
บางใหญ่หวิดเหยียบกันตายแห่รับห้าพัน
กทม.เร่งรัด 30 เขตจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมก่อนสิ้นม.ค.นี้ ชาวเทศบาลบางใหญ่หวิดเหยียบกันตายแห่รับห้าพัน ก.เกษตรฯรับน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจเกษตรต่ำเป้าเหลือเพียง 2.2 % ทน.หาดใหญ่สรุปส่งข้อมูลให้อำเภอขอรับเงินเยียวยา 5,000 บาท โยธาฯลำพูนชงโครงการป้องกันน้ำ
19ม.ค.2555 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.เป็นประธานประชุมหัวหน้าหน่วยงานกทม.โดยในที่ประชุมนายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัดกทม. กล่าวถึงการจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม 5,000 บาท ขอกำชับให้สำนักงานเขต 30 เขตแรกที่ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เร่งรัดดำเนินการภายหลังที่ครม.อนุมัติจ่ายเงินภายในวันที่ 31 ม.ค. แล้ว ส่วนอีก 12 เขตที่เหลือ ให้เร่งรวบรวมและตรวจสอบรายชื่อก่อนจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม.อนุมัติในสัปดาห์หน้า และขอให้ทุกหน่วยงานเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ
นายเจริญรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่บ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายในวงเงิน 10,000 - 20,000 บาท ซึ่งครม.ได้ขยายเวลาเร่งรัดไปถึงวันที่ 30 มี.ค. แต่ขอให้สำนักงานเขตรวบรวมข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในเดือนก.พ.นี้ นอกจากนี้ตามนโยบายผู้ว่าฯกทม.ในการขุดลอกคูคลองเพื่อเตรียมความพร้อมรับฤดูฝนในปีนี้ ตนจึงได้สั่งการให้มีการสำรวจพื้นที่ และแจ้งมายังสำนักงบประมาณ จากนั้นจะแจ้งไปยังสำนักการระบายน้ำเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง เนื่องจากการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต่างจากทุกปี และน้ำท่วมในปีที่ผ่านมาก็ทำให้คูคลองตื้นเขิน จึงสั่งการให้สำนักการระบายน้ำเร่งดำเนินการโดยเร็ว
ชาวเทศบาลบางใหญ่หวิดเหยียบกันตายแห่รับห้าพัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตั้งแต่เช้าของวันที่ 19 ม.ค.นี้ได้มีประชาชนในพื้นที่เทศบาลตำบลบางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ที่มีรายชื่อได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท ไปยืนเข้าแถวตากแดดรอรับเงินเป็นจำนวนมากยาวเป็นกิโลเมตรที่เทศบาลและหวิดเหยียบกันตาย และต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้รับเงิน ขณะเดียวกันมีประชาชนที่ไม่มีชื่อได้ไปร่วมตัวกันเพื่อสอบถามถึงเหตุผลที่ไม่มีชื่อ ทั้งนี้นายประเสริฐ วัดผลัด นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางใหญ่ได้ชี้แจงว่า เนื่องจากทะเบียบที่เทศบาลกับรหัสจากธนาคารออมสินไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตามที่ผู้เดินทางไปที่เทศบาลครั้งนี้ได้รับทุกคนแม้นว่าจะช้าบ้าง ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับนั้นตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค.เป็นต้นไปขอให้ไปติดต่อขอรับที่ธนาคารออมสินทั่วประเทศ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมถ่ายสำเนาไปแสดงขอรับ
ทน.หาดใหญ่ส่งข้อมูลขอรับเงินเยียวยา5,000บาท
จากเหตุการณ์อุทกภัย 8 ชุมชน ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ วันที่ 31 ธ.ค.2554-2 ม.ค.2555 ที่ผ่านมา ล่าสุดเทศบาลนครหาดใหญ่ ได้จัดส่งข้อมูลจำนวนผู้ประสบอุทกภัยเพื่อขอรับเงินเยียวยาครอบครัวละ 5,000 บาท รวมทั้งสิ้น 14 ชุมชน จำนวน 3,098 ครัวเรือน ส่งให้กับนายอำเภอหาดใหญ่ เพื่อส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาอนุมัติ
นายเสรี พาณิชย์กุล นายอำเภอหาดใหญ่ เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" ว่า ทางอำเภอได้ส่งข้อมูลที่ทางเทศบาลนครหาดใหญ่สรุปมาให้ ไปที่ปลัดจังหวัด เพื่อพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอน ซึ่งอาจจะใช้เวลาในการพิจารณาและตรวจสอบความถูกต้อง แต่รับรองว่าผู้ประสบอุทกภัยทุกคนจะได้รับเยียวยาครอบครัวละ 5, 000 บาทเหมือนกับพื้นที่ประสบภัยอื่นๆแน่นอน "ตัวเลขที่ทางเทศบาลนครหาดใหญ่สรุปมาให้มีทั้งสิ้น 14 ชุมชน 3,098 ครัวเรือน พื้นที่ๆมีการท่วมเป็นพื้นที่ชั้นนอกเขตเทศบาลนครหาดใหญ่"
