
การเมืองเรื่องพลังงาน
การเมืองเรื่องพลังงาน : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
บทเรียนจากเรื่องของม็อบแท็กซี่เพื่อก๊าซเอ็นจีวีที่ผ่านมา ทำให้ผมมานั่งคิดว่ามีเรื่องราวใกล้ตัวจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางการเมืองใหม่ที่เรียกว่า "การเมืองเรื่องพลังงาน"
แต่กลายเป็นว่าผมไม่ค่อยเห็นว่าสื่อจะสนใจเล่นเรื่องนี้กันมากนัก ส่วนใหญ่การนำเสนอข่าวจะเน้นหนักไปในเรื่องของความลำบากของผู้คนที่เกิดจากม็อบ แล้วก็เน้นเรื่องของการรายงานสภาพสังคมที่ได้รับผลกระทบจากม็อบมากกว่าการพิจารณาว่าม็อบนั้นเกิดจากอะไรในรายละเอียด
ผมอยากยกระดับเรื่องนี้ไปสู่การเชื่อมโยงให้เห็นว่า เรื่องราวรอบตัวเราที่เกี่ยวโยงกับเรื่องของพลังงานนั้นมีลักษณะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าเรื่องของแค่กลไกของราคาเท่านั้น ในแง่ที่ว่า เรื่องราวของพลังงานนั้นเกี่ยวเนื่องกับทางเลือกในการกำหนดการตัดสินใจสาธารณะ เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่มีชีวิตแตกต่างกัน และมีหน้าตักไม่เท่ากัน และเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเพื่อนบ้านเรา
อาทิ การแสวงหาพลังงานใหม่ๆ จากการมีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน และการต้องตระหนักถึงผลกระทบที่จะมีจากเพื่อนบ้านด้วย
หรือเรื่องน้ำท่วมที่ผ่านมานั้น ก็ไม่ใช่เรื่องของดินฟ้าอากาศอย่างเดียว แต่หมายถึงการจะต้องมาคิดว่า ตกลงจะเอาน้ำไว้ทำไฟฟ้า หรือเพาะปลูก หรือกันไม่ให้ท่วมเมือง
ปีที่แล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของปัญหาน้ำมันปาล์ม ว่าตกลงจะใช้ทำอะไร ระหว่างเชื้อเพลิง หรือการบริโภค ซึ่งเรื่องนี้ก็เชื่อมโยงกับเรื่องของอ้อยเช่นกัน (บางคนเริ่มวิตกว่าเราอาจจะมีพืชพลังงานมากขึ้น แต่เราไม่มีอะไรจะกิน)
ส่วนเงื่อนไขที่สอง ที่สำคัญก็คือ ในทางหนึ่งเราเห็นภาพว่า ปตท.จะต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็พบว่า ปตท.นั้นเป็นบริษัทที่มีภาพลักษณ์ของการเป็นบริษัทที่มีกำไรมหาศาล
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องกล่าวหา ปตท. เพราะคงมีความสลับซับซ้อนอยู่มาก แต่ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ก็คือ เราอาจจะประสบความสำเร็จในแง่ของการผลักดันให้ ปตท.เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในยุคหนึ่ง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ปตท.นั้นเดิมก็จะต้องดูแลประชาชนด้วย และลำพังกระทรวงพลังงานนั้นจะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งภาพลักษณ์ ปตท.ที่ออกไปในทางของความรับผิดชอบต่อสังคมในกิจกรรมสาธารณะประเภทปลูกป่าแก้น้ำท่วม ใส่ม็อกสวมเสื้อยืดนั้นเป็นสารัตถะที่แท้จริงของ ปตท.มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับเรื่องของปัญหาเรื่องก๊าซที่เราเจอปัญหากันอยู่ในวันนี้
ในอีกด้านหนึ่งส่วนของผู้ประกอบการการขนส่งเองนั้นก็เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของพลังงานไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะยิ่งเรื่องของแท็กซี่เนี่ย ก็ต้องเรียนกันตรงๆ ว่าจะม็อบอย่างเดียวก็ไม่ได้เช่นกัน อย่างกรณีที่ลุงคนหนึ่งเขาเล่าให้ผมฟังว่า ถ้าแท็กซี่ขึ้นราคาเขาก็จะเลิกขับ (เลิกขับก่อนผู้โดยสารเลิกนั่งเสียอีก)
หรือรุ่นน้องของผมก็เคยตั้งข้อสังเกตว่า รถแท็กซี่บ้านเรามีมากเกินไป ทำให้รถติดเหมือนกัน
หรือต้องลองมาคิดว่า สุดท้ายแล้ว เราจะหันกลับไปยุคที่เรียกแท็กซี่ยากกว่านี้แล้วต้องเจรจาต่อรองกันตลอดเวลา หรือจะอยู่ในยุคที่รถเยอะมากแต่เวลาฝนตกรถติดก็ไม่ยอมไปเหมือนกัน
เห็นใจกันทุกฝ่ายครับ และดีใจที่เรื่องราวสงบลงไปชั่วคราว ทั้งที่ก็ยังอดห่วงไม่ได้ว่า ระยะยาวแล้วเราจะมีนโยบายและการเมืองเรื่องพลังงานอย่างไรที่ซับซ้อนกว่าการม็อบหรือการยืนกรานว่าต้องเป็นไปตามกลไกตลาดครับผม



