ข่าว

โต้เดือดแจงเยียวยาถามหาเท่าเทียม

โต้เดือดแจงเยียวยาถามหาเท่าเทียม

13 ม.ค. 2555

ปคอป.แจงไม่เลือกปฏิบัติจ่ายเงินเยียวยา ยันให้ทุกเพศทุกสี ชาวรังสิตโต้เดือดถามหาความเท่าเทียม “ธงทอง” ถกนัดแรก 18 ม.ค. “ยงยุทธ” ยันจ่ายเงินเยียวยาใต้เกณฑ์เดียวกับเสื้อแดง

             13ม.ค.2555 ที่ห้องรับรองศูนย์ร้องเรียนสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวีระวงศ์  จิตตมิตรภาพ  โฆษกคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง ว่ามาตรการเยียวยาเป็นกระบวนการเริ่มต้นก่อนนำไปสู่ความปรองดอง ซึ่งเหตุการณ์ทางการเมืองไม่ได้กำหนดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ได้ย้อนไปตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพ่อประชาธิปไตย ปี 2548 จนถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ปี 2553 เพราะเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความขัดแย้งด้านความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

               โดยสิ่งที่ต้องทำต่อไปนั้นเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ส่วนปคอป.กำลังดำเนินการตามขั้นตอนในสิ่งที่ คอป.ได้เสนอแนะมายังรัฐบาล โดยมีการดำเนินการ 2 หลักการคือหลักการเกี่ยวกับอาญาว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้ต้องขังทั้งหมด ส่วนหลักการที่ 2 การเยียวที่ขณะนี้มีความเข้าใจแตกต่าง ซึ่งเมื่อมีความเสียหายทางแพ่งเกิดขึ้น ที่เป็นการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และโดยหลักรัฐบาลมีหน้าที่ต้องดูแลประชาชนที่มาแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลชุดใดทำผิด ซึ่งประเด็นของปคอป.คือรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยการแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าไม่ควรจะเกิดขึ้นกับประชาชน ซึ่งเป็นมาตรการทางแพ่ง และเมื่อมีการสูญเสียจึงต้องแสดงความรับผิดชอบ อาทิ ความเป็นอยู่ของครอบครัว หรือคนในสังกัด เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ซึ่งยอมรับว่าเมื่อมีการเยียวยาทางแพ่งแล้ว ก็จะยังไม่นำไปสู่ความปรองดอง แต่เป็นขั้นตอนแรกที่แสดงความรับผิดชอบ

                ทั้งนี้ยืนยันว่ามาตรการทั้งหมดไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ได้ดูว่าบุคคลที่ได้รับความเสียหายมีความคิดเห็นทางการเมืองหรือสถานะทางสังคมเป็นอย่างไรหรือเป็นสีอะไร แต่มองว่าทุกคนเป็นประชาชน เพราะมองว่ามาจากความเชื่อทางการเมืองเหมือนกัน ส่วนจะนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์อื่นหรือไม่นั้นไม่ใช่กรอบการพิจารณาของ ปคอป. แต่หากเหตุการณ์อื่นซึ่งมีที่มาคล้ายกัน จะนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้หรือไม่ก็เป็นเรื่องอนาคต ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่าทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จะได้รับการเยียวยาหรือไม่นั้น ตนยืนยันว่าจะได้รับการเยียวยาเหมือนกันทั้งหมด บุคคลทุกหมู่เหล่าไม่มีการเลือกเพศ ไม่เลือกสี เมื่ออยู่ในเหตุการณ์และได้รับความเสียหายจะได้รับการดูแลเหมือนกัน ขณะเดียวกันยังไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ที่จะได้รับการเยียวยานั้นได้กระทำความผิดในระหว่างการชุมนุมหรือไม่ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาฟ้องคดี และในระหว่างที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่หากมีการฟ้องคดีก็เป็นรายละเอียดที่คณะอนุกรรมการฯจะพิจารณาว่าบุคคลเหล่านี้จะได้รับการเยียวยาก่อนหรือไม่ และแนวทางของ ปคอป.ก็จะไม่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรม

               “การที่ทหารและตำรวจเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะในการปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ตามหน้าที่ที่มีอยู่แล้ว เมื่อมีเหตุการณ์ความไม่สงบซึ่งเกิดจากความเห็นทางการเมือง เกิดจากการที่ทำให้สถานการณ์บานปลายก็จำเป็นจะต้องได้รับการดูแล จึงสรุปว่าทุกท่านได้รับเหมือนกันหมด” นายวีระวงศ์ กล่าว 

                ส่วนจะมีการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่ได้รับการดูแล นายวีระวงศ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีคณะอนุกรรมการฯ ชุดหนึ่ง ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทมรวงยุติธรรม เป็นประธาน ศึกษาดูแลอยู่แล้ว ซึ่งมาตรการจะออกมาอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่ของปคอป.เข้าไปเกี่ยวข้อง

                สำหรับหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาเยียวยานั้น นายวีระวงศ์ กล่าวว่า จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการเยียวฯ มีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยจะนัดประชุมครั้งแรกในวันที่ 18 ม.ค.นี้ เพื่อทำให้เรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้จะดำเนินกากรศึกษาเรื่องการแนวทางของปคอป. เพื่อพิจารณาอีกครั้งก่อนเสนอนายกรัฐมนตรี  ทั้งนี้งบประมาณการเยียวยานั้น ขณะนี้ยังไม่มีการสรุป แม้ในคณะรัฐมนตรีก็ตาม เพราะขึ้นอยู่กับการสรุปของคณะอนุกรรมการฯ กำหนดว่ามีผู้เสียหายในแต่ละหลักเกณฑ์จำนวนเท่าไหร่ แล้วจึงจะมีการตั้งงบประมาณขึ้นมาก่อนเสนอให้กระทรวงการคลังอนุมัติ อีกครั้งหนึ่ง แต่การที่คณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้เป็นเพียงหลักการเท่านั้น

                ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องดังกล่าวจะกลายเป็นบรรทัดฐาน ทำให้ผู้ที่มาชุมนุมในครั้งต่อไปฮึกเหิมหรือไม่ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า ในลักษณะของแต่ละอย่างต้องมีสมดุล ซึ่งในแต่ละประเทศนั้นต้องมีกรอบกติกาในการชุมนุม และการที่จะควบคุมการชุมทั้งหลายก็ต้องมีกติกา ดังนั้นขอให้กลับไปพิจารณาในกรอบ เพราะทั้งหมดไม่ใช่การยุยงส่งเสริมให้มาชุมนุม แต่เป็นเรื่องที่รัฐไม่สามารถดูแลให้ประชาชนใช้สิทธิของเขา และไม่เกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่ได้สรุปว่าความรุนแรงนั้นมาจากใคร แต่โดยหน้าที่ของรัฐบาลประชาชนถูกยิงตายแบบนี้มันไม่ได้

                เมื่อถามว่า มีประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มาร่วมชุมนุม ซึ่งเขาก็มีคำถามที่ว่าทำไมเขาต้องมารับผิดชอบทั้งที่เขาไม่ได้ออกมาชุมนุม ทำไมต้องมาเยียวยาคนกลุ่มนี้ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า ตนเคยถามตรงนี้กับตนเองเหมือนกัน แต่ถ้าเรายังมองว่าปัญหาเป็นของคนกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ ไม่ใช่ปัญหาของประเทศชาติก็ตอบยาก ตอนนี้เราต้องยอมรับว่าปัญหานี้ใหญ่ เพราะตนเชื่อว่าทุกบ้านได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งอาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจ ความแตกแยก แต่ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่เกิดจากสีไหน แต่เป็นปัญหาของคนโดยรวมของประเทศชาติ

