ข่าว

'เจ๊หน่อย'ฉะ'ภักดี'ทำประวัติเสีย

'เจ๊หน่อย'ฉะ'ภักดี'ทำประวัติเสีย

20 ม.ค. 2555

'สุดารัตน์'อัด'ภักดี' สร้างตราบาป กรณีคอมฉาว ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้อง ด้านพยานข้าง 'อนุดิษฐ์' รุมจวกไร้ความเป็นธรรม ด้านพยานฝ่ายภักดี ยืนยันการทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย

                    20 ม.ค.55 พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในที่ประชุมวุฒิสภานัดพิเศษ เพื่อพิจารณากรณี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย และคณะ ยื่นคำร้องให้วุฒิสภามีมติให้ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 248 โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการรับฟังคำชี้แจงของพยานบุคคลจากฝ่ายผู้ร้อง 8 ปาก และฝ่ายผู้ถูกร้อง 4 ปาก แต่มีพยานฝ่ายผู้ร้อง 3 ปาก แจ้งติดภารกิจไม่สามารถมาชี้แจงได้

                    จากนั้นจึงเริ่มรับฟังคำชี้แจงของพยานฝ่ายผู้ร้อง โดยนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้พบว่า นายภักดีในฐานะประธานคณะกรรมการประกวดราคาจัดซื้อ (ทีโออาร์) เรียกประชุมแล้ว 2 ครั้ง ก่อนมีการเปลี่ยนตัวประธาน มีเอกสารรายงานการประชุมชัดเจนว่า มีการตรวจสอบเจออะไร

                    ขณะที่ นายสุจินต์ สิริอภัย นิติกรชำนาญการ 7 กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้นำเรื่องนี้ร้องต่อ ป.ป.ช. เป็นพยานให้กิจการร่วมค้า พีสแควร์ไทยคอม และบริษัท พีสแควร์ โฮลดิ้งส์ บุคคลผู้นี้จึงมีพฤติกรรมไม่ชอบ ไม่น่าเชื่อถือ แต่ ป.ป.ช.ก็รับเรื่องไว้สอบสวน โดยคณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์กระทรวงสาธารณสุข ที่มีนายภักดี เป็นประธาน ให้ความสำคัญพยานบุคคลโดยอาศัยแต่คำกล่าวอ้างของ นายสุจินต์ แล้วก็ชี้มูลความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ(พ.ร.บ.ฮั้ว) ทั้งที่ ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเลย

                    ด้านนพ.วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นายภักดีจะปฏิเสธความรับผิดชอบ หรืออ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นต่อเรื่องนี้ไม่ได้ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจสนับสนุนการบริการด้านสาธารณสุข ที่ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดกลุ่มภารกิจให้รองปลัดกระทรวงฯกำกับดูแลแทนปลัดกระทรวงฯ การลงนามใดๆของนายภักดี จึงมีภาระผูกพันตามพันธะกรณีทุกประการ จะอ้างว่าเป็นเพียงผู้ผ่านเรื่องเท่านั้นไม่ได้ และตลอดที่รับหน้าที่ได้ใช้อำนาจลงนามในหลายกรณี ส่วนประเด็นข้อกล่าวหาว่านายภักดีปฏิบัติหน้าที่ขาดความเที่ยงธรรม นั้น เพราะมีเพียงความเห็นนายภักดีคนเดียวที่เห็นว่าการที่ตนยกเลิกประกวดราคาไม่ชอบ ทั้งที่เป็นการใช้อำนาจสั่งการตามระบบและระเบียบทุกประการ ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาลงวันที่ 30 มิ.ย.2553 ว่าหัวหน้าส่วนราชการมีอำนาจใช้ดุลพินิจยกเลิกการประกวดราคาได้ ตนไม่ได้สนองความต้องการฝ่ายใด