นายโส เหมกุล หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา กล่าวว่า การจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบอุทกภัยในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่นั้น จะจ่ายเฉพาะในพื้นที่ชุมชนที่มีการชักธงแดงจำนวน 8 ชุมชนเท่านั้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ๆมีการประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเงินเยียวยา 5,000 บาท
"คงจะใช้เวลาไม่นานมาก หากรายละเอียดทั้งหมดถูกต้องครบถ้วน"
สำหรับจำนวนผู้ประสบภัยในพื้นที่จ.สงขลา รวม 3 ครั้ง ประกอบด้วย ครั้งแรก ระหว่างวันที่ 20-23 พ.ย.54 ที่มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ 11 อำเภอ มีจำนวนทั้งสิ้น 699 ครัวเรือน ครั้งที่ 2 ช่วงปลายเดือนธ.ค.54 ที่มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติเพิ่มอีก 5 อำเภอ รวม 16 อำเภอ มีจำนวนทั้งสิ้น 68,000 กว่าครัวเรือน โดยเฉพาะอ.หาดใหญ่ จำนวน 29,216 ครัวเรือน
น้ำท่วมกระทบศก.เกษตรขยายตัวเหลือ2.2เปอร์เซ็น
นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากปัญหาอุทกภัยที่เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมได้ขยายเป็นวงกว้างและสร้างความเสียหายต่อพื้นที่และผลผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิดส่งผลให้ภาคเกษตรเริ่มหดตัวลงในไตรมาสที่ 3และหดตัวต่อเนื่องมากขึ้นในไตรมาสที่ 4 ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ประมาณการอัตราการเติบโตของภาคเกษตรในปี2554 พบว่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2554ภาคเกษตรเติบโตได้ในระดับสูง เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้างเป็นปกติและเมื่อจำแนกเป็นรายสาขา พบว่า สาขาที่ขยายตัวเมื่อเปรียบเทียบกับปี2553 มี 3 สาขา ได้แก่ สาขาพืช พบว่า ในปี 2554การผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 สาขาปศุสัตว์ พบว่า การผลิตในปี 2554มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยสถานการณ์ทั้งไก่เนื้อ ไข่ไก่และน้ำนมดิบ มีภาวะการผลิตที่ดีขึ้น สาขาป่าไม้ การผลิตสาขาป่าไม้ในปี2554 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.2
ส่วนสาขาที่หดตัวลงมี 2 สาขา คือสาขาประมงและสาขาบริการทางการเกษตร โดยสาขาประมง ในปี 2554 หดตัวลดลงร้อยละ 2.6 เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงต้นปีประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนส่งผลต่อการเจริญเติบโตและอัตราการรอดของสัตว์น้ำอีกทั้งยังมีอุปสรรคในเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นส่วนสาขาบริการทางการเกษตร ลดลงร้อยละ 0.7เนื่องจากผลกระทบอุทกภัยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ทำให้เนื้อที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวพืชผลได้รับความเสียหายทั้งนาข้าวพืชไร่ และพืชสวนต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวที่ได้รับความเสียหายค่อนข้างมากส่งผลให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวลดลงตามไปด้วย
นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2555 ว่าจะขยายตัวต่อเนื่องอยู่ในช่วงร้อยละ 4.5 - 5.5ภายใต้สภาพดินฟ้าอากาศที่เป็นปกติ ไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงเช่น ภัยแล้ง อุทกภัย รวมทั้งไม่มีปัญหาแมลงศัตรูพืชและโรคระบาดต่าง ๆ โดยสาขาพืชมีทิศทางเติบโตได้ดี เนื่องจากราคาพืชส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นจูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิตมากขึ้นสำหรับสาขาปศุสัตว์ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องจากการวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานรวมทั้งราคาที่อยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนสาขาประมงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันแต่ยังมีความอ่อนไหวจากสภาพอากาศที่มีความผันผวนรวมถึงราคาน้ำมันและราคาอาหารสัตว์น้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นด้วย
