
'ฮิซบอลเลาะห์!สงครามวาทกรรม'
'ฮิซบอลเลาะห์! สงครามวาทกรรม' โดย 'เสถียร วิริยะพรรณพงศา'
กระแสลมแห่งการก่อการร้าย มาเยือนสังคมไทยอีกครั้ง คราวนี้มาพร้อม ๆ กับคำเตือนของสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย
ไม่ทันไรนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็ตื่นผวา นายกสมาคมท่องเที่ยวไทยบอกว่า ยอดจองห้องพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 50 %
ขณะที่สังคมไทยรับมือกับข่าวชิ้นนี้ ด้วยความสับสนอลหม่านอย่างยิ่ง จับต้นชนปลายไม่ถูก สืบสาวราวเรื่องไปแล้วนึกไม่ออกว่า ฮิซบอลเลาะห์ จะมาทำอะไรในบ้านเรา ตามที่เป็นข่าว
ความสับสนของสถานการณ์ มุมหนึ่งมาจากการให้ข่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยเองที่ขาดความเป็นเอกภาพในการให้ข้อมูลกับคนไทย
ภาวะตื่นตระหนก(Panic) ที่แพร่ขยายรวดเร็ว มาจากคำเตือนของสถานทูตสหรัฐก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือท่าทีทางการไทยนี่เอง ที่ทำให้งานด้านความมั่นคง ที่ควรทำแบบเงียบ ๆ กลับเอิกเกริกโจ๋งครึ่มจนหมดความน่าเชื่อถือ
แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้สังคมไทยอ่อนไหวต่อข่าวทำนองนี้ ก็เพราะ “องค์ความรู้” ที่มีเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวขององค์กรศาสนาในโลกมุสลิมของเรามีจำกัด
บวกกับอิทธิพลของสื่อค่ายตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ ที่โหมประโคมภาพลักษณ์ของกลุ่มเหล่านี้ว่า จ้องจะก่อความรุนแรง เป็นกลุ่มก่อการร้ายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในมุมต่าง ๆ ของโลก และขอความร่วมมือให้ประเทศต่าง ๆ ที่รักความสงบช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่อง แล้วคอยแจ้งอินทรีพี่ใหญ่
ขณะที่หน่วยข่าวกรองของอิสราเอล ซึ่งมีความใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ไทย ก็ขยันแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวของฮิซบอลเลาะห์ มาให้เราช่วยติดตามแทบจะตลอดเวลา ทุกครั้งที่เข้าช่วงเทศกาลก็จะมีสายรายงานว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เข้าไทยแล้วจ้องจะบึ้มที่นั่น พลีชีพที่นี่ วางแผนที่โน่น จะวินาศกรรมที่นี่ ชวนให้ปวดหัวตั้งแต่เจ้านายยันลูกน้อง
การข่าวที่โหมมาด้านเดียวแบบนี้ ก็ไม่แปลกที่พอมีการควบคุมตัวแขกเลบานอน ได้ในบ้านปุ๊ป ก็จะถูกตีตราว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” แทบจะทันที
เหมือนช่วงที่เกิดเหตุไฟใต้ใหม่ ๆ พอมีเหตุระเบิดปุ๊ป สื่อไทยก็พร้อมใจกันตัดสินว่า กลุ่มที่ก่อการคือ “โจรมุสลิม” จนกระทั่งวันเวลาผ่านไป ก็ทำให้เข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้นว่าพวกที่ฆ่าคน วางระเบิดอยู่นั้น มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า นับถือศาสนาอะไร แต่มันมีเงื่อนไขอีกร้อยแปดพันเก้าที่จูงใจให้ก่อเหตุ
เมื่อสื่อไทยหลุดพ้นจากกรอบคิดว่า การก่อความรุนแรงไม่ใช่เงื่อนไขศาสนาเพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นก็นำไปสู่การค้นคว้าหาสาเหตุของเหตุรุนแรงต่าง ๆ จากหลายฝ่าย หลายหน่วยงาน จนค้นพบว่า มันผูกโยงกันเป็นใยแมงมุมตั้งแต่อุดมการณ์ แบ่งแยกดินแดน การเมืองท้องถิ่น ธุรกิจเถื่อน ทั้งยาเสพติด ค้ามนุษย์ กระทั่งความขัดแย้งเรื่องส่วนตัวก็มี
