ข่าว

จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นเงิน30ล้าน!

จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นเงิน30ล้าน!

20 ม.ค. 2555

จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็น ปปง.หลอกโอนเงินเกือบ 30 ล้าน

                 20 ม.ค.55 พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. พร้อมด้วยพล.ต.ต.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ผบก.ทท. พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์  รรท. เลขาธิการ ปปง. และเจ้าหน้าที่จากธนาคารต่างๆ ได้ร่วมกันแถลงผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสามารถจับผู้ต้องหาได้ 5 ราย ประกอบด้วยนายวิชัย กองมงคล อายุ 46 ปี, นางอุสาห์ บุญเรือง อายุ 57 ปี, นายเบเบ เชียงหลี่ อายุ 29 ปี, นายธีระเกียรติ แซ่จู อายุ 24 ปี ทั้ง 4 รายเป็นชาว จ.เชียงใหม่ และนายดิลกพัฒน์ รายเรียงวนาขจี อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 98/21 หมู่ 9 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กทม. ตามหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 32.1-5 วันที่ 18 ม.ค. 2555 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน พร้อมด้วยของกลางสมุดบัญชีธนาคาร 32 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 126 ใบ โทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง

                 ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา มีอดีตข้าราชการบำนาญหญิงรายหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งอายุ 68 ปี เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองปราบปราม ว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างชื่อของ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินว่ายุ่งเกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติด ก่อนหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชี จนต้องเสียเงินไปเกือบ 30 ล้านบาท

                 ต่อมาเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.ป. สอบสวนนายดิลกพัฒน์ให้การรับสารภาพว่า ได้รับว่าจ้างจากนายไพโรจน์ (ไม่ทราบนามสกุล) ครั้งละ 1 หมื่นบาท ให้หาคนมาเปิดบัญชีธนาคารและเก็บบัตรเอทีเอ็ม จากนั้นให้ตนเป็นคนโอนเงินเข้าบัญชีของ นายไพโรจน์ โดยทำมาแล้ว 5 ครั้ง นอกจากนี้ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าบัตรเอทีเอ็ม และสมุดบัญชีธนาคารตรงกับรายชื่อ 85 คนที่ตำรวจกองปราบปรามกำลังจะออกหมายจับอยู่หลายรายการจึงต้องสอบสวนต่อไป

                 ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา ข้าราชการบำนาญวัย 68 ปี ได้เข้าพบ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ ปปง. เพื่อให้ปากคำ หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ปปง.โทรศัพท์หลอกให้โอนเงินผ่านตู้ฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ 75 บัญชี จำนวน 269 ครั้ง มูลค่าความเสียหาย 26,750,185 บาท โดยระบุว่าเหตุเกิดระหว่างวันที่ 21 ธ.ค.54- 4 ม.ค.55 ซึ่งข้าราชการบำนาญคนดังกล่าวถูกแก๊งคอลฯ หลอกว่า มีชื่ออยู่ในบัญชีเครือข่ายฟอกเงินของแก๊งยาเสพติดต้องโอนเงินนำไปตรวจสอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย จึงทำให้หลงเชื่อและสูญเสียเงินจำนวนมาก

                 พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ ได้มีการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงานทั้งตำรวจกองปราบตำรวจท่องเที่ยว ได้ประสานข้อมูลจากธนาคารไทยพาณิชย์จนสมารถจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 5 รายนี้ได้โดย นายดิลกพัฒน์  ทำหน้าที่ประสานรับคำสั่งจากชาวต่างชาติที่อยู่ประเทศจีน และประเทศไต้หวัน  ซึ่งรวบรวมสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็มแล้ว จะนำไปส่งมอบให้หัวหน้ากลุ่มที่ควบคุมตระเวณการกดเงิน และทำหน้าที่การคัดเลือกบัตร และคัดลอกข้อมูลของบัตรเพื่อส่งไปประเทศจีน จากนั้นจะรวบรวมเงินที่ ได้จากกลุ่มที่ทำหน้าที่กดเเงิน เพื่อนำไปโอนเข้าบัญชีโพยก๊วน โดยพวกโพยก๊วนจะโอนเงินไปให้นายใหญ่ที่ประเทศจีน โดยไม่ผ่านระบบธนาคาร

                 ขณะเดียวกันก็จะทำหน้าที่เป็นหน้าม้ากดเงินจากบัญชีที่เหยื่อโอนเข้า รวมถึงจัดหาตั๋วเครื่องบิน สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปทำงานในคอลเซ็นเตอร์ประเทศจีน โดยทำมาแล้วเดือนเศษ ได้ค่าตอบแทนครั้งละ  2 หมื่นบาท ส่วนนายวิชัย กับนางอุตสา ทำหน้าที่จัดหาสมุดบัญชี พร้อมบัตรเอทีเอ็มจากชาวบ้าน เพื่อรวบรวมให้หัวหน้ากลุ่ม โดยได้รับค่าตอบแทนเล่มละ 1000 พันบาท และนายเบเบ กับนายธีระเกียรติ  จะทำหน้าที่รวบรวมสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็ม จากนายวิชัย กับนางอุตสา แล้วส่งให้นายดิลกพัฒน์

                 ขณะที่ พล.ต.ต.อดิศร์  กล่าวว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีมานานและจะมีการหลอกลวงต่างๆและพัฒนาไปเรื่อยๆทาง บชก. เล็งเห็นถึงพี่น้องประชาชน ที่ถูกหลอกลวง จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยในบชก.ร่วมกันสอบสวนจับกุมซึ่งรายล่าสุดที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกในช่วงปีใหม่จนสูญเงินเกือบ 30 ล้านบาท ทางตำรวจได้ทำการสืบสวนและประสานข้อมูลทาง ปปง.กับธนาคารไทยพาณิชย์ จนทราบแหล่งกบด่านของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ จากนั้นได้รวบรวมพยานหลักฐานข้ออนุมัติศาล จ.เชียงใหม่เพื่อออกหมายจับ และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย และต่อจากนี้  จะได้สอบสวนถึงเครือข่ายที่กระจายเป็นกลุ่มๆทั่วประเทศ

                 ด้านพ.ต.อ.สีหนาท กล่าวว่า สำหรับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่แอบอ้าง ปปง.นั้น นอกจากจะถูกเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ดำเนินคดีข้อหาร่วมกัน ฉ้อโก้งประชาชน และข้อหามีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตร อิเล็กทรอนิกของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน กลุ่มผู้ต้องหาเล่านี้ จะต้องถูก ปปง.เอาผิดในฐานความผิดการฟอกเงิน และจะถูกตามยึดทรัพย์ด้วย