ'อย่าเบี้ยวประชุมสภาบ่อย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีติดภารกิจจนไม่สามารถเข้าร่วมประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ว่า เคยวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะพรรคเพื่อไทยเองนั้นชอบอ้างว่าตัวเองเป็นผู้เรียกร้องประชาธิปไตย และกระบวนการประชาธิปไตยหรือบอกถึงการยึดอยู่กับระบบรัฐสภา แต่กลับทำตรงข้าม ผู้นำทั่วโลกในวิถีทางรัฐสภาถือว่างานสภาถือว่ามีความสำคัญสูงสุดแม้ตนจะต้องเดินทางไปประชุมยังต่างประเทศ ผู้นำหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ยังต้องรีบเดินทางกลับอย่างเร่งด่วนเพื่อไปตอบกระทู้ถามในสภาฯ แต่นายกฯกลับเอาแบบอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาลนี้มา นายกฯก็มักจะมาตอบกระทู้เฉพาะกระทู้ของฝ่ายรัฐบาลแต่ไม่ตอบกระทู้ของฝ่ายค้าน ทั้งนี้ตนไม่ได้หมายความว่าจะให้นายกฯ มานั่งเฝ้าสภาฯ อยู่ตลอด 24 ชม.แต่กระทู้ถามสดนั้นมีเวลาที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า นายกฯก็ควรจะวางแผนการรับนัดหรือภารกิจได้เช่นกัน
“ผมนั้นบอกกับสภาฯ เลยว่า ผมจะหลีกเลี่ยงการไปรับนัดหรือมีภารกิจที่จะทำให้ไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามสดได้ ยกเว้นแน่นอนไม่ใช่เป็นสิ่งที่เรากำหนดเองได้ ในกรณีอย่างนั้นผมก็จะบอกสภาฯ ล่วงหน้าในการตอบกระทู้ถามสัปดาห์ก่อนว่าสัปดาห์หน้าผมไม่อยู่ อย่าต่อว่ากันเลย เพราะมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องเดินทาง และนายกฯ ที่ทำอย่างนี้อีกท่านหนึ่งคือ นายกฯ สมัคร ส่วนกรณีวุฒิสภา ถ้าเป็นกฎหมายสำคัญๆ แล้วก็จะไป และถึงขนาดไปประชุมที่สิงคโปร์ ก็ยังบินกลับมาเพื่อมาตอบ มาชี้แจงเหมือนกัน และแม้ว่านายกฯ จะไม่รู้ทุกเรื่อง ซึ่งก็ต้องให้ตัวรัฐมนตรีเป็นผู้ตอบ แต่ตัวนายกฯ ก็ควรนั่งฟังอยู่ด้วย เพราะถือว่าหัวหน้ารัฐบาลต้องสามารถบอกได้ว่าทิศทางนโยบายจะเป็นอย่างไร" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
'อภิสิทธิ์'รอ'รัฐบาล'ทบทวน พรก.4ฉบับ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยทาง Facebook กรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นในการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 ฉบับว่า อดคิดไม่ได้ว่าหากไม่มีการปรับครม.แล้ว เราจะมีโอกาสได้รับทราบมุมมองลักษณะนี้หรือไม่ ประเด็นนี้ตรงกับที่พรรคประชาธิปัตย์เคยพูด ความจริงแล้ว พ.ร.ก.ที่พยายามเข้าไปยุ่งกับกองทุนฟื้นฟูฯ ไม่เข้าข่ายการเป็น พ.ร.ก. เลย เพราะไม่เกี่ยวข้องกับความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลอ้างในเรื่องของการทำงานเกี่ยวกับการฟื้นฟูน้ำท่วม แต่เหตุผลที่รัฐบาลพยายามจะโยงให้ได้คือการบอกเพียงว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังมีปัญหาเพราะสัดส่วนหนี้กำลังสูงขึ้น จนทำให้การทำงานของรัฐบาลอาจมีปัญหา
ความจริงแล้วตัวเลขนี้มีเพดานอยู่ที่ 15% แต่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง พยายามอธิบายมาตลอดว่าอยู่ที่12% อย่างไรก็ตามขณะนี้มีตัวเลขประมาณ 8 - 9 %เท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้เรายื่นตีความตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่แล้ว ทั้งนี้สิ่งที่นายธีระชัย ระบุถือเป็นการยืนยันมาจากข้อมูลของคนที่เคยทำงานด้วยตัวเองก็ต้องติดตามกันต่อไป เพราะจนถึงขณะนี้พ.ร.ก.ดังกล่าวยังไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงยังไม่มีผลบังคับใช้ จึงเป็นการตอบคำถามที่ว่าเหตุใดพรรคประชาธิปัตย์จึงยังไม่ยื่นตีความพ.ร.ก.ฉบับนี้ นั่นเพราะกฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่มีการประกาศใช้