หรือช่วงเสื้อแดง เคลื่อนไหวรุนแรง สุ่มเสี่ยง สังคมไม่ยอมรับ เขาเหล่านั้นก็ถูกตราหน้าว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” กระทั่งเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ก็พบว่าไม่อาจประทับตราคนเสื้อแดงว่า เป็นผู้ก่อการร้ายได้ทั้งหมด จึงนำไปสู่การค้นคว้าที่มาที่ไปของคนเสื้อแดง และค้นพบว่าคนกลุ่มนี้มีที่มาที่สลับซับซ้อนเกินกว่าจะเหมารวดเดียวว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” แล้วจบ
"ฮิซบอลเลาะห์” ก็เช่นเดียวกัน ข่าวการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นท้าทายผู้คนในสังคมไทยว่าจะเป็นสังคมแห่งการพิพากษาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือไม่
ตลอดช่วงเวลาที่ทางการไทยให้ข่าวความเคลื่อนไหวของฮิซบอลเลาะห์ว่า มีความเชื่อมโยงกับแผนการก่อการร้ายในเมืองไทย ก็มีการขับเคลื่อนทางความคิดจากกลุ่มนักวิชาการที่ศึกษาการเมืองในซีกโลกตะวันออก เพื่อเสนอมุมมองที่แย้งจากกระแสหลักอย่างต่อเนื่อง
อย่างดร.จรัญ มะลูลีม นักวิชาการด้านตะวันออกกลางศึกษา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยไปพบกับผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยืนยันว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ นอกจากไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายที่เที่ยวไปวางระเบิดในประเทศต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการกุศลในเลบานอนอย่างต่อเนื่องด้วย
เช่นเดียวกับ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองมุสลิม จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย ก็ตั้งคำถามกับความพยายามของภาครัฐที่ยัดเยียดความเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยระบุว่า จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มนี้พบว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์มีภารกิจ 2 ประการที่ชัดเจนคือการต่อสู้เพื่อผลักดันอิสราเอล ให้ออกจากดินแดนของเลบานอน และเคลื่อนไหวให้อิสราเอลปลดปล่อยนักโทษชาวเลบานอน ที่ถูกอิสราเอล จับตัวไปเกือบหมื่นคน เท่านั้น
ดร.ศราวุฒิ บอกว่า ฮิซบอลเลาะห์มีเป้าหมายที่ชัดเจน แตกต่างกับขบวนการอัลไกด้า ที่เปิดศึกรบกับสหรัฐอเมริกาทุกรูปแบบทุกดินแดน ทุกสนามไม่มียกเว้น แต่ฮิซบอลเลาะห์คำนึงถึงเป้าหมายสองประการนี้เท่านั้น
ฉะนั้น การมาก่อเหตุรุนแรงในประเทศจะไม่เป็นเหตุผลให้ฮิซบอลเลาะห์ บรรลุเป้าหมายสองข้ออย่างแน่นอน คือไม่ได้ดินแดนคืนจากอิสราเอล และนักโทษของประเทศตัวเองก็จะไม่ได้รับการปล่อยตัว
ดร.ศราวุฒิ ฉายภาพฮิซบอลเลาะห์ ชัดเจนขึ้นว่า วันนี้ เขามีพรรคการเมือง ที่มีความมั่นคงในเลบานอน คือมีที่นั่งในสภา 23 ที่นั่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ขณะที่องค์การสหประชาชาติ นิยามกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ว่าเป็น ”พรรคการเมืองที่สำคัญ” ไม่ใช่กลุ่มผู้ก่อการร้ายเหมือนสหรัฐฯพยายามชี้นำให้ประเทศต่าง ๆ เรียกขาน
เมื่อฟังความรอบด้านแล้วก็พบว่า ฮิซบอลเลาะห์ ยังมีนิยามอื่น ๆ ที่ถูกเรียกขานทั้ง “พรรคการเมืองที่สำคัญ” และ “องค์การกุศล” ไม่ใช่ “ผู้ก่อการร้าย” อย่างเดียวเท่านั้น
และเมื่อเราสามารถมองเห็นนิยามของเรื่อง ๆ หนึ่ง เหตุการณ์ ๆ หนึ่ง ได้แตกต่างหลากหลายจากความหมายที่ภาครัฐยัดเยียดให้ได้ สังคมไทยก็จะได้พบความจริงที่ชัดเจนขึ้น เพื่อที่จะรู้ว่าเราควรจะตกใจกับข่าวชิ้นนี้มากแค่ไหน
.........................
(หมายเหตุ : 'ฮิซบอลเลาะห์! สงครามวาทกรรม' โดย 'เสถียร วิริยะพรรณพงศา')



