ข่าว

'ดร.โกร่ง'ชี้แนวเปลี่ยนปตท.พ้นรัฐวิสาหกิจ

'ดร.โกร่ง'ชี้แนวเปลี่ยนปตท.พ้นรัฐวิสาหกิจ

20 ม.ค. 2555

'ดร.โกร่ง' ยึดเวที กยน.ร่ายแนวทางเปลี่ยนปตท.พ้นรัฐวิสาหกิจ ดึงกองทุนวายุภักษ์ซื้อหุ้น 2% หวังลดหนี้สาธารณะประเทศ บ่นการบินไทยทำยากเพราะสหภาพขวาง

                   20 ม.ค.55 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เป็นประธานการแถลงข่าวแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล โดยมีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมฟังการแถลงข่าวจำนวนมาก รวมทั้งมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ด้วย

                   โดยภายหลังจากนายกรัฐมนตรีแถลงเสร็จสิ้น ปรากฏว่าก่อนจบการแถลง นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ได้ขึ้นชี้แจงและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถาม โดยผู้สื่อข่าวถามถึงการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ซึ่งนายวีรพงศ์ กล่าวตอนหนึ่งถึงหนี้สาธารณะของประเทศในส่วนของปตท.ว่า กองทุนวายุภักษ์ ขอซื้อหุ้นปตท.จากกระทรวงการคลัง จำนวน 2% ซึ่งเราก็ไม่อยากซื้อมาก จึงเอาไว้รับเงินปันผลสัก 49 % ส่วนอีก 2 % ให้วายุภักษ์  เนื่องจากกองทุนวายุภักษ์ แม้จะอยู่ภายใต้กระทรวงการคลัง แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ เมื่อไปถือหุ้นแทนรัฐบาล 2 % ปตท.จึงหลุดจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ

                   “หนี้และข้อผูกพันธ์ของปตท.ประมาณ 7 แสนล้านบาท จะกลายเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนฐานะทางการคลังของรัฐบาลไทยได้เป็นอย่างดี โดยการที่หนี้ของปตท.กลายมาเป็นหนี้สาธารณะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะปตท.ได้ยืนอยู่บนขาของตัวเอง ลงทุนเอง โดยไม่ได้รับงบประมาณสักบาทจากรัฐบาล แต่กลับมาเป็นหนี้รัฐบาล เป็นหนี้สาธารณะ หากตรงกับความเป็นจริงดังเช่นที่กล่าวมา ทางผู้บริหารของปตท.ก็สบายใจได้ และสามารถจะดำเนินการอะไรได้โดยง่ายหากไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ”นายวีรพงศ์ กล่าว

                   สังเกตได้ว่าบริษัทต่างๆ ที่ตั้งขึ้นใหม่ในปัจจุบันพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยการให้รัฐบาลถือหุ้นไม่เกิน 50% แค่ 49% และเชิญสำนักงานทรัพย์สินฯมาถือหุ้น 2% นอกจากนั้นขายให้แก่เอกชน สำหรับกรณีของบบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) ต้องไปทำความเข้าใจกับกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยเสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้ แต่ปตท.ไม่มีปัญหาใดที่ต้องกังวล

                   นายวีรพงศ์ กล่าวต่อไปว่า จากแนวทางดำเนินการที่กล่าวมา จะทำให้รัฐบาลมีตัวเลขหนี้สาธารณะลดลง ซึ่งจะสร้างภาพเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมให้ปรากฏแก่สายตาของทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกู้ได้อย่างฮวบฮาบ ต้องมีวิสัยทัศน์มีแผนการบริหารจัดการเงินให้เหมาะสมกับแต่ละโครงการ ซึ่งต้องดูในรายละเอียดและความเป็นไปได้ของแต่ละโครงการที่จะต้องดำเนินการอย่างชัดเจน ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งรัฐบาลสามารถแบกรับภาระหนี้สินดังกล่าวได้หรือไม่ ทั้งยังต้องสมดุลกับการส่งออกสินค้าซึ่งเป็นช่องทางในการหารายได้เข้าประเทศ การส่งเสริมผลักดันการส่งออกก็ต้องทำควบคู่กันไป และต้องหาช่องทางอื่นเพื่อจะให้ประเทศอยู่รอดต่อไปได้

                   "ไม่ต้องเป็นห่วงว่าประเทศไทยจะดำเนินรอยตามประเทศอาร์เจนตินา หรือกรีซ อย่างที่วิตกกังวล โดยส่วนตัวตนกลัวเรื่องวิกฤติทางการเมืองเป็นอย่างมากอยู่แล้ว จากประสบการณ์การทำงานในช่วงวิกฤติทางการเงินทุกครั้ง จึงรับรองได้ว่าตนจะไม่ทำให้เกิดเรื่องดังล่าวอย่างแน่นอน”นายวีรพงศ์ กล่าว