                    ขณะที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง อดีตรองอธิบดีกรมบัญชีกลาง กรรมการว่าด้วยการพัสดุ กล่าวว่า ได้รับหนังสือสอบถามเข้ามาจากทั้ง 2 ฝ่าย คณะกรรมการต้องมาดูในรายละเอียดว่า ของฝ่ายรับฟังได้ จากการตรวจสอบพบว่า ข้อเสนอโดย บริษัท พีสแควร์ อาจตกคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น เพราะเสนอคุณสมบัติฮาร์ดแวร์ ความจุ 1 GB ขณะที่ ทีโออาร์ กำหนดไว้ที่ 2 GB ถ้ายึดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ถือว่า ไม่ผ่านทีโออาร์ ต้องถือว่าตกอย่างเดียวไม่สามารถเข้าประกวดราคาได้ด้วยซ้ำ เพราะเสนอสเปกต่ำกว่าที่หน่วยงานต้องการ เรามีอำนาจชี้แค่ว่ามีข้อบกพร่อง ส่วนอำนาจการยกเลิกเป็นของส่วนราชการผู้รับผิดชอบ

                    ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข มูลค่า 821 ล้านบาท หรือ ที่ถูกเรียกว่า โครงการคอมพิวเตอร์ฉาวใดๆ แต่ต้องมีตราบาป เพราะ ป.ป.ช. สอบสวนเอาผิด ทั้งที่โครงการดังกล่าวไม่เกิน เรื่องนี้ปัญหามาจากทีโออาร์ และนายภักดี เป็นผู้จัดทำทีโออาร์เอง แล้วพีสแควร์ฯล่วงรู้ข้อมูลทีโออาร์ได้อย่างไร หากไม่มีข้าราชการบางคนไปมีส่วนรู้เห็น ตนยกกรณีนี้ขึ้นร้องต่อ ป.ป.ช.แล้ว แต่ไม่เคยเรียกไปชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่ นายภักดี กลับเลือกที่จะเร่งดำเนินคดีตามคำร้องของนายสุจินต์ ยิ่งกว่านั้น นายสุจินต์ คนนี้ไปเป็นพยานให้พีสแควร์ฟ้องร้องกระทรวงฯ จะเห็นว่ามีขบวนการเป็นกลุ่มก้อน จากผู้ร้องตนเลยกลายเป็นผู้ถูกร้องเสียเอง

                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ ได้โชว์ใบเสร็จการใช้โทรศัพท์มือถือ ตอบโต้ข้อมูลที่ทางคณะอนุกรรมการไต่สวนชุด นายภักดี นำมาเป็นข้อมูลในการชี้มูลความผิด โดยแจกแจงรายละเอียดการใช้โทรศัพท์ เพื่อชี้ว่า ไม่เคยกระทำตามที่ถูกกล่าวหา

                    ด้านนายปานเทพ กล้าณรงค์ราน ประธานกรรมการ ป.ป.ช. พยานฝ่ายผู้ถูกร้อง ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาว่า นายภักดี ดำรงตำแหน่งกรรมการ บริษัท ไทยวัฒนาฟาร์มาซูติคัล เด็กซ์โทรส จำกัด เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมาตรา 11 (3) แต่ นายภักดี แสดงเจตจำนงลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวภายหลังได้รับตำแหน่ง ภายในเวลาที่กำหนด และศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยแล้ว ว่า การลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท มีผลทั้งโดยการแสดงเจตนาหรือทำเป็นหนังสือ นายภักดี จึงทำตามกฎหมายทุกประการไม่ฝ่าฝืน ส่วนที่ว่า นายภักดี รู้เห็นข้อมูลดังกล่าวมาก่อน เมื่อครั้งเป็นรองปลัดกระทรวงฯ เพราะรับผิดชอบจัดทำเอกสารทีโออาร์นั้น ตามพ.ร.บ.ป.ป.ช. ให้อำนาจอนุกรรมการฯสามารถใช้ดุลพินิจได้

                    นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยประเด็นการสั่งยกเลิกประกวดราคา จึงไม่มีเหตุที่ นายภักดี จะมีส่วนรู้เห็น เพราะเป็นเพียงผู้จัดทำทีโออาร์ ส่วนข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ขาดความเที่ยงธรรม การไม่รับฟังพยานที่สำคัญ ถือเป็นอิสระของคณะอนุกรรมการ ซึ่งตนยังมองไม่เห็นว่า นายภักดีทำตามอำเภอใจอย่างไร เพราะเป็นอิสระโดยแท้ ส่วนคำสั่งศาลปกครองก็ต้องเคารพ แต่ข้อที่คณะอนุกรรมการฯยกมาพิจารณาเกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจ ว่ามีคำสั่งเพราะเห็นแก่ประโยชน์ราชการ หรือเพราะถูกสั่งการ ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง อนุกรรมการฯไม่ได้กระทำฝ่าฝืนคำสั่งศาล

                    ส่วน นายสุรินทร์ เพชรชูพงษ์ ข้าราชการบำนาญ สำนักงานเลขาธิการป.ป.ช. เลขานุการคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ กล่าวว่า ขั้นตอนตรงนี้ยังไม่จบ ไม่ใช่ว่าอนุกรรมการชี้มูลอย่างไรแล้วจบ เพราะ ป.ป.ช.มีมติให้ไต่สวนคดีนี้ทั้งคณะ หากมีมูลก็ยังเข้าสู่ชั้นอัยการ ก่อนขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่องนี้โปร่งใส การใช้สิทธิตาม กรณีนี้ผู้ร้องได้ก้าวล่วงเนื้อหาสำนวน พยาน 4 ใน 5 ท่านก็เป็นผู้ถูกร้อง ในชั้นสอบสวนหัวหน้าส่วนราชการคนหนึ่งกล้ายืนยันว่ามีฝ่ายการเมืองสั่งการล้มประกวดราคา แต่ไม่ได้สั่งทันที พอไม่ทำก็ถูกให้พ้นจากตำแหน่ง เมื่อท่านถูกกระทำอนุกรรมการฯจึงไม่อาจปฏิเสธได้ และยังตรวจพบว่ามีการโทรศัพท์ของรัฐมนตรีไปยังผู้เกี่ยวข้อง หลายครั้งหลายครา จนผลการพิจารณาของคณะกรรมการเปลี่ยนไป แต่ยอมรับว่า เอกสารที่ได้รับรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข ไม่มีจุดทศนิยมจริง พบว่าผิด อนุกรรมการฯรายงานถึงกรรมการ ป.ป.ช.ทันที แต่สาระสำคัญคือมีการโทรหาจริง จึงเชื่อว่า มีเหตุจูงใจ

                    นายพงษ์เทพ ทวีโชคธนากุล ข้าราชการชำนาญการ กล่าวว่า ประเด็นของผู้ร้อง อนุกรรมการเคยพิจารณามาแล้ว 3 รอบ เปิดโอกาสให้มีการนำสืบและปฏิบัติตามระเบียบ ป.ป.ช.ครบถ้วน เรื่องโทรศัพท์เป็นเอกสารในสำนวนที่มีการพิจารณาอย่างชัดเจนแล้ว แต่มีความคลาดเคลื่อนในจุดทศนิยม และเรื่องนี้เราไม่ได้ยกขึ้นมาสอบสวนเอง แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาสอบสวนและศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตวุฒิสภาที่มี พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ส.ว.กทม. สมัยนั้นเป็นประธาน ส่งสำนวนมาให้ ส่วนคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง อาจพิจารณาไปตามพยานเอกสารของเอกชน แต่อนุกรรมการฯมีการนำสืบรวบรวมพยานครบถ้วน และไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดว่า ป.ป.ช. หรืออนุกรรมการฯต้องรับฟัง เพราะข้อมูลอาจไม่ตรงกัน

                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมนัดหน้า ที่ประชุมจะได้เปิดโอกาสให้คณะกรรมการซักถาม ซักถามพยานทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง เพื่อพิจารณาลงมติต่อไป ส่วนการลงมติให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะกำหนดให้เป็นวันใด