ข่าว

ศาลปค.ยกคำร้องค้านขึ้น'LPG-NGV'

ศาลปค.ยกคำร้องค้านขึ้น'LPG-NGV'

16 ม.ค. 2555

ศาลปกครองไม่คุ้มครองขอระงับขึ้นราคาก๊าซ แอลพีจี - เอ็นจีวี ชี้ กพช. มีอำนาจกำหนดราคาให้เป็นไปตามนโยบาย แจงคำให้การเรื่องราคาก๊าซต้นทุนยังน้ำหนักไม่พอ หากคุ้มครองอาจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐและสาธารณะ

               เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 ม.ค. นายเทิดพงศ์ คงจันทร์ ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน คดีหมายเลขดำที่ 76/2555 ฟ้องขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว แอลพีจี และก๊าซธรรมชาติ เอ็นจีวี นัดไต่สวนคู่ความเพื่อพิจารณาการกำหนดมาตราคุ้มครองชั่วคราว ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, น.ส.บุญยืน ศิริธรรม , น.ส.เรณู ภู่อาวรณ์ และนายกำชัย น้อยบรรจง ประชาชนซึ่งใช้บริการก๊าซ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี , คณะรัฐมนตรี ( ครม.) , นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน , คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และ บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-5 เรื่อง กระทำการโดยมิชอบ กรณี ครม. มีมติเมื่อวันที่ 4 ต.ค.2554 เห็นชอบตามมติ กพช. ในการประชุมครั้งที่ 5/2554 วันที่ 30 ก.ย.2554 ในการปรับขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว แอลพีจี และก๊าซธรรมชาติ เอ็นจีวี  ที่มีผลตั้งวันที่ 16 ม.ค.2555

               ภายหลังการไต่สวนเสร็จสิ้น เมื่อเวลา 17.40 น. น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ในการไต่สวนฝ่ายผู้ฟ้องได้ย้ำถึงเหตุที่ต้องนำคดีมายื่นฟ้องและการขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวว่า เนื่องจากการพิจารณาปรับขึ้นราคาไม่ได้พิจารณาจากต้นทุนที่เป็นจริง ขณะที่การปรับขึ้นราคายังมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวกับคณะกรรมการที่พิจารณากับองค์กรที่ดำเนินกิจการพลังงาน และการพิจารณาปรับขึ้นราคายังเป็นการเอื้อในกิจการบางส่วน

               "เราเห็นว่าชี้แจงของฝ่ายผู้ถูกฟ้องที่มีตัวแทนมาให้ถ้อยคำยังอธิบายได้ไม่ชัดเจน อย่างไรก็ดีศาลแจ้งว่า หากมีคำสั่งว่าจะกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ตามคำร้อง ก็จะแจ้งคำสั่งให้คู่ความทราบทางแฟกซ์ หรืออาจโทรแจ้งภายในคืนนี้ หรืออย่างช้าในวันที่ 17 ม.ค.)  ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าว

              

ศาลปกครองไม่คุ้มครองขอระงับขึ้นราคาก๊าซ


                ต่อมาเวลา 21.30น.นายเทอดพงศ์เจ้าของสำนวนได้มีคำสั่งยกคำขอวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 (มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค) กับพวกรวม 4 คน ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกรัฐมนตรี) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะรัฐมนตรี) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)) ว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ในการประชุมครั้งที่ 5/2555 (ครั้งที่ 137 ) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554  กรณีการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) และมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ที่เห็นชอบกับมติดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อน การพิพากษาโดยสั่งให้ระงับการปรับขึ้นราคา LPG และ NGV ในวันที่ 16 มกราคม 2555 เป็นต้นไป โดยให้คงคิดราคาเดิมก่อนประกาศขึ้นราคาไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

               ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในการพิจารณาถึงความชอบด้วยกฎหมายของมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่พิพาทกันในคดีนี้ นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดราคาพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ ตามมาตรา 6 (2) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535

               ซึ่งในการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก NGV และ LPG ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 เป็นผู้ดำเนินการในการจัดหาและจำหน่าย โดยในส่วนของ NGV จะรวมถึงการขยายสถานีให้บริการด้วย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้ดำเนินการอุดหนุนราคา NGV และ LPG มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการนำเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจัดเก็บจากผู้ใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนทดแทน
ประกอบกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีมติให้ชะลอการปรับขึ้นราคา NGV และ LPG มาก่อนหน้านี้หลายครั้ง ได้ก่อให้เกิดภาระแก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและผู้ใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่น อันเป็นการกระทบต่อการดำเนินนโยบายกำกับราคาพลังงานให้มีราคาเหมาะสม เป็นธรรม และมุ่งสู่การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามนโยบายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาก่อนเข้ารับหน้าที่

               ส่วนข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ในชั้นของการพิจารณาคำขอวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ก่อนการพิพากษาเกี่ยวกับราคาต้นทุน NGV และ LPG นั้น ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่ามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 อันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดีต่อไป

               อีกทั้ง หากศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาโดยให้ระงับการบังคับตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ ก็จะมีผลกระทบต่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ในการกำกับและกำหนดราคาพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ อันอาจเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าได้

               ศาลจึงเห็นว่า คำขอทุเลาการบังคับตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 กรณีการปรับโครงสร้างราคาขายปลีก LPG และ NGV และคำขอให้ระงับการบังคับตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2  ที่เห็นชอบกับมติดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ไม่ครบองค์ประกอบตามบทบัญญัติมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบกับข้อ 72 วรรคสาม และข้อ 77 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 และมาตรา 254 วรรคหนึ่ง และมาตรา 255 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ตามที่ขอได้ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งยกคำขอให้ศาลกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราว

"พิชัย"ยันเดินหน้าขึ้นเหตุแบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว 

                นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้ถามด่วนของ นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี เรื่อง การปรับขึ้นราคาก๊าซ เอ็นจีวี , แอลพีจี  ในวันที่ 16 ม.ค. ว่า การจะให้รัฐบาลเข้าไปอุดหนุนราคาพลังงานตลอดไป ไม่สามารถทำได้เอ็นจีวีแม้ว่าจะผลิตเองได้ แต่รัฐบาลต้องการเสริมให้เป็นพลังงานหลักของประเทศ แต่ปรากฏว่าไทยมีการนำเข้าพลังงานปีละ 1.2 ล้านล้านบาท และการกำหนดให้ราคาเอ็นจีวี อยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่ใช้มากว่า 10 ปีแล้ว ขณะที่ราคาพลังงานในโลก ได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 5 เท่า แต่เอ็นจีวียัง 8.50 บาทอยู่ อีกทั้งราคา 8.50 บาท มีถึง 2 บาท ที่กองทุนน้ำมันจ่ายชดเชยให้อยู่ ซึ่งเงินที่เอามาอุดหนุนเอ็นจีวี ก็มาจากเงินของผู้ใช้ดีเซล และ เบนซิน นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมา ปตท. ขาดทุนรวม 20,000 ล้านบาท รวมตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ขาดทุนสะสม 40,000 ล้านบาท ดังนั้นหากขยายให้ใช้เอ็นจีวีเพิ่มขึ้นในราคาดังกล่าวจะขาดทุนเพิ่มขึ้น ประเทศจะเดินหน้าไม่ได้ ซึ่ง เอ็นจีวีที่ใช้อยู่เมื่อมีการปรับแล้ว ราคายังถูกกว่าน้ำมันดีเซลครึ่งต่อครึ่ง บังคับให้เอ็นจีวีขายขาดทุนไปเรื่อยๆ คงเป็นไปไม่ได้ในระยะสั้น

               นอกจากนี้ นายพิชัย ยังยืนยันด้วยว่า รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนจากการชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ได้ในภาวะลำบาก แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ต้องกลับมาเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในความเป็นจริง

               ด้านนายเติมชัย บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก๊าซธรรมชาติรถยนต์ บริษัท ปตท. กล่าวว่า การกำหนดราคาต้นทุนเนื้อก๊าซทั่วโลกอยู่ที่ 19 บาทต่อกก. และของสหรัฐฯ อยู่ที่ 14 บาทต่อกก. และแหล่งที่มาของก๊าซก็มีต้นทุนที่แตกต่างกัน ส่วนต้นทุนการบริหารจัดการนั้น ถ้ามีการขายใกล้แนวท่อก๊าซจะมีต้นทุนบริหารจัดการที่ถูก แต่เนื่องจากการวางท่อก๊าซยังมีไม่ทั่วถึง จึงจำเป็นต้องมีสถานีนอกแนวท่อก๊าซเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีต้นทุนการบริหารจัดการที่สูง
 
               ขณะที่นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนายการสำนังงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ในภาคขนส่ง รัฐบาลได้อุดหนุนราคาก๊าซเอ็นจีวี และแอลพีจี มาโดยตลอด โดยได้ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยอุดหนุนราคาก๊าซ ทำให้เกิดการบิดเบือนราคาพลังงาน และเป็นการผลักภาระให้กับผู้ใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่น
 
               โดยข้อมูลราคาเนื้อก๊าซนั้น ไดให้สถาบันปิโตรเลียมเป้นผู้วิจัยต้นทุนเนื้อก๊าซที่แท้จริง ม่ได้มาจากข้าราชการระดับสูงเป็นผู้กำหนดราคา ส่วนราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรมจะมีต้นทุนในอัตราเดียวที่ 10 บาทต่อกก. ราคาขายปลีก 18.13 บาทต่อกก. โดยคิดที่ราคาต้นทุน 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่การซื้อขายแอลพีจีภาคปิโตรเคมีอยู่ที่ 650-750 เหรียญสหรัฐต่อตัน จึงเป็นราคาพื้นฐานที่ต่างกัน โดยต้นทุนแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 14-15 บาทต่อกก. ดังนั้นภาคปิโตรเคมีที่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนน้ำมัน แต่จะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันอีก 1 บาท จึงต่างจากภาคอื่นที่รัฐช้วยเหลือ จึงใม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับภาคปิโตรเคมีตามที่ผู้ฟ้องกล่าวอ้าง
 
               ด้าน นายวิโรจน์ วงศ์ธีเรศ เลขาธิการสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย กล่าวว่า หลังจากที่ นายพิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ นายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ได้เข้าร่วมประชุมกับนายกิติรัตน์ ณ ระนอง ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือรถโดยสารที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาเอ็นจีวีจของรัฐบาล ในวันที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมีมติว่า ให้ ปตท. ออกบัตรส่วนลดราคาเอ็นจีวีให้กับผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางทุกประเภท ที่ใช้ก๊าซเป็นจีวีเป็นเชื้อเพลิง แต่ปรากฎว่า เมื่อวันที่ 11 ม.ค.55 ปตท.ได้แจ้งว่าจะทำบัตรส่วนลดให้เฉพาะรถร่วมขสมก. และรถสองแถวในซอนเท่านั้น โดยรถประจำทางประเภทอื่นๆจะไม่ได้รับบัตรส่วนลดนี้
 
               โดยกลุ่มรถร่วมบขส.ที่ไม่ได้รับบัตรลดราคาเอ็นจีวีนี้ มีรถโดยสารที่ได้รับความเดือดร้อนนี้มีประมาณ 2 พันคัน จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกฝ่าย