ข่าว

 การเมืองหลังปรับครม.

การเมืองหลังปรับครม.

24 ม.ค. 2555

การเมืองหลังปรับครม. : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

             ในที่สุดการปรับ ครม.ก็สำเร็จลุล่วงไปแล้ว และมีประเด็นที่น่าสนใจในการตั้งข้อสังเกตอยู่หลายด้าน
 
              หนึ่ง คือการกุมจังหวะการปรับ ครม.กระทำได้อย่างมีเอกภาพเป็นอย่างยิ่ง ในความหมายของการที่ข่าวของการปรับที่รั่วออกมานั้นมีไม่มากในส่วนของโผรายชื่อ (หมายถึงก่อนหน้าการประกาศจริงไม่นาน) และในส่วนของห้วงเวลา
 
              เห็นจะมีแต่เครือมติชน (และข่าวสด) ที่เล่นข่าวด้วยความมั่นใจว่ามีการทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว ขณะที่ค่ายอื่นนั้นยังมะงุมมะงาหรากันอยู่ หรือว่าค่ายอื่นนั้นไม่สนใจกับข่าวมากนักซึ่งก็ไม่น่าจะจริง
 
              ตัวชี้วัดที่สำคัญก็คือ การโยกย้ายในตำแหน่งระดับรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ที่ในการตั้งครั้งแรกนั้นแทบจะหาความลงตัวไม่ได้ และสื่อได้เสนอและเดาอย่างต่อเนื่องถึงผู้ที่จะมีตำแหน่งในเรื่องนี้ กลับกลายเป็นว่าในครั้งนี้ไม่สามารถลงบทสัมภาษณ์ต่างๆ จากฝ่ายทหารได้อย่างทันท่วงที
 
              สอง การปรับในครั้งนี้ไม่เห็นลักษณะของการกระเพื่อมภายในพรรค ทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทยเองและของพรรคร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด (ในทางตรงกันข้ามก็คือ เดิมนั้นคนที่ทำให้กระเพื่อมก็ถูกโยกย้ายไปที่ส่วนอื่น อย่างกรณีของคุณวรวัจน์เอง)
 
              สาม เราพบอารมณ์ของผู้คนที่มีต่อสหรัฐอเมริกาอย่างน่าสนใจ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนสหรัฐนั้นยังตกเป็นจำเลยของผู้คนมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ในกรณีการแสดงความเห็นของเอกอัครราชทูตที่มีต่อกรณีที่พลเมืองของสหรัฐนั้นหมิ่นตามมาตรา  112 หรืออย่างกรณีของการลงประกาศเตือนการก่อการร้ายโดยไม่ได้หารือร่วมกับรัฐบาลไทย
 
              และเอาเข้าจริงก็ต้องขอบคุณทั้งสหรัฐอเมริกาและคุณนลินี ที่ช่วยล่อเป้าในการปรับ ครม.ครั้งนี้เสียจนเสียงวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นนั้นไม่มีขึ้นมา รวมทั้งกรณีการตั้งคุณณัฐวุฒิด้วย
 
              สี่ เราพบว่าเริ่มมีการสร้างแบบแผนที่ชัดเจนในส่วนผสมของ ครม. โดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทย
 
              ส่วนผสมที่ลงตัวน่าจะมาจากกลุ่มเพื่อนทหาร/ตำรวจของคุณทักษิณที่รวมถึงนายเก่าหรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีบุญุคุณกับคุณทักษิณ สองคือกลุ่มก๊วนมุ้งนักการเมือง (อาจจะมีการเชื่อมโยงกับคุณหญิงอ้อ เจ๊แดง และคุณหญิงหน่อย) กลุ่มนักวิชาการที่คิดค้นนโยบายให้พรรค กลุ่มทีมงานนักบริหารในบริษัทเก่าของคุณทักษิณเอง และกลุ่มคนเสื้อแดง (แต่ตัวแทนกลุ่มทุนจะไม่ชัดมากนัก และให้สังเกตว่าตัวแทนกลุ่มทุนนั้นจะเข้าไปอยู่ในภูมิใจไทยเสียส่วนมากนับจากยุครัฐประหารเป็นต้นมา)
 
