
เบื้องหลังข่าวลอบ'บึ้มกรุงเทพฯ'
เบื้องหลัง..ข่าว ลอบ"บึ้ม"กรุงเทพฯ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
เบื้องหลังการควบคุมตัว "อาทริส ฮุสเซน" อายุ 48 ปี (เสื้อแดง) ผู้ต้องสงสัยชาวเลบานอน ที่อาจจะเข้ามาก่อการร้ายในประเทศไทย จนสร้างความแตกตื่นเป็นวงกว้างในขณะนี้ มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2554 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอิสราเอล ประจำสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เดินทางไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศไทยหลายหน่วยงาน ไล่ตั้งแต่ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย, ตำรวจสันติบาล, ตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยอ้างอิงเอกสารและคำพูดว่า
"...ให้ช่วยสืบสวนสอบสวนบุคคลชาวเลบานอนตามภาพถ่าย (เสื้อสีเขียว) ซึ่งยังไม่ทราบชื่อและนามสกุล ซึ่งคาดว่ากำลังจะเข้ามาหรืออาจจะเข้ามาในประเทศไทยแล้ว บุคคลผู้นี้จะเข้ามาก่อการร้ายในไทย โดยมีเป้าหายเป็นปรปักษ์ต่อชาวอิสราเอล ที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยจะลงมือในช่วงต้นปี 2555..."
หลังหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยทราบข้อมูลดังกล่าว หลายหน่วยงานได้พยายามแกะรอยหาตัวบุคคลต้องสงสัยรายนี้ ต่อมาตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้พยามตรวจสอบกลุมบุคคลสัญชาติเลบานอนซึ่งเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยทั้งในฐานะนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ ซึ่งได้บันทึกรายละเอียดไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2554 จนถึงวันที่ 4 มกราคม 2555
ปรากฏว่าไม่พบบุคคลที่มีใบหน้าคล้ายกับบุคคลในภาพที่ได้รับมอบจากตำรวจอิสราเอลแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนของไทยหลายหน่วยต่างตั้งข้อสังเกตไปในทิศทางเดียวกันว่า ข้อมูลด้านการข่าวที่ได้รับการประสานจากตำรวจอิสราเอลอาจคลาดเคลื่อน และได้ประสานขอข้อมูลที่ระบุรายละเอียดผู้ต้องสงสัยมากขึ้นเพื่อง่ายต่อการติดตามตัว แต่แล้วเรื่องนี้ก็เงียบหายไประยะหนึ่ง
กระทั่ง พ.ต.ต.หญิง กฤษณา สันถิศิริ สารวัตรฝ่ายประมวลผลข้อมูล ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งไม่มีหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน แต่ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยให้ช่วยตรวจสอบหาบุคคลดังกล่าว ซึ่ง พ.ต.ต.หญิง กฤษณา ได้ตรวจสอบข้อมูลสายการบินที่ชาวเลบานอนนิยมใช้เดินทางเข้าประเทศไทย ปรากฏว่าไม่พบภาพบุคคลต้องสงสัยตามภาพ (เสื้อสีเขียว) แต่กลับไปพบบุคคลที่ใช้นามสกุลเหมือนชาวตะวันออกกลาง ก็คือ "อาทริส ฮุสเซน" (เสื้อแดง) ที่เดินทางเข้าออกประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน รวม 12 ครั้ง
"อาทริส ฮุสเซน" ตรวจสอบลึกลงไปพบว่าเป็นชาวเลบานอน ถือหนังสือเดินทางของประเทศสวีเดน เลขที่ 80620189 เดินทางเข้ามาประเทศไทยล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 โดยสายการบินเอทิฮัด เที่ยวบินที่ อีวาย 402 และแจ้งพำนักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร
หลังจากทราบเบาะแสดังกล่าว เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยจึงตรวจสอบข้อมูลด้านการข่าวกลับไปยังประเทศอิสราเอล โดยระบุว่าพบบุคคลที่มีใบหน้าคล้ายภาพถ่ายผู้ต้องสงสัย (คนเสื้อเขียว) แล้วมีชื่อว่า "อัตรีส ฮุตเซน" ก่อนที่จะได้รับการยืนยันกลับมาจากอิสราเอลว่า บุคคลผู้นี้มีถิ่นพำนักในเลบานอน อยู่ในชุมชนที่มีกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ก่อการร้ายอาศัยอยู่จำนวนมาก
ข้อมูลของ "อาทริส ฮุสเซน" ถูกบอกกล่าวไปถึง พ.ต.ต.หญิงกฤษณา ขณะที่เจ้าหน้าที่สืบสวนหน่วยงานอื่นๆ ของไทยยังไม่ทราบข้อมูลเชิงลึกของ "อาทริส ฮุสเซน" มากนัก
เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง ประจำหน่วยงานด้านความมั่นคงหน่วยงานหนึ่ง บอกว่า ในระยะแรกหลังตรวจสอบจนชัดเจนแล้วว่า บุคคลต้องสงสัย (เสื้อเขียว) ไม่น่าอยู่ในประเทศไทย และอาจไม่มีตัวตน หน่วยงานข่าวกรองทุกหน่วยก็ไม่ประมาท ยังประสานงานแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด แต่กลับไม่ได้รับการประสานข้อมูลจาก พ.ต.ต.หญิง กฤษณา ในเรื่องที่ตรวจพบข้อมูลของ "อาทริส ฮุสเซน" กระทั่งได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของทางการอิสราเอลว่า "อาทริส ฮุสเซน" กำลังจะเดินทางออกนอกประเทศในวันที่ 12 มกราคม 2555 โดยสายการบินเอทิฮัด เที่ยวบินที่ อีวาย 401 ซึ่งมีกำหนดเดินทางออกจากประเทศไทยเวลา 20.00 น.
