ข่าว

โฆษกรบ.แจงเงินเยียวยาให้ทุกฝ่าย

โฆษกรบ.แจงเงินเยียวยาให้ทุกฝ่าย

11 ม.ค. 2555

โฆษกรัฐบาลชี้แจงเยียวยาทุกฝ่าย อ้างเหตุจะช่วยให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติได้ พร้อมยันรบ.สนับสนุนคอป. ดำเนินการอย่างเป็นอิสระและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย "อภิสิทธิ์" ระบุต้องดูให้รอบคอบ เตือนระวังจะ

                     11ม.ค.2555  ผู้สื่อข่าวรายงานว่านางฐิติมา ฉายแสง  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้ส่งอีเมลถึงสื่อมวลชนถึงข้อเสนอของคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ว่า   จากนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 54 นั้น ประเด็นหนึ่งที่ถือว่าสำคัญอย่างเร่งด่วนที่ต้องทำในปีแรกคือ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย

                     นางฐิติมา กล่าวว่า  ดังนั้น การที่ครม.ได้เห็นชอบในแนวทางของ ปคอป. ที่ได้เสนอทั้งกรอบช่วงเวลาเหตุการณ์ที่เกิดความรุนแรงคือตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 เป็นต้นมา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 และกรอบอัตราเงินช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม เจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อมวลชน และภาคเอกชนตลอดจนครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ

                     นางฐิติมา กล่าวต่อว่า อาทิ เงินชดเชยกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ ได้รับรายละ 4.5 ล้านบาท กรณีบาดเจ็บสาหัส ได้รับร้อยละ 25 ของอัตรากรณีเสียชีวิต เป็นต้น ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการสร้างความปรองดองของคนในชาติ ที่รัฐตระหนักและรับรู้ถึงความเจ็บปวดสูญเสียของผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย

                     นางฐิติมา ยังกล่าวว่า   แนวทางของ ปคอป.ทั้งสองกรอบนี้ น่าจะประสบความสำเร็จในเรื่องการสร้างความปรองดอง เพราะหลักจิตวิทยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบย่อมรู้สึกถึงการได้รับความเป็นธรรม เพราะได้รับการเยียวยาความสูญเสีย ดังนั้นจิตใจพวกเขาก็คงจะทุเลาความเจ็บปวดที่ฝังแน่นอยู่ตลอดลงไปได้

                     นางฐิติมา กล่าวต่ออีกว่า   หลักการพิจารณาแนวทางของการกำหนดค่าชดเชยในครั้งนี้ ปคอป.ได้เสนอ ครม.ว่าการชดเชย เยียวยาและฟื้นฟูเป็นการคำนึงถึงทั้งทางการเงินและรูปแบบอื่น รวมถึงการสร้างโอกาสในการดำรงชีพและประกอบอาชีพ โดยเทียบเคียงให้มีมาตรฐานเป็นสากลกับการกำหนดค่าชดเชยของสหประชาชาติและประเทศที่มีการชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้เสียหาย

                     นางฐิติมา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามก็มีข้อห่วงใยในคณะรัฐมนตรีถามว่า ถ้ามีแนวทางให้เงินช่วยเหลือ เยียวยาเช่นนี้ ก็อาจจะมีบางคน บางกลุ่ม กล้าที่จะออกมาชุมนุมมากขึ้น เพราะหากเกิดความรุนแรงจนมีการบาดเจ็บล้มตาย ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือ ชดเชย ความเสียหายตามหลักเกณฑ์นี้ได้เช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรีก็ได้ตอบอย่างชัดเจนว่า "ไม่ได้ การฟื้นฟูเยียวยาครั้งนี้เป็นวาระพิเศษเท่านั้น ที่ทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์"