               ส่วนจะกลายเป็นการนำเงินภาษีของคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาเยียวยากับผู้ที่ก่อปัญหาให้บ้านเมืองหรือไม่ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า ในมุมมองของปคอป.มาจากทฤษฎีที่ว่า เราไม่ได้สรุปว่าใครมาจากความผิดไม่ผิด แต่เรากำลังสรุปว่าในประเทศประชาธิปไตยความขัดแย้งทางการเมืองนั่นเลยมาถึงตรงนี้ไม่ได้ โดยเรื่องการจ่ายเงินเยียวยานั้นเป็นดุลพินิจของรัฐบาล ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร ที่จะจัดการเรื่องดังกล่าว เพราะบางครั้งการนำภาษีอากรไปใช้ในเรื่องอื่นคนบางกลุ่มก็ไม่ได้ประโยชน์เช่นกัน

               ต่อข้อถามที่ว่าทำไมรัฐบาลจึงเดินหน้าต่อทั้งที่ยังตอบไม่ได้ว่าจะสร้างความปรองดองได้หรือไม่ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า กระบวนการตามที่คอป.วางไว้นั้นเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริง ที่เดินไปตามขั้นตอน ซึ่งขณะนี้เป็นการปรับหมวดให้เริ่มนิ่งก่อน มิฉะนั้นจะถามหาอยู่ตลอดเวลาว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ทำไมไม่ทัน เพราะบางคนบอกว่าได้เงินแล้วแต่ชีวิตไม่ได้กลับคืนมา แต่คนข้างหลังยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้แต่การแสวงข้อเท็จจริงที่สำคัญคือสังคมไทยยังจะให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่สุดท้ายต้องไปแก้ที่เหตุ ขณะนี้คือการปูพื้นให้ถึงเหตุ

               เมื่อถามว่าจะใช้งบ 3 พันล้านที่เหลือจากงบรัฐบาลชุดที่แล้วหรือไม่ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า เรายังไม่ทราบว่าใช้งบจริง ๆ เท่าไหร่ แต่ที่คิดว่าสามารถดำเนินการได้เร็วเพราะข้อมูลตั้งแต่ปี 48 อยู่ในมือของทางราชการค่อนข้างมากแล้ว

               ส่วนการจ่ายเงิน 7.5 ล้าน เป็นมติลอยที่จะจ่ายเงินหรือไม่ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าเป็นมติลอย แต่เป็นการรับหลักการ รายละเอียดนั้นต้องไปทำกัน

               ส่วนที่ผู้ชุมนุมบางคนก็มีความผิดเรื่องการเผาทำลายศาลากลางแต่ก็ให้การช่วยเหลือ จะทำให้สังคมบางส่วนเกิดความเคลือบแคลงใจหรือไม่ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าในที่สุดไม่ใช่รายละเอียดที่ปคอป.ลงไปลึก แต่ก็มีหลายคำถามที่ดีแบบนี้ แต่ในชุดของนายธงทอง เรื่องดังกล่าวต้องเอาออกมาคิดหมด แต่อะไรที่ดูแล้วไม่ถูกต้องเราคงไม่ทำ โดยคณะอนุกรรมการของนางยธงทองจะนำไปศึกษา และปคอป.จะนำไปพิจารณาอีกทีว่ารับได้หรือรับไม่ได้ และจะเสนอนายกฯผ่านครม.อีกที โดยสิ่งที่ตนขอความกรุณาคือ การเดินของเราถ้ามีอะไรบกพร่องก็ค่อยปรับกันไป ถ้าไม่เดินนั้นเริ่มต้นนับหนึ่งไม่ได้

               เมื่อถามว่าคณะกรรมการมีรายชื่อผู้ที่เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า มีอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หนึ่งในคณะอนุฯเริ่มเก็บข้อมูลมาระยะหนึ่งแล้ว

               ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงพัฒนาสังคมฯเคยจ่ายเงินชดเชยเยียวยาก่อนแล้วหรือไม่ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่มีข้อมูล แต่ถ้าตามหลักคอป.ยังไม่เคยจ่าย

               ต่อข้อถามที่ว่าสังคมมีการเปรียบเทียบว่ากลุ่มผู้ชุมที่ได้รับการเยียวยา 7 ล้านกว่ากับตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่จนเสียชีวิต นายวีระวงศ์ กล่าวว่า การจ่ายให้ทหารตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่ในขอบเขตที่เหมาะสมเพียงใด ตรงนี้ตนไม่ทราบไม่ก้าวล่วง แต่ต่อไปรัฐบาลต้องมีมาตรการในอนาคตไม่ให้มีการชุมนุมที่รุนแรง   

               เมื่อถามว่า มีการใช้หลักเกณฑ์อะไรในเรื่องนี้ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า จากการศึกษาเราพบว่าแต่ละประเทศมีหลักเกณฑ์ไม่เหมือนกันแต่ไม่ได้เป็นการเร่งรีบ ซึ่งคอป.ได้เสนอเรื่องนี้มาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว โดยเรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกปฎิบัติแต่เราจะต้องเป็นประเทศที่เจริญแล้ว

               เมื่อถามถึงการเยียวยาภาคใต้ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม แต่ในรายละเอียดตนตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตามตำรวจและทหารจะได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกัน

               เมื่อถามว่ากรอบเงินที่เสนอครม.ทางคอป.เสนอหรือปคอป.เป็นผู้เสนอ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า คอป.ไม่ได้ลงรายละเอียด เพียงแนะนำแค่แนะการเอาความยุติธรรมเปลี่ยนผ่านให้ประเทศไทย ต้องดูแลเรื่องเยียวยาและดูแลมนุษยชน ส่วนการเยียวยาผู้ประกอบการขณะนี้ยังไม่ลงในรายละเอียดแต่ส่วนหนึ่งมีการดูแลเรื่องประกัน


 
โต้เดือดชาวรังสิต-โฆษกปคอป.อ้างหลักเยียวยาอยู่ที่เหตุ-ผล

               ภายหลังการแถลงข่าวของ นายวีระวงศ์นั้น น.ส.เสาวลักษณ์ รุ่งเรืองธนาสกุล อายุ 38 ปี ชาวบ้านย่านคลอง 3 รังสิต จ.ปทุมธานี ที่กำลังติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าในเรื่องเงินเยียวจากสถานการณ์อุทกภัย เป็นช่วงเดียวกันกับที่นายวีระวงศ์ กำลังเดินออกจากห้องแถลงข่าวน.ส.เสาวลักษณ์ จึงสอบถามว่า ในฐานะที่ตนก็เป็นผู้ประสบอุทกภัยคนหนึ่งเหมือนกัน แต่เหตุใดรัฐบาลถึงต้องเลือกจ่ายเงินเยียวยา ให้เฉพาะบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองเท่านั้น นายวีระวงศ์  กล่าวว่า สิ่งที่พูดมาก็มีเหตุมีผล แต่บางเรื่องบางอย่างนั้น เมื่อเหตุไม่เหมือนกันผลมันก็ออกมาไม่เหมือนกัน  น.ส.เสาวลักษณ์ จึงแย้งกลับไปว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็แสดงว่ารัฐบาลมองชีวิตคนไม่เหมือนกัน ใช่หรือไม่”
             
               นายวีระวงศ์ ชี้แจงกลับไปว่า“ไม่ใช่ มันต้องย้อนกลับมาดูว่า ผลนั้นจะเหมือนกันหรือไม่เหมือนกัน เพราะเหตุมันมาจากอะไรกันแน่ และในขณะนั้นวัตถุประสงค์ของแต่ละเรื่องเป็นอย่างไรบ้าง นี่จึงคือวีธีการที่เราต้องทำต่างหาก เพราะฉะนั้นจะหาข้อแตกต่างอะไรบนในโลกนี้ไม่เจอ”
            