“ผมไม่แน่ใจนะว่า อดีตรัฐมนตรีออกมาพูดอย่างนี้แล้ว รัฐบาลจะทบทวนหรือไม่ เพราะถ้ารัฐบาลทบทวนก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ ผมจำได้ว่ามีคนถามผมเรื่องนี้ผมก็บอกไปแล้วว่าอย่าเพิ่งฟันธงว่ากฎหมายนี้จะออกมาได้ เพราะผมค่อนข้างมั่นใจว่ากฎหมายนี้มีปัญหา” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ส่วนกรณีแนวทางการขายหุ้นปตท.และการบินไทย ท่ามกลางความขัดแย้งของสหภาพแรงงานของทั้ง 2 หน่วยงานนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังมีอีกหลายปมปัญหาที่ดูแล้ว รัฐมนตรีคนใหม่พยายามมาผลักดันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือกรณีหวยออนไลน์ และอีกหลายเรื่อง ปัญหาขณะนี้คือรัฐบาลไม่ได้มุ่งที่จะบริหารเศรษฐกิจในประเด็นที่ประชาชนเดือดร้อน กลับมองเฉพาะแนวทางการหาเงินที่มาให้รัฐบาลใช้ ซึ่งเมื่อถามถึงแผนการใช้เงิน ก็เห็นว่ารัฐบาลก็ยังไม่มีความชัดเจนสักที ดั่งเช่นเรื่องแปรรูปก็เช่นกัน ที่แนวทางไม่ได้เป็นการแปรรูปในลักษณะที่คำนึงถึงประสิทธิภาพ หรือประโยชน์ของส่วนรวม แต่เป็นการพยายามทำตัวเลขหนี้สาธารณะให้ลดลง
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ข้อเสนอแนะจาก TDRI ขอให้รัฐบาลทบทวนนโยบายการจำนำข้าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลยที่ขณะนี้มีคำเตือนออกมาจากทุกฝ่ายตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับปัญหาโครงการจำนำข้าว เพราะ 1.พอรัฐบาลชุดนี้ทำโครงการรับจำนำข้าว เรารู้ได้เลยว่าการส่งออก การแข่งขันของข้าวในตลาดโลกจะมีปัญหา แตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนทำโครงการประกันรายได้ จะไม่ได้เข้าไปยุ่งกับราคาในตลาด เพราะต้องการให้เกษตรกรมีรายได้ตามที่กำหนด 2.พอรัฐบาลกำหนดราคาซื้อขายเอง แต่ตลาดโลกไม่ได้ซื้อในราคาเดียวกันกับเรา แต่ใช้ราคาตลาดโลก เมื่อราคาข้าวของเราสูงเกินจริง ก็ทำให้แข่งกับราคาตลาดโลกไม่ได้ ช่องว่างระหว่างราคาข้าวไทยกับเวียดนามก็จะถ่างขึ้น การส่งออกก็จะมีตัวเลขฟ้องขึ้นมาว่าไทยจะส่งออกได้น้อยลง ในขณะที่ข้าวในประเทศจะมีราคาสูงขึ้น และเกษตรกรก็ไม่ได้ราคาจำนำที่ 15,000 บาท ตามที่รัฐบาลชุดนี้หาเสียงไว้
“ผมเดินทางไปที่ไหนก็ไม่มีเกษตรกรที่ไหนได้ 15,000 บาท โครงการนี้ก็เคยมีปัญหา เคยมีบทเรียนมาตลอด เพราะมีการถกเถียงกันทั้งเรื่องน้ำหนัก เรื่องความชื้น เรื่องคุณภาพ และเกษตรกรก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ทุกคน และคนที่เคยได้ประโยชน์จากโครงการประกันรายได้ เพราะไม่ต้องเอาข้าวไปขาย ขอให้ปลูกข้าวกินเองก็เข้าโครงการจำนำไม่ได้ถ้าปล่อยไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ก็จะเกิดปัญหาแน่นอน รัฐบาลจะสะสมสต๊อก และอีกสักพักก็จะมีปัญหาว่าจะระบายสต๊อกอย่างไร ซึ่งการระบายก็ต้องระบายแบบขาดทุน ไม่มีทางที่จะสามารถระบายข้าวออกมาแล้วขายได้กำไร เพราะซื้อเข้าไปแพง นี่คือปัญหาที่ยืดเยื้อต่อไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แค่เฉพาะฤดูกาลแรกก็เริ่มสะสมปัญหาอย่างนี้ และหากยังทำลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ ตนนึกไม่ออกเลยว่า ทั้งภาระงบประมาณ ทั้งสต๊อกที่ล้น ทั้งปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบสำคัญถึงอนาคตของข้าวไทย ซึ่งหากทำโครงการประกันรายได้ แม้เกษตรกรจะได้ประโยชน์จากการแทรกแซงของรัฐบาลเท่ากัน แต่จะไม่สร้างปัญหาเหล่านี้ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องทบทวนโครงการนี้ แต่ตนก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีพาณิชย์แล้ว รัฐบาลจะกล้ายอมรับความล้มเหลวตรงนี้หรือไม่



