ข่าว

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน:สุขทางใจ

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน:สุขทางใจ

15 ม.ค. 2555

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : สุขทางใจ โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

                    วันอาทิตย์คิดเรื่องเงินฉบับนี้ ขอเก็บประโยคบอกเล่าบางประโยคของ ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ ที่พูดในโอกาสมอบทุน “คนดี ศรี บ.ร.” ซึ่งเป็นทุนส่วนตัวของคุณหมอที่มอบให้กับนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

                     คุณหมอพูดถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุขว่า อยู่ภายใต้บัญญัติ 6 ประการ นั่นก็คือ สนุกตามวัย สบายตามควร แบ่งปันให้มากขึ้น แข็งแรงทั้งกายและใจ (Healthy) ความมั่งคั่งร่ำรวย (Wealthy) และการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship)

                     “สนุกตามวัยนี่ต้องย้ำว่า ต้องห้ามทำอะไรที่ผิดกฎหมาย แล้วต้องใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง ซึ่งความหวังไม่ต้องใช้เงินซื้อ แค่ใช้สมองคิด และถ้าเรามีความหวังในทางที่ดี เราก็มีความสุขใจตามมา ส่วนสบายตามควร ก็คือ ชีวิตไม่ต้องถึงกับสบายมาก ที่เหลือคือรู้จักแบ่งปันให้มากขึ้น แข็งแรงทั้งกายและใจคือ ต้องคิดบวก มองโลกในทางบวก มองตัวเองในเชิงบวก”

                     ส่วน ความมั่งคั่งหรือ Wealthy คุณหมอบอกว่า ไม่ได้หมายถึงความร่ำรวยเงินทอง มั่งคั่ง มั่งมี แต่ให้นึกไว้เสมอว่า ถ้าอยู่อย่างคนจน ก็จะไม่มีวันจน และถ้าอยู่อย่างคนรวย ก็จะไม่มีวันรวย ในทัศนะของคุณหมออยู่อย่าง “จน” คือ ขยัน อดทน ใฝ่หาความรู้ รู้จักคุณค่าของเวลา เงินทอง และความสัมพันธ์

                     คุณหมอวิทยาบอกด้วยว่า ถ้าเราพูดถึงความสุข ชีวิตคนเราแสวงหาความสุข 3 ทาง นั่นคือ สุขทางกาย สุขทางใจ และสุขทางจิตวิญญาณ

                     “สุขทางกาย คือ ความต้องการเงินทองมาจับจ่ายใช้สอย ตอบสนองความต้องการของตัวเอง ซึ่งถ้าคิดแค่ว่า ‘พอ ยอม ไม่เปรียบเทียบ’ ตรงนี้ก็สร้างความสุขทางกายให้กับเราได้แล้ว ส่วนสุขทางใจ ก็หมายถึงความรัก มิตรภาพ ความสัมพันธ์ที่เราสร้างได้โดยไม่ต้องลงทุน และสุขทางจิตวิญญาณ นั่นก็คือ การทำความดี อาหารของจิตวิญญาณ คือ ความดี” 

                     คุณหมอบอกว่า ความสุขที่มนุษย์ขาดที่สุด ก็คือ ความสุขทางใจ ทั้งๆ ที่ลงทุนน้อยที่สุด แต่ก็ทำไม่ได้มากที่สุด

                     “สุขทางใจไม่ใช่เรื่องยาก แค่เรารักตัวเองและรักคนอื่น สร้างมิตรกับตัวเองและสร้างมิตรกับคนอื่น สังคมไทยทุกวันนี้ขาดสิ่งนี้ ขาดความสุขทางใจ เราต้องพยายามปรับทัศนคติของผู้คน ต้องหล่อหลอมให้คนมองตัวดี มองคนอื่นและมองสังคมดี”