                จากนั้น น.ส.เสาวลักษณ์ จึงซักว่า เงินที่ใช้เยียวยาในส่วนนี้ เป็นเงินที่มาจากภาษีของคนทั้งประเทศใช่หรือไม่ และการที่จะนำไปเยียวยาอะไรนั้น ควรมีเหตุผลที่สมควร ยกตัวอย่าง เช่น ตำรวจและทหารที่เสียชีวิต ก็ไม่ใช่ว่ารัฐจ่ายให้ทั้งหมด แต่เป็นเงินประกันที่ต้นสังกัดจ่ายให้ต่างหาก แต่ส่วนที่รัฐจ่ายนั้น มีเพียงไม่กี่แสนบาท  ดังนั้น ตนจึงอยากถามว่า เงินแสนกับเงิน 7 ล้าน มันท่านกันหรือเปล่า “ชีวิตคนไม่มีค่าเท่ากันหรือไง”
             
               นายวีระวงศ์ กล่าวว่า มันไม่ใช่ความเหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องตัวเลข ของทหารและตำรวจ ที่ไปเสียชีวิตในหน้าที่เท่านั้น  ส่วนเรื่องชีวิตคนๆหนึ่งจะมีค่าเท่าไรนั้น เรื่องนี้ตนไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินใจ แต่เรื่องที่จะเยียวยาทั้งหมดนี้ มันไม่ได้เกิดจากสีไหนหรืออะไรทั้งนั้น แต่เราดูที่พื้นฐานเป็นส่วนสำคัญ ส่วนเรื่องการที่เราจะดูว่า ค่าตอบแทนจะมาในรูปแบบไหนนั้น เรื่องนี้ก็ต้องดูที่พฤติการณ์ของเหตุผลอีกที ยกตัวอย่างเช่น คนที่ทำให้คนอื่นเสียชีวิต โดยมีพฤติการณ์ที่อุกอาจ แต่ในมุมกลับกันที่เราพูดถึงอยู่นี้ มันคือเรื่องเยียวยาต่างหากที่สังคมต้องเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องการมาชุมนุมแล้วตายและจ่ายยังไงเท่านั้น
            
               “เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของการมาชุมนุม โดยต้องไม่สรุปด้วยว่าเป็นในช่วงรัฐบาลชุดไหนทำ เพราะมันเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลชุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วเรืองมันก็ลากเลยมาจนถึงว่า รัฐบาลทำไมจึงไม่สามารถให้ความปลอดภัยต่อชีวิตและร่างกายของประชาชนได้ นี่ต่างหาก คือที่มาของเรื่องนี้ทั้งหมด และผมก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตและหน้าที่ของทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่แพงกว่าชีวิตประชาชน อันนี้มันไม่ใช่  มันคนละเหตุกัน” นายวีระวงศ์ กล่าว
               
               น.ส.เสาวลักษณ์ กล่าวอีกว่า ตนก็เป็นประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยคนหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งก็เข้าข่ายที่รัฐบาลไม่สามารถดูแลชีวิตและทรัพย์สินได้ นายวีระวงศ์ กล่าวว่า ถ้าเรายังพูดกันเรื่องนี้อีก มันก็ต้องกลับไปดูว่า มันเป็นภัยธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์กันแน่ น.ส.เสาวลักษณ์ กล่าวสวนไปว่า “จะธรรมชาติหรือมนุษย์ก็แล้วแต่ แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับผู้ค้าขายในพื้นที่ชุมนุมและได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่สามารถให้ความคุมครองได้เช่นกัน”
               
               นายวีระวงศ์ ชี้แจงกลับว่า คนที่เป็นผู้ค้าขายและได้รับผลกระทบ ในหัวข้อใหญ่จริงๆ มันเป็นมาตรการที่กระทันหันไป ซึ่งเราก็กำลังจะไปดำเนินการคิดต่อว่า จะเป็นอย่างไรและอยู่ในรูปแบบไหนต่อไป ซึ่งตนก็เข้าใจทั้งหมด ที่ น.ส.เสาวลักษณ์ พูดมาทั้งหมด แต่ในเรื่องการทำงาน ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและเหตุผล
               