              นั่นหมายถึงว่าการทำงานประสานกันของคนกลุ่มหลักๆ เหล่านี้ถ้ากลายเป็นสูตรที่ลงตัวก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยมีความเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้น
 
              และไม่ได้เป็นไปตามที่นักวิชาการมองว่าพรรคการเมืองไทยนั้นเข้มแข็งหรืออ่อนแอ (อย่างกรณีของ ปชป.นั้นแม้ว่าจะมีภาพของการเป็นพรรคที่มีความเป็นสถาบันมากกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องประนีประนอมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อยู่ดี) แต่ต้องมองสภาพของ "เครือข่าย" แบบใหม่ที่พรรคเพื่อไทยนั้นสร้างขึ้น (หมายความว่าความเป็นพรรคเพื่อไทยนั้นขาดส่วนคุณทักษิณ และขาดปีกด้านเสื้อแดงไม่ได้)
 
              ประเด็นที่จะต้องตามมาก็คือการเมืองนั้นไม่ได้มีแต่วันนี้ แต่ถ้าการเมืองนั้นจะต้องมีชีวิตไปถึงวันข้างหน้า และแม้ว่าคุณทักษิณเองคิดจะอยู่ในการเมืองแบบนี้ต่อไป ไม่ว่าจะอยู่หน้าฉากหรือหลังฉาก คุณทักษิณก็คงจะต้องมองต่อไปว่าจะพัฒนาเครือข่ายนี้ให้มีความเป็นสถาบันต่อไปได้อย่างไร
 
              ส่วนที่เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ๆ นั้นก็คงจะมีเข้ามา ส่วนผู้หลักผู้ใหญ่ก็คงจะต้องหมดไป หรือจะกลายเป็นการต่างตอบแทนกับข้าราชการรุ่นใหม่ๆ ที่จะเกษียณอายุต่อมา (เส้นทางนี้ชาติไทยฯ ของคุณบรรหารก็ยังถนัดอยู่) แต่บรรดานักวิชาการ และเสื้อแดงนั้นจะจัดแถวอย่างไร และนักบริหารรุ่นใหม่ๆ นั้นจะสร้างขึ้นมาทันไหม
 
              หรือว่าหากจะกลับไปเป็นการเมืองในอุดมคติก็คือการมีการปรับทุกอย่างผ่านจากพรรค รวมทั้งตัวคุณยิ่งลักษณ์เองที่สามารถที่จะลดแรงกดดันเมื่อถูกถามคำถามได้ว่า ตกลงใครเป็นคนจัดโผกันแน่ ระหว่างคุณยิ่งลักษณ์ แล คุณทักษิณ
 
              หมายความว่าถ้าปล่อยให้กลไกทุกอย่างผ่านเข้าพรรคในแบบทางการก็อาจจะไม่ต้องตอบคำถามที่ใครๆ ก็รู้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ส่วนของพรรคเองนั้นยังไม่ชัดเจนมากนักว่าในวันนี้พรรคเพื่อไทยนั้นมีความเป็นพรรคมากน้อยแค่ไหน แม้ว่าในลักษณะที่เป็นทางการนั้น วันนี้ทั้งหัวหน้าพรรค (ยงยุทธ วิชัยดิษฐ) และเลขาฯ พรรคเพื่อไทย (จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ) ก็ดำรงตำแหน่งที่สำคัญใน ครม.ทั้งคู่
 
              โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่คุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์น่าจะต้องลองคิดดู หากคิดว่าจะเล่นการเมืองยาวๆ ในแง่ที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้พรรคเป็นแกนกลางเชื่อมโยงกับทุกกลุ่ม หรือว่าจะยังคงมองว่าคุณทักษิณเป็นแกนกลางของเครือข่ายอำนาจแบบที่เป็นอยู่เนี่ยดีแล้ว