                     ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เรื่องของการปรับทัศนคติให้ “คิดบวก” หรือ “คิดในทางที่ดีไว้ก่อน” ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องของการใช้ชีวิตเท่านั้น แต่วันนี้เรื่อง “คิดบวก” ยังกลายเป็นแคมเปญการจัดการลงทุน ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย นำมาใช้อีกด้วย 
 บลจ.กสิกรไทย ประกาศตัวว่า เป็น “กองทุนสำหรับคนคิดบวก” ซึ่งแฝงนัยยะการเพิ่มความมั่งคั่งภายใต้คำว่า “คิดบวก” เอาไว้ด้วย

                     ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย คนใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวอย่าง “อำพล โพธิ์โลหะกุล”  บอกว่า ‘กองทุนสำหรับคนคิดบวก’ จะสามารถตอบโจทย์ของลูกค้าที่ต้องการสร้างความมั่งคั่ง ควบคู่กับความมั่นคงทางอนาคตการเงิน ด้วยผลิตภัณฑ์กองทุนที่พร้อมจะจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) และกระจายการลงทุน (Asset Diversification)

                     ที่ต้องมาคู่กันแบบนี้ทั้งจัดสรรและกระจาย ก็เพราะมองว่า ในปี 2555 จะมีทั้งความผันผวนและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในปี 2555 รอให้รับมืออยู่

                     “ภายใต้แนวคิดใหม่ เราจะมุ่งตอบโจทย์ลูกค้าที่คิดบวก ซึ่งก็คือ กลุ่มผู้ลงทุนส่วนใหญ่ที่ต้องการเพิ่มพูนความมั่นคงทางการเงินในอนาคต และต้องการทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นในทุกๆ วัน ด้วยการนำเสนอทางเลือกในการลงทุนที่มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มโอกาสให้เงินลงทุนงอกเงย ทั้งกลุ่มกองทุนที่มีสไตล์การบริหารจัดการแบบรับ หรือแพสซีฟ (Passive) และรุกหรือแอคทีฟ (Active)”

                     โจทย์ที่ บลจ.กสิกรไทยบอกว่า จะสานต่อกันอย่างเข้มข้นในปีนี้ คือมุ่งสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการ รวมถึงการให้บริการผู้ลงทุน

                     แม้ว่า แนวคิด “คิดบวก” ของบลจ.กสิกรไทย จะไม่ได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า จะจัดสรรการลงทุนแบบไหน อย่างไร แต่การนำประเด็นทั้งการจัดสรรการลงทุนและการกระจายการลงทุน รวมถึงสไตล์การบริหารจัดการที่วางแผนทั้งรับและรุก อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการปรับปรุง ความยืดหยุ่น การพร้อมปรับเปลี่ยนในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งย่อมหมายถึง “ความผันผวน” ที่รออยู่ข้างหน้า เพราะเมื่อผันผวนมาก ก็ต้องการความยืดหยุ่นมาก

                     นึกถึงเมื่อครั้งขับรถไปตามถนนเลียบคลองทวีวัฒนา หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สังเกตเห็นต้นไม้ข้างทาง ต้นไหนที่อยู่ได้ ก็อยู่ไป ส่วนต้นไหนที่อยู่ไม่ได้ ก็ตายไป น่าแปลกก็ตรงที่ว่า มีต้นไม้ใหญ่หลายต้นหมดแรงที่จะดิ้นรนต่อสู้กับมหาภัยพิบัติ และยอมทิ้งตายโดยไม่เหลือเค้าให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ ในขณะที่ต้นไม้เล็กมากมายกลับยืนหยัดอยู่ได้

                     กฎของความแข็งแรงกว่า ไม่ได้รับประกันว่าจะอยู่มีชีวิตอยู่รอดเหมือนสถานการณ์พลิกผัน แต่กฎของการปรับตัวต่างหาก ที่วัดความเข้มแข็งแห่งการมีชีวิตอยู่ เหมือนไม้เล็กที่รู้จักปรับตัว และยืดหยุ่นไปตามปัจจัยแวดล้อม ได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว โลกของการลงทุนก็ไม่แตกต่างกัน

.....................................
(วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : สุขทางใจ โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )