ข่าว

โต้เดือดปมแก้-ไม่แก้มาตรา112

โต้เดือดปมแก้-ไม่แก้มาตรา112

17 ม.ค. 2555

"นิติราษฎร์-สยามประชาภิวัฒน์"โต้เดือดปมแก้-ไม่แก้ม.112 อาจารย์ยุกติยันเพดานนิติราษฎร์ไม่ใช่ล้มสถาบันไม่มีวาระซ่อนเร้นเฉกเช่นคนวิจารณ์ ขณะที่อาจารย์ศาสตรา มองสถาบันฯไม่ใช่ปัญหาการวิวัฒน์ประเทศ ม.112 ไม่ใช่เป็นปัญหาการตีความกฎหมาย

                17ม.ค.2555  รายการ "คม ชัด ลึก"  ทางสถานีโทรทัสน์เนชั่นชาแนล ได้จัดรายการตอน "มาตรา 112 ... แก้-ไม่แก้ ?"   โดยมีผู้ร่วมรายการประกอบด้วยนายยุกติ มุกดาวิจิตร คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) กลุ่มสันติประชาธรรม คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   และนายศาสตรา โตอ่อน กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

 
                นายยุกติ กล่าวว่า  ตนเห็นด้วยว่าแต่ละประเทศมีเอกลักษณ์ของตนเอง และเข้าใจในหลักกฎหมายของเยอรมันว่ากฎหมายเป็นจิตวิญญาณของประชาชาติ แต่ก็มีคำถามว่า ในวิธีการแก้กฎหมาย ซึ่งในข้อเสนอของ ครก.เรื่องหลักการคิดความเอกลักษณ์ของชาติ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าความรู้สึกลึกๆ ของคนเป็นอย่างไร แล้วหากกฎหมายไม่ใช่จิตวิญญาณของประชาชาติ หรือไม่สะท้อนจิตวิญญาณของประชาชาติ ก็ตกไป ซึ่งข้อเสนอของนิติราษฎร์มีคนเห็นด้วยและมาร่วมเคลื่อนไหว ส่วนจะเป็นกลุ่มน้อยหรือใหญ่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะความเป็นประชาชาติแตกต่างกันได้แต่จะอยู่กับมันอย่างไร ตนคิดว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์ถูกต้องตามประเพณีของการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย แต่สัดส่วนของความผิดเป็นประเด็นสำคัญ หากจะเปรียบเทียบกฎหมายประทุษร้ายกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท สัดส่วนความผิดไม่เท่ากัน และกฎหมายนี้ยังเคารพระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข
               
                "การแก้กฎหมาย ม.112 ไปกระทบอะไรกับสังคมไทยที่ว่าเป็นปัญหาทุนนิยม ซึ่ง ครก.ชัดเจนว่าสนับสนุนนิติราษฎร์ ที่ประเทศไทยจะเป็นสังคมประชาธิปไตยมากขึ้น ข้อค้นพบคือสังคมกำลังเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้ประชาชนไม่เคยตั้งคำถามและก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปี2540 การเคลื่อนไหวพฤษภา 35 ประชาชนลุกขึ้นมาทวงสิทธิของตนเอง การให้ความสำคัญการเลือกตั้ง หากจะบอกว่าพวกมากลากไปคงไม่ใช่ ประชาชนรับรู้ถึงสิทธิเสรีภาพของตนเองไม่ใช่แค่เรื่องการชักจูงที่ฟังคำพูดไม่กี่คำแล้วพากันไป ซึ่งที่ว่าปัญหาเป็นเรื่องการตีความหรือไม่นั้น เห็นชัดว่ากฎหมายมีรากเหง้าจากคณะรัฐประหาร 2519 ที่ใช้สนับสนุนอำนาจนิยม จึงถูกใช้ช่วงที่อำนาจนิยมเบ่งบาน และช่วงปี 2553 การใช้กฎหมายนี้พุุ่งถึง 248 ราย

                ดังนั้นหลักปรัชญากฎหมายนี้ไม่ได้วางอยู่บนหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหาษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่อยู่บนอำนาจนิยม ทั้งนี้การแก้กฎหมายจะไปได้เท่าที่ประชาชนต้องการ เพดานของนิติราษฎร์คือ 2475 ไม่ใช่ล้มสถาบัน และไม่คิดว่าจะมีอะไรซ่อนเร้น แต่คนที่วิจารณ์มีวาระซ่อนเร้นมากกว่า ที่ต้องการปลุกกระแสล้มเจ้า ทั้งที่กลุ่มนี้ไม่ได้คิดเช่นนั้น ท้ายที่สุดก็จะไปไม่รอด การที่สังคมไทยบอกว่าเทิดทูนสถาบัน ใครทำได้ไม่ได้ และทำได้ ทำอย่างไรที่จะเป็นเหตุเป็นผล เพราะเราไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์สถานะที่เหมาะสมของประชาธิปไตย " ผศ.ดร.ยุกติ กล่าว