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกอัตราแลกเปลี่ยน และราคาน้ำมัน โดย สาขาพืช คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ6.3 - 7.3 เนื่องจากผลผลิตของพืชสำคัญส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งข้าว อ้อยโรงงาน ยางพารา และปาล์มน้ำมันจากการที่เกษตรกรขยายการผลิตตามทิศทางของราคาที่เพิ่มขึ้นรวมถึงการควบคุมการแพร่ระบาดของศัตรูพืชที่ดีขึ้นสำหรับสถานการณ์ด้านราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเกือบทุกสินค้าโดยเป็นไปตามความต้องการของตลาดต่างประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนสาขาปศุสัตว์ การผลิตปี 2555 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.1 - 3.1เนื่องจากเกษตรกรมีการปรับระบบการเลี้ยงที่ดีขึ้นซึ่งจะลดปัญหาโรคทางระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นในสุกรมีการปรับปรุงมาตรฐานฟาร์ม กระบวนการควบคุมและเฝ้าระวังโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้การผลิตในสาขาปศุสัตว์ยังคงมีความเสี่ยงจากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนโรคระบาด ภัยธรรมชาติ และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในขณะที่ความต้องการบริโภคทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับราคาปศุสัตว์โดยเฉลี่ยในปี 2555คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งไก่เนื้อ สุกร และน้ำนมดิบจากความต้องการบริโภคขณะที่ราคาไข่ไก่มีแนวโน้มลดลงจากปริมาณผลผลิตที่มากขึ้นสาขาประมง การผลิตปี 2555 มีแนวโน้มขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.6 - 1.6เนื่องจากราคาผลผลิตในปี 2554 อยู่ในเกณฑ์ดีโดยเฉพาะกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงที่จะจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มการดูแลและมีการวางแผนการผลิตที่ดีเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดส่วนประมงน้ำจืด หากสถานการณ์เป็นปกติคาดว่าผลผลิตสัตว์น้ำจืดในปี 2555จะเพิ่มขึ้นตามการสนับสนุนส่งเสริมของกรมประมงที่มีอย่างต่อเนื่อง
ส่วนสาขาบริการทางการเกษตร คาดว่าปี 2555 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสาขาพืชที่มีทิศทางเติบโตได้ดี เช่นข้าว และอ้อยโรงงาน ทำให้มีการจ้างบริการทางการเกษตร เช่นการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตมากขึ้น อย่างไรก็ตามภัยธรรมชาติและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อสาขาบริการทางการเกษตร ทั้งนี้คาดว่ามูลค่าการผลิตสาขาบริการทางการเกษตรเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วงร้อยละ2.9 - 3.9 และ สาขาป่าไม้ แนวโน้มปี 2555คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.0 - 2.0เนื่องจากมีการตัดฟันไม้เศรษฐกิจจากป่าปลูกออกมาเพื่อป้อนโรงงานเฟอร์นิเจอร์และใช้ในภาคการก่อสร้างภายหลังเศรษฐกิจภายในประเทศฟื้นตัวจากอุทกภัย ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมไม้เครื่องเรือน และไม้ก่อสร้าง ขยายตัวตามไปด้วย
โยธาฯลำพูนชงโครงการป้องกันน้ำท่วมนิคมฯงบ500ล้าน
นางพจนีย์ ขจรปรีดานนท์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า โครงการป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือและสถานประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในบริเวณใกล้เคียง ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน ได้มีการนำรายงานเสนอต่อที่ประชุมการติดตามราชการของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสหกรรม เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2555 ที่ห้องจามเทวี ศาลากลาง จ.ลำพูน เพื่อให้ 2 รัฐมนตรีรับทราบพิจารณาและนำเข้าที่ประชุมครม.สัญจร ครั้งที่ 1 ในวันที่ 15 ม.ค. ที่ จ.เชียงใหม่
ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรมลำพูน เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของภาคเหนือ และ จ.ลำพูนเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม มีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 923 โรงงาน มูลค่าการลงทุนกว่า 86,000 ล้านบาทแรงงานประมาณ 69,000 คน โดยแบ่งเป็นโรงงานในเขตนิคมอุตสหกรรมภาคเหนือ 75 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 66,150 ล้านบาท มีแรงงานกว่า 45,000 คน และโรงงานนอกเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จำนวน 848 โรงงาน มูลค่าการลงทุนกว่า 19,500 ล้านบาท แรงงานกว่า 27,000 คน ในอนาคตตอันใกล้นี้ การนิคมอุตสหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับภาคเอกชนดำเนินโครงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ในพื้นที่ต่อเนื่องพื้นที่เดิมในเนื้อที่รวมประมาณ 1,500 ไร่
ด้วยสภาพพื้นที่ที่ตั้งของการนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือและบริเวณที่มีศักยภาพในการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ต.มะเขือจ้ ต.บ้านกลาง อ.เมือง และพื้นที่ต่อเนื่องที่มีแม่น้ำกวงไหลผ่านด้านตะวันตก ส่วนด้านทิศตะวันออกมีแนวเทือกเขาขุนตานซึ่งเป็นเขตป่าแม่ธิ-แม่ตีบ-แม่สาร ทอดตัวตามแนวเหนือ-ใต้ เมื่อมีฝนตกหนักและปริมาณน้ำฝนจำนวนมากทางทิศเหนือในเขต อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และฝนในพื้นที่ ทำให้เกิดปํญหาน้ำท่มในแนวลำเหมืองสายหลักคือ ลำเหมืองร่องกาศ ลำเหมืองแม่ยาก และลำเหมืองร่องส้าว รวมทั้งลำเหมืองสาขา สาเหตุสำคัญคือการระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ และมีน้ำท่วมล้นบริเวณริมแม่น้ำกวง
กระนั้น หากเกิดน้ำท่วมบริเวณนิคมฯลำพูน จะทำให้มีผลกระทบต่อการลงทุนของสถานประกอบการที่มีโรงงานในนิคมฯทั้งสิ้น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 66,144 ล้านบาท และแรงงานเฉพาะในการนิคมฯจำนวน 46,000 คน และโรงงานใกล้เคียงอีกประมาณ 30 โรงงาน ร้านค้าพาณิชย์ จำนวน 523 แห่ง กิจการหอพักประมาณ 700 แห่ง โรงพยาบาลและคลินิกจำนวน 18 แห่ง ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน มูลค่าไม่น้ำกว่า 5 พันล้านบาท นอกจากนี้พื้นที่ต่อเนื่องกับพื้นที่นิคมฯมีโครงการอุตสาหกรรมที่ภาคเอกชนร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการอย่างน้อย 3 แห่ง พื้นที่ชุมชนโดยรอบที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งเป็นเขตชุมชนหนาแน่น รวมพื้นที่ 12.570 ตารางกิโลเมตร มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
ดังนั้นควรมีการเตรียมการป้องกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน จ.ลำพูน โดย สนง.โยธาธิการและผังเมือง จึงเสนอ โครงการป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสหกรรมภาคเหนือ และสถานประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในบริเวณใกล้เคียง ต.บ้านกลาง อ.เมืองลำพูน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เขต ต.มะเขือแจ้ บ้านกลาง และ ต.ศรีบัวบาน ประกอบด้วยงานก่อสร้างปรับปรุงและขยายทางระบายน้ำผ่านสิ่งกีดขวาง , งานขุดลอกเปิดทางน้ำลำเหมืองสายหลักพร้อมงานป้องกันแนวตลิ่ง , งานปรับปรุงถนนสะพานและลำเหมือง , งานก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำกวง , งานก่อสร้างประตูระบายน้ำ , งานปรับปรุงฝายเดิมเป็นประตูระบายน้ำ , งานปรับปรุงขุดลอกพื้นที่แก้มลิง และงานปรับปรุงยกระดับถนนพร้อมระบายน้ำ รวมงบประมาณ 500 ล้านบาท ภายในระยะเวลาดำเนินการ 360 วัน
ผลที่คาดว่าจะได้รับหลังจากเสร็จสิ้นการดำเนินโครงการ ฯ กล่าวคือ พื้นที่ด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำกวงที่กำหนดเป็นบริเวณรองรับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด มีระบบป้องกันน้ำท่วม ทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการลงทุนสนับสนุนยุทธศาสตร์ของภาคและประเทศที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง GMS. และได้ระบบป้องกันน้ำท่วมและโครงข่ายสาธารณูปโภคในเขตนิคมอุตสาหกรรมฯ พื้นที่อุตสาหกรรมใกล้เคียง และชุมชนโดยรอบ
.................
(หมายเหตุ : ภาพข่าวเก่า)



