
ครม.รับข้อเสนอคอ.นธ.แล้ว
ครม.ไฟเขียว 5 ข้อเสนอ "คอ.นธ."แล้ว ตั้งกก.ยกร่างรธน.ไม่ต้องแก้ ม.291 พร้อมส่ง “เฉลิม” ศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับก.ยุติธรรม “เรืองไกร”เมินข้อเสนอคอนธ.ขอเดินร่วมภาคปชช.
ที่จ.เชียงใหม่ เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 15 ม.ค. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัญจรนอกสถานที่ครั้งที่ 1 ณ สำนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ครม.รับทราบรายงานความคืบหน้าการทำงานรอบ 3 เดือน และเป็นข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ หรือ คอ.นธ. ที่มีนายอุกฤษ มงคล นาวิน เป็นประธานฯ โดยเป็นการเสนอเรื่องผ่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ศึกษาความก้าวหน้าและแผนการดำเนินการร่วมกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อศึกษาหรือนำไปปฏิบัติ แล้วนำกลับเข้าครม.อีกครั้ง
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า โดยเอกสารของคอ.นธ.เป็นการรายงานและเสนอสภาพปัญหา พร้อมข้อเสนอแนะแนวทางจำนวน 5 เรื่อง 1.เป็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจรจาจรที่เจ้าพนักงานจราจรเรียกขับขี่รถจากผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่กระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการจราจร โดยเห็นสมควรให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยการออกระเบียบภายในเพิ่มเติมโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย
2.ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่ได้รับการการปล่อยตัวชั่วคราว แม้จะมีสิทธิ์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามที่รัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายและวิธีความอาญารับรองไว้ แต่ในทางปฏิบัติมักจะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือหลักเกณฑ์ของกฎหมาย จึงเห็นสมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายด้วยการยึดมั่นในหลักความยุติธรรม ความเสมอและสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลย โดยเฉพาะการใช้ดุลพินิจควรอยู่ในกรอบของกฎหมายและหลักเมตตาธรรมในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้น
3.ปัญหาการดำเนินการในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและตามพระราชบัญญัติว่าด้วยกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และส่งผลกระทบในทางการเมือง จึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับคดีดังกล่าวให้มีความเป็นเอกภาพและดำเนินงานร่วมกันอยางบูรณาการ โดยต้องดำเนินการให้เป็นเรื่อง “ลับมาก” ในกรณีและทุกขั้นตอน และปรับปรุงแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีดังกล่าวของสตช.
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า 4.การพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมและส่วนราชการในกองทัพไทย ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม2551 โดยเห็นว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการบริหารราชการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมให้การพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแต่ประการใด ข้อเสนอข้อที่
5.เป็นข้อเสนอเกี่ยวกับกระทบวนและขั้นตอนในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้มาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญที่จะให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) แต่เห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์และวิธีการของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 291 โดยให้ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมละกำหนดระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันแล้วนำเสนอต่อครม.เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภาต่อไป
“เรืองไกร”เมินข้อเสนอคอนธ.ขอเดินร่วมภาคปชช.
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา หนึ่งในผู้ถูกเสนอชื่อเป็นกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ(คอ.นธ.) ที่มีนายอุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธาน กล่าวว่า ได้เสนอแนวทางเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับ นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทยแล้ว ทำโดยภาคประชาชนเข้าชื่อ 5 หมื่นคน ให้ระบบเปิดและแก้ในประเด็นที่เห็นว่ามีปัญหาไปก่อน ซึ่งข้อเสนอของคอ.นธ.ให้ตั้ง 34 กรรมการ ถึงอย่างไรก็ต้องเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ตัวประเด็นก็ยังไม่ตกผลึกว่าจะแก้มาตราไหนบ้าง เป็นเหมือนไม้ขีดไฟที่จุดแล้วก็วูบดับไป
อย่างไรก็ตามได้พูดคุยกับส.ว.บางส่วนทั้งกลุ่มเลือกตั้งและสายสรรหาแล้ว เขาเห็นด้วยที่จะให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่อาจต้องมีบทเฉพาะกาลให้ส.ว.สรรหาชุดนี้อยู่ครบวาระก่อน ดังนั้นข้อเสนอของส.ส.พรรคเพื่อไทยที่จะให้ตัดส.ว.ออกไปทั้งหมด ก็เท่ากับปิดประตูการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะจะไม่ได้แนวร่วมจากส.ว.เลย



