
'กรณ์'ชี้ปรับครม.ศก.สะท้อนบริหารเหลว
'กรณ์' ชี้ปรับครม.เศรษฐกิจ สะท้อนถึงการบริหารล้มเหลว อัดนโยบาย ก.พลังงาน สวนทางช่วงหาเสียง จับตาแปรรูป ปตท.เตะหมูเข้าปากนายทุน ข้องใจวางแผนกู้เงินเพิ่ม
18 ม.ค.55 นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง กล่าวถึงการปรับ ครม.ในตำแหน่งหลักของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า เป็นการยอมรับว่า 4 เดือนที่ผ่านมา ไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารและแก้ปัญหาบ้านเมืองในด้านเศรษฐกิจ เพราะตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงหมด ทั้งนี้ในส่วนของรมว.คลังที่ถูกปรับออกไปนั้น คงมีสาเหตุหลายเรื่อง ที่นอกจากการขัดแย้งในเชิงนโยบายแล้ว ยังมีกระแสข่าวเรื่องผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับกองสลากด้วย สอดรับกับตำแหน่งสำคัญในกองสลากก็มีการลาออกกลางคัน
อัดนโยบายก.พลังงานสวนทางหาเสียง-จับตาแปรรูปปตท.
นายกรณ์ กล่าวว่า สำหรับกระทรวงพลังงานนั้นถือเป็นอีกกระทรวงที่ล้มเหลวสิ้นเชิงในนโยบาย เพราะไม่สามารถลดค่าครองชีพได้อย่างที่หาเสียง ไม่สามารถยกเลิกกองทุนน้ำมัน อีกทั้งหนี้ของกองทุนน้ำมันก็เพิ่มขึ้นมาหมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตามต้องติดตามการนำอดีตซีอีโอ บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น มาดูแลกระทรวงพลังงานด้วย เพราะต้องเข้าใจว่าเขาไม่ใช่คนของประชาชน และไม่ต้องพึ่งพาคะแนนเสียงจากประชาชน ตรงกันข้ามเขาต้องพึ่งพากำลังสนับสนุนคนเดียวที่เป็นนายจ้าง เพราะฉะนั้นก็ต้องถามว่าเขาจะทำงานเพื่อใคร ระหว่างประชาชนกับนายจ้าง
"ที่ผ่านมาเคยตั้งข้อสังเกตในหลายนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ว่ามักเลือกตัดสินใจในสิ่งที่เป็นคุณต่อนายทุน แทนที่จะเอาประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายพลังงาน นโยบายภาษีที่มีการลดภาษีนิติบุคคล ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นการเลือกทำเพื่อผลประโยชน์ของนายทุนทั้งสิ้น" นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลเหมือนกำลังหมกมุ่นกับ ปตท. เป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่มีแนวคิดที่จะนำกองทุนวายุภักษ์ไปซื้อหุ้นปตท. 2 % เพื่อให้ขาดจากการเป็นรัฐวิสาหกิจนั้น ถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่าการครอบงำโดยผู้มีกำลังทุน จะเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะสามารถฮุบซื้อหุ้นมาเป็นของตัวเองได้ ซึ่งขอย้ำว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ทั้งนี้ปตท.เป็นบริษัทที่มีอำนาจผูกขาดทางการตลาดด้านพลังงาน เพราะถูกออกแบบมาให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่ยังต้องดูแลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แต่ถ้าปรับเปลี่ยนให้เป็นเอกชนรายไหนมาซื้อก็ได้ จะเป็นอันตรายมาก และเป็นประเด็นที่ต้องตอบคำถามกับสาธารณะชนว่าทำไปเพื่ออะไร
ข้องใจ'รัฐบาล'วางแผนกู้เงินเพิ่ม
นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการลดหนี้สาธารณะ เพื่อนำไปสู่การกู้เงินเพิ่ม แต่ปัจจุบันหนี้สาธารณะเทียบจีดีพี อยู่ที่ประมาณ 41 % กรอบวินัยทางการคลังกำหนดให้กู้ได้ 60 % จีดีพี แต่ยังมีช่องว่างอีก 20 % หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาทที่กู้ได้ ตนอยากถามว่าทำไมต้องกู้มากกว่านี้ หรือเพียงแค่ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อเปิดช่องทางสู่การเข้ามาเป็นเจ้าของปตท.ด้วยตนเอง
"ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะทุกอย่างสัมพันธ์กัน ทั้งการผลักดันให้มีการร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปรากฏเงาคุณทักษิณ ชินวัตร ชัดเจนในการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐกับสองรัฐบาล ที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นเขาจะมุบมิบทำอะไรกันอยู่ ผลประโยชน์จะเป็นของใครเป็นเรื่องที่น่ากังวลและเราจับตาอยู่อย่างใกล้ชิด” นายกรณ์ กล่าว
เตือน'โต้ง'ออกนโยบายกระทบราคาหุ้น
นายกรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังขอเตือน นายกิติรัตน์ ณ ระนอง ให้ระวังการพูดนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เช่นกรณีออกมาขานรับแนวคิดของนายวีระพงษ์ รามางกูร ประธานกยอ. ในการที่จะซื้อหุ้นของปตท. เพราะมีผลต่อราคาหุ้น ซึ่งนายกิติรัตน์ เป็นผู้เข้าใจในตลาดทุนหากยึดหลักธรรมาภิบาลที่ดีก็ต้องสงวนท่าทีจนกว่าจะมีความชัดเจน และพูดครั้งเดียวให้ทุกคนได้รับข้อมูลพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นจะสร้างความสับสน และทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดทุนลดลง



