
เปิดแล้วรถไฟรางคู่
รมช.กระทรวงคมนาคม ควง ผู้ว่าการรถไฟฯ เปิดตัวรถไฟระบบรางคู่ ประเดิมสายแรก แปดริ้ว-แหลมฉบัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ม.ค. 55 พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม พร้อมด้วย นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และคณะได้เดินทางมาเปิดตัวรถไฟรางคู่ สายฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง อย่างเป็นทางการ โดยมีนายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยข้าราชการในพื้นที่เดินทางมาคอยต้อนรับ จากนั้นได้โชว์ระบบการขนส่งผู้โดยสารในอนาคตที่จะดูแลให้ครอบคลุมถึงคนพิการด้วย และถือเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้
ก่อนที่ขบวนรถเที่ยวพิเศษ คันสีม่วงเกือบทั้งขบวนจะออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟแปดริ้ว ซึ่งอยู่ถัดไปจากสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา ประมาณ 3 กม.เศษ ที่ด้านหลังตลาดสดบ่อบัว จากนั้นจึงเดินทางกลับไป ซึ่งระหว่างการเดินทางมาเปิดเส้นทางรถไฟรางคู่สายตะวันออกนั้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ถึงการขนส่งสินค้าผ่านขบวนรถไฟในระบบรางคู่นั้นว่า ทางรถไฟรางคู่จากฉะเชิงเทราไปถึงยังท่าเรือแหลมฉบังได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยความจำเป็นนั้นก็เพื่อขนถ่ายสินค้าภายในประเทศ จากทางภาคอีสานและภาคเหนือไปออกสู่ทะเลที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่ผ่านมามีเพียงรางเดียวนั้นไม่เพียงพอและล่าช้าเมื่อรถสวนกันก็จะต้องรอหลีกทาง เดิมนั้นเคยขนสินค้าได้เพียงปีละ 4 แสนตู้หลังเปิดเส้นทางแล้วจะขนได้มากขึ้นถึง 8 แสนตู้เป็นอย่างน้อย ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังนั้นมีสินค้าล้นท่าเรือถึงปีละ 1.2 ล้านตู้ และยังต้องใช้การขนถ่ายทางรถยนต์ในส่วนที่เหลืออีก 4 แสนตู้ ควบคู่ไปด้วย
ขณะที่การเจริญเติบโตนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดิมท่าเรือแหลมฉบังนั้นมี 2 เฟส ขณะนี้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องขยายไปถึงเฟส 3-4 ซึ่งการขนถ่ายสินค้าก็จะมีเพิ่มขึ้นไปอีกมาก จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างทางรถไฟ และสร้างคลังสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วยและต้องทำต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ในอนาคตก็จะต้องเร่งสร้างขยายทางรถไฟรางคู่จากฉะเชิงเทรา (คลอง 19) ไปถึงยัง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยเชื่อมกันที่สถานีภาชีอีกเส้นทางหนึ่งด้วย เพื่อเป็นการขยายการขนส่งสินค้าไปยังภาคเหนือและภาคอีสาน จึงจะครบวงจรก่อนที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูงอีกต่อไป ซึ่งต้องขยายต่อไปอีกมากเพื่อให้ทันกับเศรษฐกิจโลก และผลผลิตของประเทศ ทั้งการนำเข้าและส่งออก
พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าวขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเพิ่มเติมอีกว่า จะมีการสนับสนุนหรือส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้ามาใช้บริการ ในการขนถ่ายสินค้าขนส่งระบบรางอย่างไรบ้าง ซึ่ง พล.ต.ท.ชัจจ์ ยังได้กล่าวถึงตัวเลขการขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตเท่านั้นโดยไม่ได้ชี้ชัดว่าจะมีสถานีขนถ่ายสินค้ารายทางตามสถานีต่าง ๆ หรือจุดเชื่อมต่อขึ้นลงสินค้าในรูปแบบของคลังสินค้าในพื้นที่แต่อย่างใด แต่ส่วนหนึ่งที่จะเป็นผลดีต่อประชาชน ผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการนั้น คือจะได้ค่าโดยสารที่ถูกลง และเวลาที่แน่นอนมากขึ้น พร้อมระบุว่าการขนส่งทางรางนั้นราคาถูกใช้น้ำมันน้อยและไม่เป็นมลภาวะจากการปล่อยไอเสีย



