
การเมืองไทยเมื่อเริ่มมีการรณรงค์การแก้ม.112 อย่างมีสติ
การเมืองไทยเมื่อเริ่มมีการรณรงค์การแก้ม.112 อย่างมีสติ : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
และแล้วการรณรงค์แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เรียกกันอย่างติดปากว่า "กฎหมายหมิ่นฯ" นั้นก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
แต่ก็เป็นการเริ่มต้นอย่างมีสติ ด้วยท่าทีและบรรยากาศที่รณรงค์เรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ตามหลักการการเสนอชื่อ 1 หมื่นชื่อจากประชาชน
ประเด็นที่สำคัญที่ผมคิดว่าการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ในครั้งนี้น่าจะนำพาสังคมไปสู่ข้อถกเถียงที่สำคัญ ก็คงมีหลายเรื่อง
เรื่องแรกก็คือเป็นการรณรงค์โดยเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง และยังยึดมั่นในหลักการการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นธงชัยสำคัญ
การจัดหมวดหมู่ใหม่ของหมวดที่ว่าด้วยการหมิ่นกษัตริย์ แยกจากเรื่องความมั่นคงของรัฐ สะท้อนถึงความกล้าหาญในการนำเสนอให้แก่สังคม และชี้ให้เห็นว่าสังคมมีทางเลือกใหม่ที่ไม่ใช่เรื่องของการเอาหรือไม่เอาเท่านั้น
ทางเลือกเช่นนี้ทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยกับการมีประมุขที่มาจากพัฒนาการของสังคมประเพณีนั้นสามารถอยู่ด้วยกันได้
คนหมิ่นกษัตริย์ก็ต้องถูกพิจารณา แต่อย่าลากไปรวมกับเรื่องความมั่นคงของชาติ เพราะบางครั้งการอ้างความจงรักภักดีโดยทำร้ายและปิดปากคนอื่นก็มีให้เห็น
ส่วนเรื่องราวรายละเอียดเป็นอย่างไร แต่ละฝ่ายก็น่าจะสามารถใช้เหตุผลมาคุยกันได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวเรื่องนี้เป็นไปโดยเจตนาที่ดี และเป็นไปตามพระราชปรารภของรัชกาลที่ 7 ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ที่ว่าประชาชนไทยมีการศึกษาเพียงพอแล้ว พระองค์จึงพระราชทานรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่สองที่ผมคิดว่าสำคัญก็คือ การนำเสนอของนิติราษฎร์นั้นเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่ได้แสดงออกถึงอาการของการที่เชื่อมั่นว่าหลักการของตนเองถูกท่ามกลางคนที่ไม่รู้หรือไม่เข้าใจ แต่ได้แสดงออกว่าน่าจะดีกว่าทุกฝ่ายมากกว่าการกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เรื่องนี้น่าจะไม่ง่ายนัก ตราบใดที่ฝ่ายอื่นๆ ยังเคลื่อนไหวต่อต้านนิติราษฎร์ด้วยวิธีการแบบการเมืองของการแตกหัก ข้าจะต้องถูกฝ่ายเดียว
นอกจากนี้แล้ว หนทางที่นิติราษฎร์นำเสนอนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้ง่ายนัก ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของสาระหรอกครับ แต่มีเงื่อนไขที่เป็นประเด็นท้าทายอยู่ไม่ใช่น้อย
หนึ่งคือ วิธีการแก้ไขของนิติราษฎร์เป็นไปในลักษณะที่เชื่อว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่เป็นเหตุผล และเป็นประชาธิปไตย จะพบว่านิติราษฎร์เลือกใช้เวทีสภา แทนที่จะใช้วิธีโบราณคือการถวายฎีกา ซึ่งน่าจะหมายถึงการเลือกที่จะใช้ระบบเหตุผลแบบประชาธิปไตยในการนำเสนอความเห็น ส่วนสังคมไทยจะยอมรับวิธีนี้หรือไม่ก็ต้องรอเวลาพิสูจน์ดู
สองคือ นิติราษฎร์ให้ความสำคัญกับเรื่องของการใช้เหตุผล แต่นิติราษฎร์ไม่ทำงานกับสื่อกระแสหลัก และไม่แสดงความเข้าใจกับสื่อกระแสหลัก สิ่งที่นิติราษฎร์ไม่เข้าใจก็คือสิ่งที่นิติราษฎร์เสนอนั้นไม่สามารถสื่อสารได้กับสื่อกระแสหลักได้ด้วยเงื่อนไขสามประการ ประการแรกคือ สื่อกระแสหลักมีธงในการนำเสนอข่าวอยู่แล้ว นั่นก็คือถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากเสนอข่าว (หุหุ) ประการที่สองคือ สื่อกระแสหลักให้ความสำคัญกับการเสนอข่าวในแบบของความเป็นกลางในความหมายว่าจะต้องมีฝ่ายอื่นที่แสดงออกซึ่งสิ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคณะนิติราษฎร์ แต่การนำเสนอเหล่านั้นอาจไม่ได้ให้หลักประกันว่าสื่อมีความเข้าใจหรือสนใจข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ด้วยซ้ำ ดังนั้นยิ่งมีคนออกมาโหนกระแสต้านโดยไม่ต้องอ่านหรือให้เหตุผลอย่างจริงจังกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ เขาก็มีโอกาสได้ออกสื่อ และยิ่งมีการกระจายตัวของกลุ่มต้านให้ดูเหมือนว่ามีหลายกลุ่ม ก็จะชิงพื้นที่สื่อได้มากในเชิงปริมาณ และประการที่สาม คณะนิติราษฎร์ไม่ทำการบ้านว่าที่ผ่านมาสื่อกระแสหลักเคยสามารถเผยแพร่ข่าวต่างๆ เพื่อให้คนมีความรู้ทางกฎหมายและปกป้องของเสรีภาพของตนเองได้มากน้อยแค่ไหน
สามคือ ตราบใดที่การเมืองไทยยังมีลักษณะที่การตัดสินใจของทุกฝ่ายยังอยู่หลังฉาก การนำเสนอของนิติราษฎร์ก็จะถูกละเลย เพราะนิติราษฎร์คิดว่าประชาชนในประเทศนี้มีอำนาจ และเชื่อว่าสถาบันอย่างรัฐสภานั้นมีอำนาจ ทั้งที่ฝ่ายที่มีอำนาจจริงอยู่กันข้างหลังทั้งสิ้น
… สู้ต่อไปครับนิติราษฎร์