                ผศ.ดร.ยุกติ กล่าวว่า จำนวนคดีไม่เท่ากับประเด็นที่เกิดขึ้นจริง หากมีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง อาฆาดมาดร้ายป หากผิดจริงสัดส่วนความผิดควรเป็นอย่างไร หากแบ่งกรณีของคนที่ถูกดำเนินคดีซึ่งมีหลายกรณี ประเด็นของนิติราษฎร์คือหากผิด สัดส่วนความผิดควรเป็นอย่างไร และกรณีที่กำกวมจะทำอย่างไร อย่างกรณีการแปลหนังสือพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าหมิ่นประมาท เพราะในทางกฎหมายไม่มีช่องให้พิสูจน์ เมื่อมีกรณีที่มีการกล่าวโทษโดยใครก็ได้ ผลคือจะมีคนที่อาจจะไม่มีความผิดอะไรเลย แต่เมื่อมีคนไปแจ้งความตำรวจก็ดำเนินคดี ซึ่งอาจจะเป็นการกลั่นแกล้งกันส่วนบุคคลก็ได้

 ส่วนกรณีประมุขของประเทศ นิติราษฎร์ได้เขียนไว้ว่า ให้เป็นหน้าที่ของสภาไปแก้ ความเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ ประเมินถูกว่ามีข้อจำกัดที่สังคมไทยมีเพดานความนึกคิด จิตวิญญาณของประเทศชาติ แต่ไม่ถึงกับไปล้มล้าง ทั้งนี้ ตนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ความคิดทางวิชาการ หรือความคิดของประชาชนจะล้ำหน้ากว่า ส.ส. หรือผู้ปฏิบัติการทางการเมือง สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงออกทางกฎหมาย ก็ทำในกรอบนั้น ส่วน ส.ส. และรัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสภาฯ ที่จะหยิบยกเรื่องนี้เข้าไป แต่อย่างน้อยที่สุดคือประชาชนได้ถกเถียงกันว่ามีปัญหาที่ใหญ่ขึ้นมา และไม่ใช่เรื่องสีทางการเมือง

                อย่างไรก็ตาม ตนอยากจะเตือนความเคลื่อนไหวของ ครก.เช่นกัน ซึ่งบางทีสังคม เมื่อมีการหยิบอะไรขึ้นมาจะมีการติชม กับอีกกลุ่มที่เคารพ นับถือ รัก ซึ่งเกินเหตุผล เมื่อบอกว่าเมื่อคนมีศรัทธา จะใช้เหตุผลหรือเถียงไม่ได้ ดังนั้นต้องมีจุดที่สังคมจะอยู่ร่วมกันได้ระหว่างคนที่มีศรัทธา กับเหตุผล ซึ่งตรงนี้นิติราษฎร์เข้าใจแต่ตนไม่สามารถไปอธิบายแทนได้ แต่ถ้าเหตุผลไม่ไปคุกคามศรัทธา เหตุผลก็ควรเปิดพื้นที่ให้ศรัทธาเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะนักวิชาการเท่านั้นที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบัน แต่ในส่วนของบุคลลทั่วไปก็วิจารณ์ได้แต่ต้องสุจริต และตรวจสอบได้ แต่จะไปหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายไม่ได้ ดังนั้น คนที่จะพูดอะไรต่อจากนี้ต้องรับผิดชอบ

                "ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร สังคมไทยหลังแก้ ม.112 ประเด็นอยู่ที่ว่า เราจะยอมรับการแก้ไขได้หรือไม่ได้ ให้ทำความเข้าใจว่า คำถามที่ควรถามคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมประชาธิปไตย เราจะออกแบบได้หรือไม่ อย่างไร หากพูดในหลักการที่ว่าสถาบันทางสังคมต้องทำหน้าที่ที่แบ่งกันไป แล้วสามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันขณะนี้ได้แค่ไหน แต่กฎหมายนี้ปิดช่องนี้ และอาจจะเป็นการเข้าใจผิดที่คิดว่านี่คือการล้มเจ้า เพราะประเด็นคือเราจะออกแบบสถาบันนี้เป็นอย่างไรมากกว่า เมื่อกระบวนการทางกฎหมายเปิดช่องให้ แค่ 1 หมื่นชื่อก็พอ เมื่อถึงกระบวนการรัฐสภาแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ผมไม่ทราบว่ามีใคร หรือองค์กรใด กดดันรัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาลให้ทำอะไรแบบนี้ ผมไม่คิดว่าเป็นความสมัครใจของผู้แทนราษฎร แต่เป็นการต่อรองที่มากกว่านั้น จึงอย่าเพิ่งไปวิเคราะห์ว่าพรรคร่วมรัฐบาลปฏิเสธแล้ว " ผศ.ดร.ยุกติ กล่าว


