
ถามนิติราษฎร์:แก้112โดยไม่แก้112ได้หรือไม่?
คำถามถึงนิติราษฎร์: แก้ 112 โดยไม่แก้ 112 ได้หรือไม่ ? โดย 'วีรพัฒน์ ปริยวงศ์' นักกฎหมายอิสระ
....................
1. ความโชคดีของนิติราษฎร์ ?
ผมเห็นว่าคณะนิติราษฎร์ค่อนข้างโชคดี เพราะตั้งแต่เสนอเรื่อง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มานั้น ดูท่าจะยังไม่มีผู้ใดสามารถนำเสนอ “เหตุผลเชิงนิติศาสตร์” มาหักล้างนิติราษฎร์อย่างตรงไปตรงมาได้เลย
ย้ำนะครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่อง มาตรา 112 ที่นิติราษฎร์เสนอนะครับ แต่ผมกำลังตั้งข้อสังเกตว่า การทักท้วงหรือต่อต้านนิติราษฎร์ มักอ้างเหตุผลที่ไม่ตรงประเด็น ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะน่าฟังหรือ “โดนใจ” เพียงใดก็ตาม
บางท่านอ้างว่า นิติราษฎร์ต้องการล้มเจ้า เป็นพวกจาบจ้วงสถาบัน...
ลองอ่านข้อเสนอนิติราษฎร์ให้ดีอีกครั้งนะครับ นิติราษฎร์ กำลังพยายามสร้างสถานะความคุ้มครองพิเศษแบบใหม่ คือ “ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์...” (ซึ่งความผิดแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประมวลกฎหมายอาญา) กล่าวคือ นิติราษฎร์ กำลังทำให้ มาตรา 112 ไม่เป็นเรื่องของ “ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่อง “เกียรติยศศักดิ์ศรีของบุคคล” หากมองในมุมหนึ่ง ผลที่ตามมาก็คือ การพูดจาแตะต้อง “สถาบัน” (ในที่นี้ผมหมายถึงผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 112) อาจเป็นความผิดที่ชัดเจนและฟ้องกันง่ายมากขึ้น กล่าวคือ ไม่มีข้อโต้แย้งในการตีความกฎหมายว่าใครจะจาบจ้วงสถาบันจนกระทบถึง “ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” หรือไม่ เพราะบัดนี้ข้อเสนอนิติราษฎร์อาจทำให้ตีความได้ว่า หากกระทบ “พระเกียรติ” หรือ “ชื่อเสียง” ก็เป็นความผิดแล้ว (เว้นแต่จะมีเหตุยกเว้นความผิด เช่น ติชม แสดงความเห็นโดยสุจริต แต่นิติราษฎร์ก็ย้ำอีกว่าเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ฯลฯ) จึงปรากฏชัดว่านิติราษฎร์ไม่ได้ต้องการล้มเจ้า
บางท่านอ้างว่า นิติราษฎร์รับงานจากคุณทักษิณ...
ลองคิดให้ดีนะครับ ถ้าคุณทักษิณหวังไม่ดีต่อประเทศอย่างที่บางท่านเชื่อ ผมคิดว่าวิธีที่คุณทักษิณจะกลับมาเรืองอำนาจได้ง่ายและสะดวกที่สุด ก็คือการ "เกี้ยเซียะ" หรือเข้าไปรอมชอมประสานผลประโยชน์กับกลุ่มอำนาจเก่า หรืออย่างน้อยก็อย่าไปทำอะไรขัดใจกัน จะได้ให้อภัย ร่วมมือแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์กันได้ ตอนนี้เริ่มมีผู้แปลสัญญาณที่สะท้อนออกมาบ้างแล้ว เช่น การที่คุณเฉลิม อยู่บำรุง และแกนนำพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะไม่แตะต้องมาตรา 112 อีกทั้งแกนนำเสื้อแดงในพรรคเพื่อไทยก็ดูจะไม่ได้รณรงค์เรื่องนี้อย่างเข้มข้น แม้คนเสื้อแดงจะเคยเป็นเหยื่อของมาตรา 112 มามากก็ตาม
บางท่านพูดแล้วฟังดูดีหน่อย บอกว่าแก้กฎหมายไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะปัญหาอยู่ที่คน การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่คน...
แต่ข้อนี้ก็ไม่ตรงประเด็นอีกเช่นกัน เพราะหากทุกปัญหา “แก้ได้ที่คน” เช่นที่ว่า ก็คงไม่ต้องมีการตราหรือแก้ไขกฎหมายหรือมีศาลและตุลาการอีกทั้งประธานตุลาการที่คอยสลับตำแหน่งตีความกฎหมายให้วุ่นวายเสียกระมัง สู้เอาเงินและเวลาไปตั้งศูนย์บำบัดคนทั้งประเทศไม่ง่ายกว่าหรือ ?
จะมีที่ฟังแล้วน่าสนใจหน่อย ก็คือข้อทักท้วงของ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่ง “จำใจ” วิจารณ์นิติราษฎร์รายวันผ่าน facebook (http://www.facebook.com/profile.php?id=100001298657012) ทำนองว่า นิติราษฎร์กำลังทำข้อเสนอโดยคำนึงถึงการหาแนวร่วมเป็นหลัก ทั้งที่จริง (สำหรับ ดร. สมศักดิ์) นิติราษฎร์ก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าสิ่งที่ถูกต้อง คือการยกเลิก มาตรา 112 ไปเลย แล้วไม่ต้องบัญญัติความผิดอะไรมาคุ้มครองพระเกียรติหรือชื่อเสียงของสถาบันอีก ดร. สมศักดิ์ มองว่า การเสนอครึ่งๆ กลางๆ แบบที่นิติราษฎร์ (ซึ่งกำลังดัง) เสนออยู่ จะไปกลบกระแสที่คนธรรมดาทั่วไปหลายคนเสนอให้ยกเลิกทั้งหมด สุดท้ายนิติราษฎร์ก็จะทำให้สังคมสะดุดกระแสความคิด นอกจากนี้ ดร. สมศักดิ์ ยังเชื่อว่า ไม่ว่า นิติราษฎร์ หรือ ดร. สมศักดิ์ จะเสนอเรื่อง มาตรา 112 อย่างไร ก็ไม่มีทางจะทำได้เป็นจริงในขณะนี้ ฉะนั้นจะเสนอทั้งทีก็เสนอให้เลิกชัดเจนไปเลยจะดีกว่า
ผมมองว่าข้อโต้แย้งของ ดร. สมศักดิ์ (หรือฝ่ายที่เสนอให้ยกเลิก มาตรา 112 ไปเลย) มีปัญหาหลายประการ
ข้อแรก คือ ดร. สมศักดิ์ พยายามจะแยก “บทบาทนักวิชาการ” ของนิติราษฎร์ออกเป็นเอกเทศโดยสิ้นเชิงออกจาก “บทบาทผู้นำทางความคิด” ซึ่งผู้นำทางความคิดไม่เพียงแต่ต้องมีหลักการที่หนักแน่นชัดเจน แต่ต้องมีวิธีการนำเสนอที่แยบคายและก้าวให้เข้ากับจังหวะของสภาพความคิดที่เป็นจริงในสังคม ไม่ใช่เพื่อก้าวไปไกลจนล้ำความคิด แต่ต้องก้าวให้ใกล้เพื่อชักนำความคิด ดร. สมศักดิ์ คงแย้งผมว่า คนอย่างที่ว่าก็คือพวกโหนกระแสตามกระแส แต่ผมกลับมองว่าจังหวะและโอกาส คือ เงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าเนื้อหาที่นำเสนอ และ “ผู้นำทางความคิด” ที่ดีไม่จำเป็นต้องมั่นใจว่าความคิดส่วนตัวของตนเองนั้นดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุดเสมอไป แต่ “ผู้นำทางความคิด” อาจเป็นเพียงผู้ชักนำให้เกิดความคิดในลู่ในทางที่ดี แม้จะไม่ดีที่สุดสำหรับตน แต่อาจดีกว่าสำหรับคนอื่น ก็เป็นได้
ข้อที่สอง ตรรกะของ ดร. สมศักดิ์ เช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการทำตนเป็นผู้พยากรณ์อ่านใจประชาชนคนไทยอย่างเบ็ดเสร็จ ผมไม่ทราบจริงๆ ว่า ดร. สมศักดิ์ อาศัยเกณฑ์อะไร นอกจากเกณฑ์ความรู้สึกส่วนตัว ที่จะวัดว่าการแก้ไขยกเลิก มาตรา 112 ที่ถูกต้องนั้น กำลังเป็นไปหรือจะต้องเป็นไปในแนวทางหรือทิศทางใด และแนวทางที่นิติราษฎร์เสนออยู่จะสำเร็จจริงหรือไม่
และข้อที่สาม ดร. สมศักดิ์ มักจะมุ่งกล่าวถึงประเด็นข้อเสียและปัญหาของมาตรา 112 (ซึ่งผมไม่ได้เถียง) แต่กลับไม่ค่อยพูดถึงภารกิจอีกขั้วของ มาตรา 112 ในแง่มุมที่เป็นประโยชน์หรืออาจ “จำเป็น” ต่อพันธกิจของรัฐประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ำ ตัวอย่างสุดขั้ว เช่น หากมีผู้ตั้งขบวนการต่อต้านการตรากฎหมาย โดยแสดงอาการอาฆาตมาดร้ายสถาบันเพื่อข่มขู่ให้พระมหากษัตริย์วิตก หรือกลัว หรือลังเล ที่จะทรงลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายฉบับดังกล่าวอันเป็นกระบวนการขั้นตอนสำคัญตามรัฐธรรมนูญ ในบริบทขั้วนี้ มาตรา 112 ย่อมเป็นเครื่องมือสำคัญในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ หากให้วิจารณ์อย่างสุจริตใจ ผมคิดว่าที่ผ่านมานิติราษฎร์ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยทางสติปัญญาอย่างที่หลายคนคิด
2. คำถามที่ยังไม่เคยมีใครถามนิติราษฎร์ ?
หากผู้ใดต้องการให้นิติราษฎร์คิดมากหน่อย ผู้นั้นก็อาจลองตั้งคำถามเหมือนชื่อบทความที่ผมตั้งว่า เราจะสามารถแก้ปัญหา มาตรา 112 โดยไม่ต้องแก้ไข มาตรา 112 ได้หรือไม่ ?
เป็นไปได้หรือไม่ว่า มาตรา 112 ซึ่งปัจจุบันถูกบัญญัติไว้ในลักษณะ “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” นั้น ก็ถือว่ามี “ตำแหน่งแห่งที่” ที่เหมาะสมอยู่แล้ว กล่าวคือ หากตีความให้ถูกต้อง ผู้ที่จะกระทำผิดตาม มาตรา 112 นั้น ไม่เพียงแต่จะต้อง หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แบบธรรมดาทั่วไปเท่านั้น แต่ต้องกระทำในลักษณะหรือด้วยเจตนาที่รุนแรงถึงขั้นกระทบถึง “ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” อีกด้วย กล่าวคือ มาตรา 112 ต้องตีความตัวบทให้สอดคล้องกับตามเจตนารมณ์ของลักษณะความผิด ไม่ใช่นำลักษณะความผิดมาใช้เป็นตัวบท
ดังนั้น จึงน่าคิดว่า การที่ตำรวจก็ดี อัยการก็ดี ผู้พิพากษาก็ดี ไปเข้าใจว่า การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายตาม มาตรา 112 ทุกกรณีต้องถือเป็น “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” เสมอไปนั้น ถือเป็นการตีความกฎหมายที่กลับหัวกลับหาง คือ แทนที่จะตีความบทบัญญัติให้เข้ากับเจตนารมณ์ของหมวดหมู่ กลับไปตีความหัวข้อหมวดหมู่ได้กลายมาเป็นเนื้อหาของบทบัญญัติมาตรา 112 เสียเอง หรือไม่ ?
เพื่ออธิบายให้เห็นภาพ เราอาจลองพิจารณาความผิดอื่นที่ถูกบัญญัติไว้ในลักษณะ“ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” เช่นเดียวกับ มาตรา 112 มาตราอื่น เช่น
“มาตรา ๑๑๕ ผู้ใดยุยงทหารหรือตำรวจให้หนีราชการ ให้ละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ หรือให้ก่อการกำเริบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี”
แน่นอนว่า หาก “พลทหารหมายเลิศ” ยุยงให้เพื่อนทหารในกองร้อยทิ้งอาวุธหนีกลับบ้านในยามที่ต้องสู้กับผู้ก่อการร้าย “พลทหารหมายเลิศ” ย่อมทำ “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร”
แต่หาก “พลทหารหมายเลิศ” ยุยงให้ “พลทหารลูกรัก” ละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ล้างห้องน้ำตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการ กรณีนี้จะตีความว่า “พลทหารหมายเลิศ” ได้ทำ “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” ถูกจำคุกได้หรือไม่ ? หรือเอาผิดทางวินัยให้ไปขัดห้องน้ำเพิ่มก็เพียงพอแล้ว ?
หรืออีกตัวอย่าง:
“มาตรา ๑๑๘ ผู้ใดกระทำการใดๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
แน่นอนว่าหาก “นายลูกรัก” เผาธงชาติที่สนามหลวง พร้อมปราศัยให้ล้มล้างประเทศไทย ย่อมชัดเจนว่าเป็นความผิด
แต่หาก “นายลูกรัก” นั่งเล่นอยู่ภายในบ้านกับ “นายหมายเลิศ” จากนั้น “นายลูกรัก” นำธงชาติไทยมาขยำและพูดจาเหยียดหยามความสามารถของชาติไทยในการแข่งกีฬาให้ “นายหมายเลิศ” ฟัง แล้วก็เปลี่ยนเรื่องคุย “นายหมายเลิศ” จะนำคดีไปฟ้อง “นายลูกรัก” ว่ากระทำ “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” จนถูกจำคุกได้หรือไม่ ? หรือเพียงผิดน้ำใจและถูกเพื่อนต่อว่าก็เพียงพอแล้ว ?
ลองกลับมาพิจารณาเรื่อง มาตรา 112 สิ่งที่นิติราษฎร์กำลังพยายามเสนอในเวลานี้ คือการย้าย มาตรา 112 ออกจากลักษณะ “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” แล้วแปลงให้กลายเป็นความผิดเกี่ยวกับ “พระเกียรติยศหรือชื่อเสียง” ซึ่งอ่านมาถึงจุดนี้ หลายท่านเองก็อาจเห็นในสิ่งที่ยังไม่เห็น กล่าวคือ นอกจากข้อเสนอนิติราษฎร์จะไม่ดี (ในมุมมองที่ ดร. สมศักดิ์ พูดมาแล้ว) ข้อเสนอนิติราษฎร์ยังเป็นการสร้างความคุ้มกันพิเศษในทางกฎหมายให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกชั้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏในกฎหมายอย่างเป็นทางการมาก่อน แม้โทษจะเบาลง การฟ้องจะยากขึ้น แต่เพียงผู้ใด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ก็ไม่ได้จำเป็นต้องกระทบ “ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” อีกต่อไป ขอเพียงกระทบต่อ “พระเกียรติยศหรือชื่อเสียง” แล้ว ก็ย่อมถูกฟ้องได้ (หากไม่เข้าข้อยกเว้นที่นิติราษฎร์เสนอ)
ความจริงจึงกลับตาลปัตรในบัดดล! ผู้ที่ต่อต้านนิติราษฎร์เพราะรักสถาบัน กลับไม่รู้ตัวว่า “ในทางหนึ่ง” นิติราษฎร์กำลังทำให้สถาบันแตะต้องได้ยากขึ้น ส่วนคนที่สนับสนุนนิติราษฎร์เพราะเชื่อในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กลับไม่รู้ตัวว่า มาตรา 112 แบบเดิม “ในทางหนึ่ง” อาจสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดีกว่าที่นิติราษฎร์เสนอเสียอีก !!??
3. แก้ปัญหา มาตรา 112 โดยไม่ต้องแก้ไข มาตรา 112 ได้หรือไม่ ?
ถึงจุดนี้ย่อมมีผู้แย้งว่าผมเหลวไหลเลอะเทอะ เพราะในความเป็นจริง การตีความบังคับใช้กฎหมาย มาตรา 112 ไม่เคยตีความตามเจตนารมณ์เช่นนั้น เพราะไม่ว่าใครจะพูดจาแตะต้องสถาบันไปทางใด ก็ถูกเหมารวมว่าเป็น “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” ตลอดมาและต้องดำเนินการโดยเด็ดขาดไปเสียหมด
ผมก็เพียงจะตอบว่า หากผู้ใดตอบผมเช่นนั้น ก็เท่ากับยอมรับตามที่ผมอธิบายแล้วว่า มาตรา 112 อยู่ในตำแหน่งแห่งที่ถูกต้องแล้ว เพียงแต่มีการตีความบังคับใช้ มาตรา 112 ที่ผิดเพี้ยน ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องจึงไม่ควรเป็นการย้ายตำแหน่งลักษณะความผิดตามที่นิติราษฎร์เสนอ แต่ควรเป็นการทำให้กฎหมายมีความชัดเจนมากขึ้นและตีความบังคับใช้ได้ถูกต้องตามเจตนารมณ์อย่างเคร่งครัด สอดคล้องกับทั้งสิทธิเสรีภาพของประชาชนและพันธกิจในทางการเมืองการปกครองของรัฐประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ผมจึงเสนอว่า เราสามารถแก้ปัญหา มาตรา 112 โดยไม่ต้องแก้ไข มาตรา 112 ก็ได้ โดยขอฝากแนวคิดเบื้องต้นดังนี้
ประการแรก ไม่ต้องไปยกเลิกหรือแตะต้อง มาตรา 112 ดังนั้น ผู้ใดที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันในลักษณะหรือด้วยเจตนาที่รุนแรงถึงขั้นกระทบต่อ “ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” ก็ย่อมต้องรับผิดตามกฎหมาย
ประการที่สอง แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา โดยเพิ่ม “มาตรา ๑๐๖/๑” ให้เป็นบททั่วไปที่คลุมลักษณะ “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” โดยบัญญัติว่า “การกระทำที่จะถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ได้ จะต้องกระทำในลักษณะหรือด้วยเจตนาที่รุนแรงถึงขั้นกระทบหรืออาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรเท่านั้น” ดังนั้น มาตรา ๑๐๖/๑ จึงไม่ได้เป็นการไปแก้ไข มาตรา 112 แต่เป็นการทำให้มาตรา 112 รวมถึงมาตราอื่นๆ ในลักษณะความผิดเดียวกัน เช่น เรื่องยุยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ตาม มาตรา 115 หรือเรื่องเผาธงตาม มาตรา 118 ต้องถูกบังคับใช้ตีความอย่างสมเหตุสมผล ส่วนการตีความบังคับใช้กฎหมายจะเป็นต่อไปอย่างไร ย่อมเป็นเรื่องที่นักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้พิพากษาตุลาการย่อมต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อวิชาชีพและประชาชน
ประการที่สาม เสนอให้รัฐสภาตรากฎหมาย อาจจะเรียกว่าให้ไพเราะว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พ.ศ. ...” โดยมีหลักการสำคัญ คือ
(1) บัญญัติรับรองคุ้มครองให้การแสดงออก ติชม แสดงความเห็นใดๆที่เกี่ยวกับประเด็นสาธารณะ ซึ่งไม่มีความอาฆาตมาดร้ายหรือปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย ได้รับการรับรองคุ้มครองว่าไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย หรือเหตุในการเสียประโยชน์ใดๆ ตามกฎหมายที่มีอยู่ และ
(2) กำหนดโทษสำหรับผู้ใดที่เจตนานำกฎหมายหรืออำนาจใดๆ เช่น มาตรา 112 หรือการใช้ดุลยพินิจโยกย้ายปูนรางวัลสารพัดมาใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานผู้อื่น
กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกี่ยวกับมาตรา 112 เท่านั้น แต่แผ่อานิสงค์ไปถึงการติชม วิพากษ์วิจารณ์สารพัดเรื่องที่ควรจะทำได้ตามครรลองประชาธิปไตย นักเรียนจะวิจารณ์ครูก็ไม่ต้องกลัวถูกหักคะแนนความประพฤติ เจ้าหน้าที่จะต่อว่าอธิบดีก็ไม่ต้องกลัวโดนปลด คือมีการคุ้มครองและเยียวยาให้ชัดเจนเป็นการทั่วไปโดยผลของกฎหมายเฉพาะที่คลุมกฎหมายอื่นทุกฉบับ เพื่อแก้ปัญหา chilling effect หรือความกลัวต่อกฎหมายหรือแรงในสังคม จนสุดท้ายก็จำใจ censor ตัวเอง
ที่สำคัญ หากประชาชนสามารถผลักดันให้หลักการดังกล่าวได้รับการรับรองอย่างชัดแจ้งไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มีสถานะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็ย่อมไม่เลวเช่นกัน
บทส่งท้าย
ข้อเสนอที่ผมเสนอมา บรรดานักการเมืองและบรรดาคนรักสถาบัน น่าจะยอมรับได้ เพราะไม่มีการแตะต้อง มาตรา 112 เพียงแต่ทำให้ผู้ใช้กฎหมายสามารถตีความและบังคับใช้ มาตรา 112 ได้ถูกต้องตามเจตนารมณ์มากขึ้นเท่านั้น ส่วนคนที่รัก ดร. สมศักดิ์ หาก ดร. สมศักดิ์ จะเมตตาผมหน่อย ก็น่าจะพอรับได้ เพราะเป็นการเลี่ยงการสร้างสถานะความคุ้มครองพิเศษเพิ่มไปจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน หนทางในการหาทางออกเรื่อง มาตรา 112 ร่วมกันของทุกฝ่าย หากจะให้มี ก็ยังคงมีอยู่
แต่ผมยังไม่แน่ใจว่าคนที่รักนิติราษฎร์คนอื่นนอกจากผม จะยอมรับได้หรือไม่ ก็จะขอส่งกำลังใจและรอฟังเสียงของนิติราษฎร์ ที่จะแถลงเปิดตัวคณะรณรงค์แก้ไข มาตรา 112 ในวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคมนี้ครับ.
---
ข้อมูลและความเห็นต่อนิติราษฎร์ ดูเพิ่มได้ที่ https://sites.google.com/site/verapat/justice
...............
(หมายเหตุ : คำถามถึงนิติราษฎร์: แก้ 112 โดยไม่แก้ 112 ได้หรือไม่ ? โดย 'วีรพัฒน์ ปริยวงศ์' นักกฎหมายอิสระ)