                     นางฐิติมา กล่าวต่อไปว่า  จากคำตอบที่ชัดเจนของนายกรัฐมนตรี คาดว่าคงไม่มีใครหวังประโยชน์จากการสร้างความรุนแรงทางการเมือง และเชื่อว่าแนวทางการยุติความขัดแย้งต่างๆในสังคมควรจะเป็นไปโดยสันติวิธีต่างหาก อย่าให้ต้องมาบาดเจ็บล้มตายกันอีกเลย อีกทั้งการทำงานของคณะต่างๆที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบและค้นหาความจริงจากกรณีความรุนแรงทางการเมืองก็ยังต้องดำเนินการต่อไป เพื่อคลี่คลายวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นนโยบายรัฐบาลจึงสนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ (คอป.)  ดำเนินการอย่างเป็นอิสระและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ รัฐบาลเองก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่ายด้วยเช่นกัน

 

"อภิสิทธิ์"เตือนระวังจะเป็นการเลือกปฎิบัติ

                     นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางบลูสกายชาแนล ถึงมติครม.ที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาให้ผู้ชุมนุมทางการเมืองว่า  ในหลักการที่มีการเสนอให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา กับผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่กระบวนการปรองดองนั้น ตนคิดว่าหลักคิดโดยภาพรวมมีปัญหา เพราะเมื่อได้ดูในรายละเอียดแล้ว พบว่าขอบเขตหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้จะต้องดูให้ดี ไม่เช่นนั้นจะสร้างความรู้สึกว่าเลือกปฏิบัติ

                     ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวอีกว่า  ขณะนี้มีการพูดถึงว่าความขัดแย้งหรือความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในทางการเมืองในปี 2548 แล้วไล่มาเป็นเหตุการณ์การเมือง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การชุมนุมของพันธมิตร นปช. ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า กรณีผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนปี 2548 เช่น พฤษภา 35 ตุลา 16 ตุลา 19 ซึ่งอย่ามองว่าเรื่องนี้จบไปแล้ว เพราะสมัยรัฐบาลที่แล้วยังมีการร้องว่าจะสามารถให้ความชดเชย เยียวยาเพิ่มเติมได้หรือไม่

                     หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า  กรณีที่สองคือเมื่อเกิดความรุนแรงเป็นประเด็นทางการเมืองหรือเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบาย แล้วเกิดปัญหาความขัดแย้งจนมีผู้สูญเสียจนต้องชดเชยเยียวยา ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาว่า กรณีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็ถือว่ามีผู้สูญเสีย มีเหยื่อผู้บริสุทธิ์มากมาย จะได้รับด้วยหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ชี้แจงต่อสภาฯ ว่าได้ด้วย แต่ในมติคณะรัฐมนตรีกลับไม่ปรากฏ แล้วยังมีกรณีฆ่าตัดตอนเรื่องยาเสพติด ซึ่งผู้ออกนโยบายในขณะนั้นต่อมายอมรับว่าเป็นการดำเนินการผิดพลาด แล้วคนเหล่านี้จะได้ค่าชดเชยเยียวยาด้วยหรือไม่”

                     นายอภิสิทธิ์  กล่าวถึงประเด็นของบรรดาผู้สูญเสีย บาดเจ็บ ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการไปร่วมชุมนุมเพื่อใช้สิทธิทางการเมือง และมีผู้ที่ไปกระทำความผิดและศาลพิพากษาแล้วว่าเป็นผู้ตั้งใจไปทำผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลจะจ่ายค่าชดเชยให้ด้วยนั้น ควรจะต้องดูหลักเกณฑ์ให้ดีก่อน เกรงว่าจะกลายเป็นการเพิ่มเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นมา

