
ศาลอุทธรณ์สั่งประหารเสธ.น็อตยิงตร.ค้ายา
ศาลอุทธรณ์ยืนประหารชีวิต เสธ.น็อต อดีตนายทหารประจำ บก.ส.ส.ยิงตำรวจสืบ1ดับ 2 ศพ ขณะล่อซื้อยาไอซ์ ปี 50 ส่วนพวกอีก 2 คนศาลชี้ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นร่วมฆ่า พิพากษากลับยกฟ้อง
วันที่ 17 ม.ค.55 เวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 905 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำที่ อ.2419/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ชานนท์ ชิณวงศ์ อายุ 46 ปี หรือ เสธ.น็อต อดีตนายทหารประจำ บก.สส.(สน.3 จชต.ยะลา) นายสุขุม หรือเบียร์ เจือแจ่มจันทร์ อายุ 34 ปี และนายวิฑูรย์ นิยกิจ อายุ 47 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานมีปืนและเครื่องกระสุนปืนในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต, มีอาวุธสงครามในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, ร่วมกันฆ่า พยายามฆ่า และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 289
คดีนี้โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 11 เม.ย.50 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกออโตเมติก อาวุธปืนยิงแก๊ส ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้าย ด.ต.มาโนช ศรีละคร กับ ส.ต.ท.ไสว อาจหนองหว้า เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 จำนวนหลายนัดถึงแก่ความตาย ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปจับกุมจำเลยทั้งสามกับ นายแวง ที่ถูกยิงเสียชีวิต ภายในห้องเลขที่ 305 เดอะ ลิฟวิ่งรูม อพาร์ตเมนต์ เลขที่ 5073/8 แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ไว้สำหรับใช้เสพยาและค้ายาเสพติด นอกจากนี้ จำเลยยังได้ยิงต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของ ร.ต.ท.สาริษฐ์ อักษร รอง สว.กก.สส.บก.น.1 จน ร.ต.ท.สาริษฐ์ ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย โดยคดีนี้ นางสุดใจ อาจหนองหว้า มารดา ส.ต.ท.ไสว ยังฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2,340,000 บาท เช่นเดียวกับนางลัดดา ศรีละคร ภรรยาของ ด.ต.มาโนช เรียกค่าเสียหายด้วยจำนวน 2,908,000 บาท
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ก.ค.52 ว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนในครอบครอง จำคุกคนละ 4 ปี ความผิดฐานมีอาวุธสงครามในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 4 ปี ฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ จำคุกคนละ 2 ปี
โดยจำเลยที่ 1 และ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงาน พยายามฆ่าเจ้าพนักงานและต่อสู้ขัดขวางการจับกุม ให้ประหารชีวิตฐานฆ่าเจ้าพนักงาน อันเป็นบทหนักสุด โดยไม่จำต้องรวมโทษของจำเลยที่ 1 และ 3 กับคดีหมายเลขดำที่ อย.2154/2550 และให้จำเลยที่ 1 และ 3 ร่วมกันชดใช้เงินให้แก่ นางสุดใจ มารดา ส.ต.ท.ไสว จำนวน 1,180,000 บาท และนางลัดดา ภรรยาของ ด.ต.มาโนช จำนวน 2,440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
ส่วนจำเลยที่ 2 รวมจำคุกทั้งสิ้นเป็นเวลา 10 ปี และให้นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีหมายเลขดำที่ อย.2154/2550
ต่อมาจำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์ว่าไม่มีส่วนในการกระทำผิด ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าไม่มีส่วนกระทำผิดนั้นฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนให้ประหารชีวิต
ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 เห็นว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าเป็นผู้ก่อเหตุหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และ 3 ฟังขึ้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และ 3 แต่ให้ขังไว้ระหว่างฎีกา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพ.ต.ชานนท์, นายสุขุม และนายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1-3 นั้น นอกจากคดีฆ่าเจ้าพนักงานแล้ว ยังถูกฟ้องคดีในความผิดฐาน พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 สมคบกันมียาไอซ์ ยาอี เพื่อจำหน่ายด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้จำคุกพ.ต.ชานนท์จำเลยที่ 1 และ นายวิฑูรย์ 3 คนละ 40 ปี และปรับคนละ 3 ล้านบาท
ส่วนนายสุขุม จำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 13 ปี 20 เดือน และปรับ 800,000 บาท