                นายศาสตรา กล่าวว่า ในแต่ละประเทศจะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่น ความผิดกฎหมายอาญาของเยอรมัน จะห้ามการแสดงท่าทางที่กระทบต่อจิตใจประชาชน เช่น การแสดงท่าทางสัญลักษณ์ฮิตเล่อร์ ซึ่งจะใช้เหตุใช้ผลไม่ได้ และเยอรมันก็ไม่มีใครรณรงค์ให้เลิกคิด เพราะเป็นการจี้เข้าไปในจิตใจของแต่ละชนชาติ ส่วนจะโหดร้ายหรือไม่ คุณลักษณะแต่ละประเทศที่มีเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องใช้เวลา 100-200 ปี แต่ ม.112 ตนมองในแง่สถาบันว่า คนไทย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่ในแง่กฎหมายเท่านั้น แต่ได้ผ่านกาลเวลามานาน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยรักสถานบัน ไม่ใช่เพียงแต่พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน เรื่องนี้เป็นความรู้สึกที่ตกทอดกันมาในเรื่องความเป็นสถาบัน ส่วนกรณีที่มีการใส่ร้ายป้ายสีหากเกิดขึ้นและพิสูจน์ได้ ถามว่าในทางกระบวนการยุติธรรมใครจะเป็นคนพิสูจน์ ซึ่งในระบบมีทางแก้ไขอยู่แล้ว
 
                "ผมมองว่าในทางวิชาการเราถกเถียงกันได้ ซึ่งทั้งสองกลุ่ม กลุ่มผมตั้งสมมติฐานสังคมไทยที่มีการอ้างหลักประชาธิปไตย เมื่อเรามองปัญหาสังคมแบบนี้ไม่ผิด แต่ไม่ได้ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ ในโลกยุคปัจจุบันที่บอกว่าจะวิวัฒน์ประเทศ จะวิวัฒน์บนเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศเสมอ ณ วันนี้สังคมไทยกำลังจะวิวัฒน์ไป แต่เรามักจะตกเป็นทาสของสถานการณ์ เมื่อมีประเด็นอะไรเกิดขึ้น จะไม่มีใครมองทิศทางประเทศว่าเป็นอย่างไร ทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกันมา ปัญหาประเทศตั้งแต่มี รธน.40 คนที่ไปเคลื่อนไหวก็ยอมรับว่าเป็นการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า จนมาถึงวันนี้เกิดเรื่องอะไรเต็มไปหมด แต่เคยมองหรือไม่ว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร ผมมองว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ใช่ปัญหาในการวิวัฒน์ประเทศ และขอถามไปยังนิติราษฎร์ว่า ปัญหา ม.112 ไม่ใช่ปัญหาการตีความกฎหมาย ที่ว่าใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตั้งแต่ปี 49-53 คดีจาบจ้วงมากขึ้น และบอกว่าเป็นการใส่ร้าย ถือเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป เพราะปี 49 มีการรัฐประหาร แล้วใครจะไปใส่ร้ายได้ถึง 400 กว่าคดี หากมีการจาบจ้วงพวกผมคงนำมาพูดไม่ได้ " อ.ศาสตรา กล่าว
 
                นายศาสตรา กล่าวอีกว่า ลัทธิแอพโซรุด กลายเป็นว่าคนที่นำข้อความในหนังสือมาเปิดเผย เหมือนกับมีกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งมาสร้างคำตอบให้สังคม ตนเห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ใช่ปัญหา จึงไม่ต้องเริ่มที่การแก้ ม.112  สิ่งที่ตนต้องข้อสังเกตคือ ม.133 ความมั่นคงนอกราชอาณาจักร หมายความว่า กษัตริย์ต้องเท่ากับบุคคลธรรม แต่กษัตริย์ต่างประเทศเป็นที่เคารพเทิดทูลมากกว่า ดังนั้นหากจะแก้ ม.112 ก็ต้องแก้ ม.133 ด้วย ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นเรื่องตลก จุดยืนของสยามประชาภิวัฒน์เคารพเรื่องความเสมอภาคและเราได้ต่อสู้เพื่อคนเสื้อแดงในเรื่องนี้เช่นกัน เป็นการปรับสังคมให้พอดีไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ชนนิติราษฎร์ แต่หากมีข้อสงสัยก็มาขัดเกลา อย่าไรก็ตาม เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่ามองประเทศชาติอย่างไร หลายประเทศจะมีอัตภาพเพื่อมัดกันเป็นเกลียว และกฎหมายก็สอดคล้องกันเป็นระบบ ที่รธน.ก็ไปถูกคุ้มครองไว้ในกฎหมายอาญา ในยุคปัจจุบันจะมองรัฐเป็นแนวดิ่งไม่ได้ หากเสรีนิยมตะวันตกก็จะมากเกินไป