
ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม
ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม : วิถียุติธรรม โดย ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ
ช่วงนี้เกิดกระแสการเยียวยาและการปรองดองกันหนาหู มีทั้งการกดดันและชิงไหวพริบทางการเมืองกันอย่างเต็มที่ในกระแสนี้ แต่ไม่ว่าจะเยียวยาหรือปรองดอง รวมทั้งปฏิรูปกันอย่างไร ชาวบ้านต้องไม่รู้สึกว่าถูกกันออกนอกวงเหมือนกับนั่งดูอยู่วงนอก
การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมเป็นธรรมชาติและสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นคน และเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายที่ถืออำนาจรัฐและไม่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ แน่นอนว่ากติกาการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหนีไม่พ้นวิถียุติธรรมที่ต้องผูกพันกับหลักการสิทธิมนุษยชนและกฎหมายที่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม
มุมมองของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมจึงมีหลายมุมมอง ทั้งในเรื่องของกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่สังคมไทยติดกับดักความคิดเชิงอำนาจไม่สามารถหลุดพ้นเป็นการอำนวยความยุติธรรมตามอุดมคติได้อย่างสมบูรณ์ หรือเป็นมุมมองของการเมืองที่อยู่ในกระแสของการแย่งชิงฐานมวลชนเพื่อประกันชัยชนะการเลือกตั้งในครั้งต่อไป การต่อสู้ความเป็นธรรมในมุมนี้จึงเน้นหนักไปในทางแย่งชิงพื้นที่ทางการเมืองและพื้นที่ของสื่อสาธารณะเป็นหลัก
การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในมุมมองของสิทธิมนุษยชนจึงเป็นมุมมองของการต่อสู้เพื่อให้เกิดการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และให้มีการเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล รวมทั้งความต้องการความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในสังคมโดยไม่เลือกว่าใครคนนั้นเพศอะไร พูดภาษาอะไร มีฐานะร่ำรวยหรือยากจนเพียงใด หรือมีอายุเท่าใดก็ตาม
ในชีวิตจริงการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมจึงมีได้หลายมุมมองซึ่งล้วนแล้วแต่มีความหมายและคุณค่าสำหรับแต่ละคนและแต่ละกลุ่มทั้งสิ้น ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าสังคมจะทำให้ความหมายและคุณค่าของแต่ละคนได้รับการยอมรับอย่างไร
เรื่องราวของการย้ายที่ควบคุมผู้ต้องขังที่มีมูลเหตุของการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายเพราะความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองโดยให้เหตุผลว่าไม่ควรปะปนกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญาทั่วไป เช่น ความผิดฐานลักขโมย ทำร้ายร่างกาย หรือยาเสพติด เป็นต้น หรือกรณีการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่ผ่านมาในอดีต ทั้งสองเรื่องจึงอยู่ในกระแสของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมดังที่กล่าวมาข้างต้นด้วยเช่นกัน
ทำไมจึงต้องให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองต้องถูกควบคุมอยู่ในที่แตกต่างกับคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญาทั่วไป หรือทำไมต้องจ่ายเงินจำนวนมากมายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง และหลักเกณฑ์ที่เปิดเผยกันออกมามีที่มาที่ไปที่ต้องยอมรับกันได้จากทุกกลุ่มหรือไม่ คำถามเหล่านี้เป็นคำถามเพื่อวิถียุติธรรมทั้งสิ้น แต่การหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ในตัวของมันเองกลับเป็นเรื่องที่ต้องถามหาความเป็นธรรมให้แก่คำตอบด้วยเช่นกัน
หากถกเถียงกันว่าความเป็นธรรมคืออะไร คงเถียงกันว่าเป็นคำถามเชิงอภิปรัชญาที่ชาวบ้านไม่อยากปีนหอคอยขึ้นไปหาคำตอบอย่างแน่นอน แต่การมองหาวิถียุติธรรมสำหรับสังคมจะต้องมีหลักมีเกณฑ์ที่ชัดเจนเพียงพอที่ทุกฝ่ายได้รับการเคารพความเป็นมนุษย์ภายใต้สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป
การอ้างหลักกฎหมายต้องถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สังคมยอมรับได้ แต่ต้องไม่ลืมว่ากฎหมายแต่ละข้อหรือแต่ละมาตราที่หยิบยกมาอ้างเพื่ออำนวยความยุติธรรมจะต้องมีจิตวิญญาณของความยุติธรรมที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันได้ ไม่ใช่เพียงการตีความหรืออ้างกันอย่างข้างๆ คูๆ เพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องเท่านั้น
สังคมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของการค้นหาคำตอบโดยมีความขัดแย้งที่ผ่านมาเป็นชนวนหรือเป็นบทเรียน มีการคาดการณ์เชิงลบในอนาคตเป็นสิ่งท้าทาย รวมทั้งมีกลไกและบุคคลในกระบวนการยุติธรรมที่มีกระบวนทัศน์ที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่ไม่รู้ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรและไปทางไหน ใครจะเป็นคนหาคำตอบเช่นว่านั้น
ถึงเวลาที่ชาวบ้านต้องไม่เป็นคนดูอีกต่อไป สังคมต้องการเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาเป็นคำตอบของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม



