ข่าว

10ขวบถูกยายล่ามเชือกกว่า5ปี

10ขวบถูกยายล่ามเชือกกว่า5ปี

13 ม.ค. 2555

สุดเวทนา! เด็กชายวัย 10 ขวบ ป่วยเป็นโรคดาวน์ซินโดรม ในอำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา ถูกยายวัย 78 ปี ตาบอดสนิทล่ามเชือกมานานกว่า 5 ปี ส่วนพ่อ-แม่เด็กแยกย้ายคนละทางหนีหาย สาเหตุที่ต้องล่ามไว้เพราะเด็กชอบหนีเที่ยว หวั่นถูกลักพาตัว บ.เจริญโภคภัณฑ์ฯ วอนผู้ใจบุญช่วย

            13 ม.ค.55 นางมะลิ จันทร์งาม อายุ 52 ปี ชาวบ้านคลองมะเดื่อ ต.ท่าเยี่ยม อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา และว่าที่ร้อยตรีสุรชัย อนุพงศ์ศิริกุล ผู้จัดการฝ่ายธุรการและประสานงานราชการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด ( มหาชน ) อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ได้เเจ้งกับผู้สื่อข่าวว่า ที่บ้านเลขที่ 34/2 บ้านคลองมะเดื่อ หมู่ที่ 2 ต.ท่าเยี่ยม อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา พบเด็กชายไกรวิทย์ พงษ์สา หรือน้องสมาน อายุ 10 ขวบ ซึ่งป่วยเป็นโรคดาวน์ซินโดรม พฤติกรรมชอบเดินเที่ยวเตร่ไปทั่วเดือดร้อนให้ยายน้อย พงษ์สา วัย 78 ปี ซึ่งตาบอดสนิท 2 ข้างมานานเกือบ 30 ปี เนื่องจากเป็นต้อหิน ต้องผูกเชือกล่ามขาไว้ตลอดในตอนกลางวัน เนื่องจากสามี คือ นายโสม พงษ์สา วัย 68 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลครอบครัวทั้งหมด ต้องออกไปเลี้ยงวัวตลอดทั้งวันหาเงินรายได้มาเลี้ยงครอบครัวไม่มีเวลาดูแล จึงเดินทางไปตรวจสอบพบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ ทราบภายหลังว่าเป็นบ้านที่ทาง บ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด ( มหาชน ) เพิ่งระดมเงินจากการบริจาคของทางพนักงานบริษัทฯ มาช่วยซ่อมสร้างให้ใหม่ตามโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งและผู้ยากไร้ ที่ทางบริษัทฯ จัดทำขึ้น ภายในบ้านพบนางน้อย กำลังใช้เชือกไนล่อนผู้ขาน้องสมาน ล่ามติดกับขาเตียง ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของผู้เป็นหลาน จึงเข้าไปสอบถามถึงสาเหตุ

            คุณยายน้อย เล่าว่า สาเหตุที่ต้องผูกเชือกล่ามขา น้องสมาน ผู้เป็นหลานแท้ๆ ไว้ก็เนื่องจากว่า น้องสมาน ป่วยเป็นโรคดาวน์ซินโดรม ไม่มีสติ ชอบเดินออกไปเที่ยวเตร่ตามลำพัง ตนเองไม่สามารถดูแลได้ เนื่องจากตาทั้ง 2 ข้างบอดสนิทจากการที่เป็นต้อหินมานานเกือบ 30 ปีแล้ว ลำพังภายในครอบครัวจะอยู่อาศัยกันทั้งหมดรวม 4 ชีวิต คือ นายโสม พงษ์สา อายุ 68 ปี สามี เป็นหัวหน้าครอบครัว ตนเอง และหลานชายอีก 2 คน คือ นายธวัชชัย พงษ์สา อายุ 17 ปี ที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางครันในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เนื่องจากไม่มีเงินที่จะส่งเสียให้เรียนต่อได้ จึงจำเป็นต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยครอบครัวรับจ้างหารายได้ไปวันๆ ส่วนอีกคนก็คือเด็กชายสมานที่ป่วยเป็นโรคดาวน์ชินโดรมที่ต้องใช้เชือกผูกขาเอาไว้อย่างที่เห็น

            ทั้งนี้ตนเองได้ตัดสินใจล่ามเด็กชายสมานไว้ภายในบ้านมานานกว่า 5 ปีแล้ว นับตั้งแต่ที่หลายชายเริ่มเดินได้ ตั้งแต่ประมาณอายุ 4 ขวบ เนื่องจากในช่วงกลางวันสามีของตนเองต้องพาวัวที่ได้รับการว่าจ้างให้เลี้ยงดูออกไปหากินหญ้าตามทุ่งนาของหมู่บ้านต่างๆ และก่อนหน้าที่จะล่ามเชือกหลานชาย หลานชายเคยเดินหนีออกไปเที่ยวไปทั่ว บางครั้งก็ไปไกลออกนอกพื้นที่หมู่บ้านหรือไปตำบลใกล้เคียงโดยที่ตนเองไม่รู้ตัวเนื่องจากตาทั้ง 2 ข้างบอดสนิท ต้องเดือดร้อนเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องติดตามตัวกลับมาส่งหลายสิบครั้ง ตนเองเกรงว่าหลานชายจะได้รับอันตรายทั้งจากอุบัติเหตุรถชน หรือแก๊งค์มิจฉาชีพลักพาตัวเด็ก ฯลฯ จึงตัดสินใจที่ใช้เชือกล่ามไว้ในตอนกลางวันยามที่สามีไม่ได้อยู่บ้านดูแลครอบครัว ส่วนหลานชายอีกคนก่อนหน้านั้นก็ต้องไปโรงเรียนและครั้นพอออกจากโรงเรียนมาก็ต้องออกไปทำงานหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัวไม่มีเวลาดูแลน้องให้เช่นเดียวกัน

            นางน้อย เล่าอีกว่า ตนเองและสามีมีบุตรธิดาร่วมกัน 4 คน เป็นหญิง 2 คน และชายอีก 2 คน บุตรสาว 2 คน และบุตรชายอีก 1 คนต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัวและแทบไม่เคยกลับมาเหลียวแลพ่อแม่ ส่วนบุตรชายคนเล็กอีก 1 คน คือนายสำรวย พงษ์สา อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นพ่อของหลายชายทั้ง 2 ก็แยกทางกับภรรยา  สะใภ้ของตนเองตั้งแต่เด็กชายสมานฯยังเล็กๆ ออกไปทำงานที่โรงงานปูนซีเมนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี นานๆครั้งจะมีโอกาสกลับมาเยี่ยมพ่อแม่และลูก จึงทำให้ภาระทั้งหมดต้องตกอยู่กับสามีของตนเองที่ต้องทำมาหาเลี้ยงทั้ง 4 ชีวิตเพียงลำพัง ทั้งนี้ความจริงแล้วตนเองไม่อยากที่จะใช้วิธีการล่ามหลานชายเลยแม้แต่น้อยแต่ด้วยความจำเป็นและเกรงว่าหลานชายจะได้รับอันตรายจึงจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ แม้ว่าจะสงสารและเวทนาอย่างไรก็ตาม แต่ในตอนเย็นเมื่อสามีกลับมาก็จะปล่อยให้เป็นอิสระทันที

            "อยากขอร้องให้หน่วยงานใดก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยมารับอุปการะหลานชายคนนี้ด้วย เพราะตอนนี้ตนเองก็แก่ชรามากแล้วไม่รู้จะอยู่ดูแลหลานได้นานเท่าใด อีกทั้งสภาพการดูแลทุกวันนี้ก็ทำร้ายจิตใจทั้งตนเองและครอบครัวรวมถึงตัวเด็กมากเกินจะรับไหวแล้ว" นางน้อย กล่าว

            ในขณะที่ นางมะลิ จันทร์งาม อายุ 52 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า ตนเองและคนในหมู่บ้านต้องทนเห็นสภาพอันน่าเวทนาของคุณยายที่ต้องล่ามหลานชายคนนี้มานานหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือได้อย่างไร ทำได้เพียงหยับยื่นข้าวปลาอาหาร และช่วยเหลือจุนเจือสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตตามที่พอจะช่วยได้เท่านั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยพบเห็นหน่วยงานใดมาให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง โดยเฉพาะทางอำเภอหรือผู้นำ อปท. ต่างๆก็ไม่เคยเข้ามาพูดคุยหาทางแก้ไขปัญหานี้ จึงอยากวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือคุณยายและหลานรวมถึงครอบครัวนี้อย่างเร่งด่วนด้วย

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้การให้ความช่วยเหลือ คุณยายน้อย  น้องสมาน  และครอบครัว มีเพียง บ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด ( มหาชน ) อำเภอโชคชัย ที่เข้ามาสร้างบ้านหลังใหม่ และนำข้าวสาอาหารแห่งและสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตบางส่วนมาช่วยเหลือบางครั้งบางคราวเท่านั้น โดยครอบครัวนี้มีเงินรายได้จากเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยยังชีพคนพิการทั้ง 3 คน รวมทั้งสิ้น 3,100 บาท และเงินค่าจ้างจากการเลี้ยงวัวประมาณเดือนละ 2,500 บาท นอกจากนี้ยังมีปัญหากรณีที่คุณยายน้อยฯ ได้ซื้อที่ดินที่ปลูกบ้านหลังนี้จำนวน 2 งานมาตั้งแต่ปี 2538 ที่ผ่านมาจากนายริน นาคกระโทก ในราคา 40,000 บาท แต่จนถึงทุกวันนี้นายรินฯ กลับยังไม่ยอมโอนที่ดินผืนนี้ให้ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันผืนดินแห่งนี้มีราคาพุ่งสูงกว่าเดิมมาก และทุกครั้งที่คุณยายน้อยฯ ถามไถ่ ก็จะถูกเจ้าของที่ดินเก่าบอกว่าจะคืนเงินให้แต่ไม่ยอมโอนที่ดินให้ตามข้อตกลง ในขณะที่หลักฐานการซื้อขายที่ดินก็หายไปแล้วเพราะดวงตาบอดสนิทมองไม่เห็นเลยไม่รู้ว่าเอกสารใดอยู่ที่ไหนหรือหายไปอย่างไร จึงอยากวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือในกรณีนี้ด้วยโดยเฉพาะทางจังหวัด

            หากผู้ใดมีจิตศรัทธาต้องการให้ความช่วยเหลือครอบครัวนี้ ติดต่อไปได้ที่ บ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด ( มหาชน ) อ.โชคชัย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 044-202333  หรือติดต่อโดยตรงที่ว่าที่ร้อยตรีสุรชัย อนุพงศ์ศิริกุล ผู้จัดการฝ่ายธุรการและประสานงานราชการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด ( มหาชน ) ที่หมายเลขโทรศัพท์ 089-1268055