ข่าว

คลังถอยขายหุ้นบินไทย-ปตท.

คลังถอยขายหุ้นบินไทย-ปตท.

23 ม.ค. 2555

"กิตติรัตน์" ถอยขายหุ้นการบินไทย-ปตท.ให้กองทุนวายุภักษ์ ระบุไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนต้องทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายก่อน ด้านพนักงานการไฟฟ้ายื่นหนังสือคัดค้าน พร้อมเห็นใจแบงก์แต่ยันไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากแบงก์รัฐ

          นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้ผู้บริหารกระทรวงการคลังว่า นโยบายการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ เพื่อต้องการให้รัฐวิสาหกิจมีความคล่องตัวในการทำงาน มากกว่าอยู่ในการกำกับดูแลของภาครัฐ และเป็นการขายหุ้นไปอยู่ในมือกองทุนวายุภักษ์ หรือกองทุนอื่นที่รัฐบาลควบคุมดูแล ไม่ใช่เป็นการขายหุ้นให้แก่คนอื่น โดยยืนยันว่าไม่มีวาระแอบแฝง และพร้อมจะรับฟังความเห็นจากทุกด้าน แต่ยังมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนต้องทำภายในปีนี้หรือปีหน้า เพราะเป็นแผนดำเนินการอีกหลายปี

          "นโยบายดังกล่าวไม่ใช่เป็นการตกแต่งบัญชี เพื่อเลี่ยงไม่ให้หนี้สาธารณะเพิ่ม แต่ประเทศที่เจริญแล้วส่วนใหญ่จะปล่อยหุ้นรัฐวิสาหกิจออกไป เพื่อทำธุรกิจโดยอิสระ ทั้งสายการบิน ด้านคมนาคม สถานีโทรทัศน์ และด้านต่างๆ ที่สำคัญรัฐบาลต้องอธิบายให้ทุกฝ่ายเข้าใจจนได้ข้อยุติ หากยังมีข้อสงสัยก็จะไม่ดำเนินการ" นายกิตติรัตน์ กล่าว

          ขณะที่นายเพียร ยงหนู ตัวแทนพนักงานการไฟฟ้านครหลวง ยื่นหนังสือถึง รมว.คลัง คัดค้านการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ ทั้ง บมจ.ปตท. การบินไทย เพราะหากลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐต่ำกว่า 50% จะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ ปรับสูงขึ้น เจรจาต่อรองกับภาครัฐไม่ได้ เพราะจะอ้างว่าเป็นการบริหารงานของเอกชนตามกลไกตลาด และเห็นว่าหากพ้นจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ จะมีกลุ่มเอกชนเข้ามาแสวงหาผลกำไร ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน

          นายกิตติรัตน์กล่าวถึงกรณีที่สมาคมธนาคารไทยออกแถลงการณ์คัดค้านการเพิ่มอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่คงค้าง 1.14 ล้านล้านบาทว่า เห็นใจธนาคารพาณิชย์เช่นกันและไม่อยากให้มีภาระการนำส่งเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากที่นำส่งในอัตรา 0.4% ของฐานเงินฝาก โดยมองว่าเมื่อสูตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ออกมาแล้ว ธนาคารพาณิชย์น่าจะจ่ายเท่าเดิมที่ 0.4%

          อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อเรียกร้องให้เรียกเก็บสถาบันการเงินของรัฐด้วยนั้น มองว่าก่อนหน้านี้แบงก์พาณิชย์ก็จ่ายเงินสมทบและที่ไม่ได้เรียกเก็บจากสถาบันการเงินของรัฐ เพราะรัฐบาลคุ้มครองเงินฝาก 100% จึงไม่เข้าใจว่าทำไมเพิ่งมามองว่าไม่ยุติธรรมในช่วงนี้

          นักวิชาการรายหนึ่งกล่าวว่า สถาบันการเงินของรัฐมีหน้าที่หลักในการจัดตั้ง เพื่อดำเนินนโยบายของรัฐบาลในส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ทำ หากเกิดการขาดทุน หรือต้องปิดกิจการ ก็ตั้งงบประมาณชดเชย จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่จะไปเรียกเก็บเงินสมทบด้วย ถ้าหากแบงก์พาณิชย์ไม่สามารถแข่งขันกับธนาคารรัฐได้ ก็ควรปิดกิจการไป