"หลังได้รับการประสานงาน เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองจึงไปดักรอผู้ต้องสงสัยตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 12 มกราคม โดย
กระจายกำลังเฝ้าสังเกตอยู่บริเวณทางเข้าช่องเช็กอินหมวดอักษรคิว กระทั่งพลบค่ำกลับมีตำรวจ 6-7 คน เข้าล็อกตัวชายชาวตะวันออกกลางคนหนึ่ง เพื่อตรวจค้นตามร่างกายและกระเป๋าเดินทาง รวมถึงตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ ก่อนนำตัวขึ้นรถยนต์ไปยังกองกำกับการปฏิบัติการสายตรวจพิเศษ โดยปฏิบัติการครั้งนี้มีตำรวจหญิงซึ่งทำหน้าที่ประสานงานกับเจ้าหน้าที่อิสราเอลตั้งแต่ต้น พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลจำนวนหนึ่งร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของไทยไม่มีโอกาสได้ซักถามผู้ต้องสงสัยเนื่องจากติดขัดเรื่องภาษา" เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองบอก
เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองรายนี้ยังบอกด้วยว่า ระหว่างการควบคุมตัวได้พยายามจับใจความคำพูดของ พ.ต.ต.หญิง กฤษณา ซึ่งได้โทรศัพท์พูดคุยกับปลายสาย ซึ่งตำรวจหญิงรายนี้เรียกว่า "ผู้บัญชาการ" หรือ "ผู้การ" พอจะสรุปความได้ว่า
ให้มีการสั่งปิดด่านตามแนวชายแดน เพื่อค้นหาชาวเลบานอนอีกหลายคน และจะมีการลอบวางระเบิดวันที่ 15-16 มกราคม แต่ไม่ทราบสถานที่แน่ชัด
หลังจากนั้นไม่นาน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.วินัย สองทอง ผบช.น. เดินทางมายังสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยชาวเลบานอน และช่วงดึกวันที่ 13 มกราคม ก็มีการวิเคราะห์ข้อมูลว่าผู้ต้องสงสัยรายนี้มีเป้าหมายที่จะก่อการร้ายในไทยหรือไม่
เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง ซึ่งติดตามตรวจสอบการควบคุมตัว "อาทริส ฮุสเซน" อย่างใกล้ชิด เปิดเผยว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเกิดเหตุลอบวางระเบิดหรือไม่ซึ่งไม่ควรประมาท แต่เท่าที่ทราบการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องสงสัยยังไม่พบสิ่งของที่จะพัวพันกับการก่อการร้าย มีเพียงเมมโมรี่การ์ดที่ตรวจยึดได้หลายชิ้น และแผ่นพับแนะนำสินค้าพัดลม ซึ่งเจ้าหน้าที่อิสราเอลตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องสงสัยอาจหาซื้อพัดลมไปใช้เป่าระบายความร้อนระหว่างการประกอบวัตถุระเบิด รวมถึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไม "อาทริส ฮุสเซน" จึงเปลี่ยนวันเดินทางกลับเป็นวันที่ 12 มกราคม ทั้งที่ได้จองตั๋วเครื่องบินขากลับไว้ในวันที่ 15 มกราคม แต่ "อาทริส ฮุสเซน" ชี้แจงในประเด็นนี้ว่าจำเป็นต้องรีบเดินทางกลับเพราะป่วยด้วยอาการท้องเสีย
อย่างไรก็ตามหลัง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้สั่งให้ตำรวจหลายหน่วยงานบูรณาการการทำงานกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยได้สอบสวนขยายผล "อาทริส ฮุสเซน" อย่างเคร่งเครียด กระทั่งผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้ให้ความร่วมมือนำพาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนไปตรวจสอบสถานที่ต่างๆ ที่เดินทางไประหว่างที่พักอาศัยในประเทศไทย ซึ่งในการตรวจสอบสถานที่เหล่านี้ตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกพื้นที่ที่ "อาทริส ฮุสเซน" ระบุถึง
กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 14 มกราคม ตำรวจได้พบวัตถุระเบิดซึ่งยังไม่ได้ประกอบจำนวนหนึ่ง ซุกซ่อนอยู่ในอาคารแห่งหนึ่งริมถนนพระราม 2 (ธนบุรี-ปากท่อ) ใกล้วัดเกตุมดีศรีวราราม หรือวัดเกตุ ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งระเบิดดังกล่าวหากผ่านการประกอบแล้วนำไปใช้งานจะมีรัศมีทำลายล้างสูงกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด
...........
(หมายเหตุ :เบื้องหลัง..ข่าวลอบ "บึ้ม" กรุงเทพฯ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



