ข่าว

"อนุพงษ์"ขู่ฟ้องคนปูดอยู่เบื้องหลังยิงสนธิ

"อนุพงษ์"ขู่ฟ้องคนปูดอยู่เบื้องหลังยิงสนธิ

07 พ.ค. 2552

“อนุพงษ์” ชี้สัปดาห์หน้ารู้ผลฟ้องคนปูดอยู่เบื้องหลังยิง”สนธิ ลิ้มทองกุล”ยอมรับเรื่องยากตรวจสอบกระสุนเล็ดลอด

(7พ.ค.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์กรณีที่ระบุว่า จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่นำชื่อไปเชื่อมโยงการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯว่า ให้เจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายดูแลว่าจะทำอะไรได้บ้าง แต่ตนไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกฎหมายว่า การพูดเช่นใดจะสามารถฟ้องร้องได้ อย่างไรก็ตามจะพิจารณาโดยใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย คิดว่า สัปดาห์หน้าคงจะทราบว่า จะทำอย่างไร
 
 ผู้สื่อข่าวถามว่าตำรวจประสานขอข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของหรือกระสุนหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบกว่า มีหนังสือฉบับหนึ่งของผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐาน ขอรายละเอียดเกี่ยวกับเลขงานกระสุน 06 กับ 07 ของกระสุน  5.56 มม.ซึ่งเป็นกระสุนของปืนเอ็ม 16 มา 1 ฉบับเพื่อขอรายละเอียดว่า กระสุนล็อตนี้มีเลขงานอะไรบ้าง ซึ่งขณะนี้ทางกรมสรรพาวุธกำลังเตรียมหลักฐานข้อมูลว่ากระสุนเลขงาน 06 กับ 07 มีเลขงานย่อยทั้ง 2 ล็อตนี้อะไรบ้าง ทั้งนี้กองพิสูจน์หลักฐานของตำรวจได้มีการร้องขอตรงไปยังกรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งกรมสรรพาวุธได้นำหนังสือดังกล่าวให้ดู ซึ่งตนได้ให้ทางกรมสรรพาวุธตอบให้ความร่วมมือไป
 
 เมื่อถามถึงกรณีที่คนร้ายก่อเหตุปล้นร้านทองที่ จ.ชลบุรี โดยคนร้ายอ้างว่า กระสุนที่ใช้ซื้อมาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร. 21 รอ.) พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องแบบนี้คิดว่า ไม่ใช่เรื่องดี แต่ถ้ามีตัวอย่างนี้จะง่ายเพราะถ้าเอามาจากหน่วย ความยากคือ กระสุนที่จ่ายออกไปแต่ละล็อตผลิตเป็นหมื่นนัด บางทีจ่ายไปในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 หรือกองพลทหารราบที่ 9 จ.กาญจนบุรี ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยกว้าง แต่ยินดีที่จะให้ตำรวจไปสอบสวนว่า จ่ายไปที่ใครบ้าง แต่ถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะไปว่า รั่วมาจากจุดใด ทั้งนี้หากมีการกล่าวอ้างว่า ซื้อมาจากใครเราจะดำเนินการได้ ดังนั้นต้องถามคนร้ายว่าซื้อจากใคร ซึ่งคนพวกนี้จะมีความผิดทางด้านกฎหมายและอาญา คนพวกนี้จะได้หมดไป
 
 ผู้สื่อข่าวถามว่า การซื้อขายอาวุธของกองทัพให้คนร้ายง่ายเกินไปหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า กระสุนที่สามารถรั่วไหลได้ ตามแนวชายแดน ซึ่งทั้งสองส่วนมีจุดที่จะรั่วไหลได้คือ เมื่อฝึกแล้วในการฝึกบางฝึก อาจมีการสอบสวนเรื่องไม่สามารถส่งคืนปลอกกระสุนได้ เช่นการฝึกยิงช่วงกลางคืน และประกอบการเคลื่อนที่ซึ่งจะต้องมีการสอบสวน หากผลการสอบสวนออกมาว่า ขอจำหน่ายกระสุน 100 นัดและไม่สามารถส่งคืนปลอกได้ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้กระสุนรั่วไหลได้ซึ่งตนได้เรียกเจ้ากรมสรรพาวุธ และเจ้ากรมยุทธการมา คือ ถ้าเราเด็ดขาดไม่มีการจำหน่ายกระสุนใดเลย
 
 “ถ้าสมมุติว่า เอากระสุนไปฝึกยิง 100 นัด ก็ต้องส่งปลอกคืน 100 นัด ขาดไม่ได้เลยแม้แต่นัดเดียว หน่วยก็ไม่น่าจะทำได้เลยในส่วนนี้จุดรั่วอยู่ตรงนี้เท่านั้น ส่วนการนำกระสุนไปปฏิบัติตามแนวชายแดน เช่น จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากเราบอกว่า ยิงกระสุนทุกนัดต้องคืนปลอก นัดเดียวก็ขาดไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการได้หรือไม่ตนก็แน่ใจ ไม่ใช่ว่า สักแต่จะสั่งเพราะเขาอาจจะทำไม่ได้ ถึงหากทำได้ อาจจะมีจุดรั่วได้ แม้ว่า กระสุนที่เล็ดรอดไปจะทำให้หน่วยงานนั้น ๆ เสียหายก็ไม่เป็นไร เพราะไม่มีทางเลี่ยงอย่างอื่น หากเกิดขึ้นแล้วรู้ที่มาจะยิ่งง่าย ซื้อจากใครต้องรู้ และตำรวจต้องสืบและสอบสวนไป หากบอกว่า ซื้อจากข้าราชการ ก. ข. ค. ง.ก็ดำเนินคดี คนพวกนี้ก็จะหมดไป ซึ่งคนทำเช่นนี้ไม่มีมาก และเรื่องกระสุนเล็ดรอดไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เกิดมานานแล้ว บางครั้ง 5 นัด 10 นัด เขาไม่ได้ขนไปเป็นขบวนการ ” พล.อ.อนุพงษ์ ระบุ