                     “เรามีกรณีของบุคคลที่ไปยิงอาร์พีจีที่วัดพระแก้วฯ  ตอนยิงอาร์พีจีทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ เราต้องจ่ายให้เขาด้วยใช่หรือไม่ ผมว่าอันนี้ผู้เสียภาษีอากรก็คงทำใจยากมาก ๆ กรณีที่ศาลพิพากษาแล้วว่าเป็นผู้ที่ตั้งใจไปทำผิดกฎหมาย แล้วเอาเงินภาษีอากรไปชดเชยให้กับเขา โดยสรุปแล้วยังต้องให้ผู้ที่จะบริหารเรื่องนี้ไปดูหลักเกณฑ์ให้ดีไม่เช่นนั้นแล้วอาจมีปฏิกิริยาจากกลุ่มคนอื่น ๆ หรือจากผู้เสียภาษีอากรทั้งหลาย แทนที่จะช่วยเรื่องการปรองดอง แต่กลายเป็นเพิ่มเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นมาอีก แต่ผมคิดว่ากรณีของผู้ที่โดนลูกหลง มาชุมนุมโดยไม่มีเจตนาทำผิดกฎหมาย คนเหล่านี้เมื่อเกิดความสูญเสียแล้วการที่เขาได้รับการเยียวยา ผมคิดว่าเป็นมาตรการที่ปฏิบัติกันในสากล แต่ถ้าจะเหมารวมหมดอันนี้อันตราย เพราะในบางเหตุการณ์ บางกรณีมีคนที่จงใจเข้ามาทำผิดกฎหมายก็มี” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                     ผู้นำฝ่ายค้านฯ  กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายวิจารณ์ข้อเสนอของ คอ.นธ.ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ตนยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องใด แต่เมื่ออยากมีโอกาสปรับปรุงรัฐธรรมนูญเพราะฉบับปี 50 เป็นฉบับที่เกิดในช่วงปฏิวัติรัฐประหาร และเป็นนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภาฯ ว่าจะมีการตั้ง ส.ส.ร. ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งก็เป็นแนวทางที่รับได้ เพียงแต่ขอดูกระบวนการต่าง ๆ ให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าเป็นการมีส่วนร่วมที่ไม่มีการเอนเอียงทางด้านการเมือง และเป็นการแก้ไขเพื่อให้ระบบดีขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคน หรือกลุ่มบุคคลใด

                     “ สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดข้อเสนอของ คอ.นธ.ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นว่าไม่เอา สสร. แต่ให้ตั้งคน 30 กว่าขึ้น ซึ่งให้เหตุผลว่าเร็ว และประหยัดเงิน ซึ่งผมก็ไม่เถียง ถ้าอย่างนั้นให้ผมทำคนเดียวก็ได้ วันเดียวก็เสร็จ ไม่ต้อง 7 วัน ผมก็มีความคิดของผม รัฐธรรมนูญหลายมาตราผมก็อ่านมาในฐานะนักการเมือง ผมก็ทำได้ภายในวันเดียว เร็วกว่าด้วย ใช้คนน้อยกว่าด้วย ไม่ต้องเสียเงินให้ผมด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้คงไม่ใช่ แต่จะต้องตั้งหลักให้ดี สมัยก่อนเวลาที่มีการเรียกร้องการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นจะชัดเจนมาก เช่นเรียกร้องว่านายกฯ มาจากการเลือกตั้ง เรียกร้องว่าเอาประธานสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้งมาเป็นประธานรัฐสภา กรณีอย่างนั้นก็ไม่ต้องไปทำ ส.ส.ร.หรือมอบหมายคนหนึ่งคนร่างก็ได้ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องเสียเวลา แต่วันนี้คนถามว่าจะแก้มาตราไหน ยังตอบไม่ตรงกันเลย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                     หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวต่อว่า  นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ใช่เรื่องทางเทคนิกให้คน 30 คนไปดู มันเป็นเรื่องที่ต้องมีการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม รับฟังความคิดเห็น มีการเลือกตั้งแทนเข้ามาร่าง หรืออาจมีประชามติ เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะแก้ในเรื่องไหนอย่างไร ทำไมเราต้องมาให้สิทธิ์ขาดกับคน 20-30 คนหรือว่าให้สภาฯ ตัดสินโดยลำพัง ก็ควรจะต้องมีการทำกระบวนการที่เรียกว่า สสร. ตนคิดว่าถ้าจะเดินต่อเรื่องนี้อยากให้รัฐบาลเอาให้ชัดไปเลยว่าเดินตามแนว สสร. ไม่ใช่เดินตาม คอ.นธ. และให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกันว่าจะเอา สสร.แบบไหนที่จะให้ประโยชน์สูงสุด