                ผู้สื่อข่าวรายต่อว่า การโต้เถียงได้ดำเนินไปประมาณ 15 นาที โดยสังเกตได้ว่า น.ส.เสาวลักษณ์ พยายามซักถามอย่างมีอารมณ์ แต่นายวีระวงศ์ พยายามเก็บอาการและตอบคำถามอย่างคลุมเครือ แต่เป็นไปด้วยความสุภาพ แต่ยังหาข้อสรุปที่ลงตัวทั้งสองฝ่ายไม่ได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้เข้ามาพาตัว นายวีระวงศ์ เพื่อแยกออกไป เหตุการณ์นี้ จึงได้สงบลง


“ยงยุทธ”ยันจ่ายเงินเยียวยาใต้เกณฑ์เดียวกับเสื้อแดง

               นายยงยุทธ  ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) เปิดเผยว่า เกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมานั้น จะครอบคลุมไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบ และคนที่เสียชีวิตจากความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะครอบคลุมไปถึงผู้ได้รับความเสียหายจากความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในเรื่องดังกล่าวมีคณะทำงานแยกไว้อยู่แล้ว โดยมีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมเป็นประธาน ขอยืนยันว่า ผู้ที่ถูกดำเนินคดีอาญา จะไม่ได้รับเงินเยียวยาในส่วนนี้อย่างแน่นอน
 
               ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์จะฟ้องปคอป.ที่ใช้งบประมาณเยียวยาผู้ชุมนุมทางการเมืองต่อศาลปกครอง เนื่องจากออกคำสั่งในลักษณะที่เลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรมนั้น นายยงยุทธกล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งปคอป.ขอยืนยันว่าจะเดินหน้าจ่ายเงินเยียวยาต่อไป  ๆ
 
               นายยงยุทธ ยังได้กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ว่าที่ประชุมได้พูดถึงนโยบายเร่งด่วนทั้งหมด 8 เรื่อง อาทิ การสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ซึ่งตนเองเป็นเจ้าภาพ ส่วนเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด มีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ และจะมีการหารือร่วมกับรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยในการจัดทำงบประมาณปี 2556 ในการประชุมครั้งต่อไป

 

“อภิสิทธิ์”ข้องใจรัฐบาลเยียวยาเหยื่อการเมืองไม่ชัด

               ที่ จ.นครสวรรค์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีมติคณะรัฐมนตรีเตรียมเยียวยาแก่เหยื่อการชุมนุมทางการเมืองว่า ต้องเร่งทำความชัดเจนและรายงานต่อระดับนโยบาย เพราะหากนิยามการเยียวยาว่า เป็น ‘เหยื่อจากนโยบายรัฐบาล’ ก็ต้องรวม 5,000 คนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีก 2,000 คนจากฆ่าตัดตอนยาเสพติดด้วย ทั้งนี้ต้องกำหนดมาตรฐานในการให้ตัวเลขที่เหมาะสม ซึ่งรัฐบาลที่แล้วมีการเยียวยาเหยื่อจากเหตุการณ์การชุมนุมโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับภาคใต้ โดยมีความเสมอภาคชัดเจน อีกทั้งหลักการเยียวยาต้องไม่ให้คนที่จงใจทำผิดกฏหมาย

