ข่าว

กรุณาแห่งหัวใจ สร้างได้แค่มองโลกในแง่ดี

กรุณาแห่งหัวใจ สร้างได้แค่มองโลกในแง่ดี

08 พ.ค. 2552

พัฒนาการของเด็กสามารถปลูกฝังได้หลายวิธี แต่หนึ่งวิธีที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้ามก็คือ การอ่าน เพราะวิธีนี้เปรียบเสมือนการปลูกฝัง ความรู้ และเรื่องราวต่างๆ ให้เด็กได้รับรู้โดยตรงและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้ บีทูเอสจึงร่วมกับเสถียรธรรมสถาน และมู

  เริ่มด้วย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน กล่าวถึงเรื่องการสร้างกรุณาแห่งหัวใจว่า เป็นเรื่องที่ต้องมีอยู่ในใจของคนที่เป็นพ่อแม่ ซึ่งถ้ามีเมตตาและกรุณาคู่กัน ก็จะทำให้เราสามารถถนอมรักและมองลูกด้วยความรักได้ตลอดเวลา โดยเริ่มจากให้อภัยลูกทุกครั้งไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องของสายสัมพันธ์เราสามารถปลูกฝังเด็กได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง ถ้าเราใส่แต่เรื่องดีเด็กก็จะเกิดและเติบโตเป็นคนดี อีกทั้งถ้าเราโกรธหรือเครียดตลอดเวลาลูกก็จะอึดอัด เพราะฉะนั้นการที่แม่อ่านหนังสือให้เด็กที่อยู่ในครรภ์ฟังทุกวัน ลูกก็จะโตมาเป็นนักอ่านได้ไม่ยาก

 "ไม่ใช่แค่การอ่านเท่านั้นที่จะช่วยปลูกฝังลูกไปในทางที่ดี เรื่องของคุณธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นเรื่องที่สื่อตรงถึงหัวใจ ถ้าฝึกการมีจิตที่คิดจะให้ทุกวัน เด็กก็จะค่อยๆ รับเข้าไปทีละนิดจนกลายเป็นนิสัย เช่น ฝึกให้เด็กใส่บาตรทุกวัน ฝึกให้เด็กรู้จักทำบุญ เป็นต้น รวมถึงอย่าให้ลูกเห็นความเครียดของพ่อแม่ เพราะถ้าลูกได้เห็นและเข้าใจในความสุขของการดำเนินชีวิต ก็จะเป็นการสื่อกันทางหัวใจและเพิ่มสายใยของครอบครัวให้แน่นหนาขึ้น" แม่ชีผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา พูดถึงการสื่อทางหัวใจระหว่างครอบครัว

 ด้าน เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป นักพัฒนาเด็ก และนักเขียนหนังสือเกี่ยวกับเด็ก พูดทิ้งท้ายถึงเรื่องพัฒนาการของเด็กว่า นับตั้งแต่วันที่ลูกน้อยเกิดอยู่ในครรภ์ เป็นวันที่แม่กับลูกใช้ลมหายใจเดียวกัน แม่รู้สึกอย่างไรลูกก็จะรู้สึกอย่างนั้น เมื่อแม่ทำจิตใจให้สงบและมีความสุขตลอดเวลา จิตใจของลูกก็จะเยือกเย็นแจ่มใสและเบิกบานไปด้วย หลังจากคลอดออกมาถ้าพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่องในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ทารกจนอายุได้ 6 ปี วันละ 5-15 นาที ลูกก็จะสนุกสนานและได้รับสิ่งที่เราต้องการปลูกฝังอย่างเต็มที่ เพราะช่วงวัยดังกล่าวเป็นช่วงที่สมองโตเร็วที่สุด อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงที่จะให้คนอื่นเลี้ยงลูกแทน จนทำให้เด็กเกิดความคุ้นชิน มิเช่นนั้นจะเกิดช่องว่างแห่งความเหินห่างระหว่างเด็กกับครอบครัวขึ้น

"ณัฐพงษ์ โปธา"