               “ผมไม่เห็นเหตุผลทำไมผู้เสียภาษีต้องจ่ายเงินให้คนที่จงใจเอาระเบิดไปขว้าง เอาปืนไปยิง เผาทำลายสถานที่ราชการ แต่ถ้าเป็นคนที่มาโดยบริสุทธิ์ แล้วโดนลูกหลง หรือไม่เกี่ยวข้องกับคนทำผิดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่ต้องดูความเหมาะสมและครอบคลุมด้วย รัฐบาลชุดที่แล้วไม่มีการจ่ายเงินชดเชยให้คนที่เสียชีวิตจากการประกอบระเบิด เพราะเป็นการทำผิดกฏหมาย การที่จะเหมารวมให้ทั้งหมดและรมว.มหาดไทยยังชื่นชมว่าเป็นวีระบุรุษประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องที่น่าห่วง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว    
          
               นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากจะเตือนว่ารัฐบาลกำลังสร้างปมความขัดแย้งเพราะปฏิกิริยาของคนจำนวนไม่น้อยกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รัฐบาลใช้คำว่าปรองดองนำหน้าโดยไม่ฟังเสียงทุกฝ่าย จึงอยากให้ทำอย่างรอบคอบ การก้าวแต่ละก้าวไม่มีโอกาสก้าวครั้งที่สอง อย่าสร้างชนวนความขัดแย้ง อะไรที่มีเหตุมีผลทุกฝ่ายรับได้ ส่วนกรณีที่รัฐบาลอ้างว่าเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดอง (คอป) ผ่านคณะกรรมการประสานงานและติดตามผลงานการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของ คอป. หรือ (ปคอป.)นั้นตนเห็นว่านายคณิตควรจะแสดงจุดยืนให้ชัดไม่เช่นนั้นจะทำงานลำบาก เพราะหากรัฐบาลทำนอกเหนือจากที่คอป.เสนอและมีการต่อต้าน สุดท้าย คอป.จะถูกต่อต้านไปด้วยหากยังชี้แจงไม่ชัดเจน

 

ผู้เสียหายจากไฟใต้ตั้งแง่รับเงินเยียวยากรอบเดียวกับคนเสื้อแดง


               แหล่งข่าวจากคณะกรรมการเยียวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการเพื่อวางกรอบและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาว่า ภายในที่ประชุมเริ่มมีการซักถามและโต้เถียงถึงหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน โดยเฉพาะในส่วนของผู้เสียหายต้องการทราบว่า จะกำหนดกรอบการจ่ายเงินโดยให้เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างปีพ.ศ.ใด เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องมากกว่า 8 ปี จะกำหนดจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดการจ่ายอย่างไร รวมทั้งเสนอว่าต้องการจ่ายให้ครอบคลุมไม่จำกัดวงแค่เหตุการณ์กรือเซะ และตากใบ  นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องจากญาติของข้าราชการตำรวจ ครู รวมถึงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งเรียกร้องว่าพวกเขาก็ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบเช่นกัน จึงสมควรได้รับเงินเยียวยาจากรัฐเช่นเดียวกับชาวบ้าน ที่สำคัญจะต้องได้รับการชดเชยเยียวยาในกรอบวงเงินเดียวกับคนเสื้อแดง คือ 7.75 ล้านบาท

               แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้กลุ่มญาติของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในภาคใต้ พยายามจะติดต่อเข้าร่วมเป็นอนุกรรมการทั้ง 10 คณะที่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ตั้งขึ้น ทั้งนี้เพื่อเข้าไปกำหนดหลักเกณฑ์ให้เอื้อประโยชน์กับกลุ่มของตัวเอง  พร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีที่จะมีการจ่ายเงินเยียวยากลับพบว่าตัวเลขผู้สูญหายกลับเพิ่มมากขึ้นจากเดิมมีกว่า 30 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 50 ราย ซึ่งจำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่มีข้อมูลที่มาที่ไป  สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในการเยียวยาผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 400 ราย คาดว่าจะใช้ไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท  นอกจากนี้มองว่าการจ่ายเงินไม่สามารถเยียวยาบาดแผลในจิตใจที่สูญเสียไปแล้วได้ รวมถึงไม่อาจฟื้นความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เพื่อนำไปสู่ความปรองดองที่แท้จริง