
การแก้ไขหนี้ FIDF กับสถาบันคุ้มครองประชานิยม
ปิดประเด็น : การแก้ไขหนี้ FIDF กับสถาบันคุ้มครองประชานิยม โดย...นิตินัย ศิริสมรรถการ : [email protected]
เมื่อปี พ.ศ. 2542 ในฐานะข้าราชการกระทรวงการคลัง ผมได้ช่วยรัฐบาลประชาธิปัตย์ทำเรื่องการชดเชยความเสียหายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ในก้อนแรก 5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2545 ก่อนที่ผมจะออกจากกระทรวงการคลังไม่กี่ปี ก็ได้มีโอกาสช่วยรัฐบาลไทยรักไทยทำเรื่องการชดเชยความเสียหาย FIDF อีกรอบเป็นมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท รวม 2 รอบแล้ว การปิดสถาบันการเงินสมัยวิกฤติต้มยำกุ้ง FIDF รับความเสียหายรวม 1.4 ล้านล้านบาท
สุดท้าย ตอนปี 2545 เขาตกลงกันว่า จะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ จ่ายคืนต้นเงินกู้ ส่วนกระทรวงการคลังจะจ่ายดอกเบี้ย ปีละราว 5-6 หมื่นล้านบาท แผนในวันนั้นบอกว่า จะใช้หนี้ได้หมดภายใน 29 ปี ซึ่งก็หมายถึงปี 2574 หนี้จะหมดครับ จากวันนั้น ถึงวันนี้ เวลาก็ผ่านไปเกือบ 10 ปีพอดี ตอนนี้เรื่อง FIDF กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ระหว่างกระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติ ว่าใครจะรับผิดชอบความเสียหายดังกล่าวดี? ทำไมถึงต้องมาคุยกันอีกหรือครับ ... ก็คุยกันจบตั้งแต่เมื่อปี 2545 แล้วไม่ใช่หรือ?!!
ปัญหามันก็อยู่ตรงที่แบงก์ชาติมีหนี้จากการพยุงค่าเงินบาทไม่ได้จ่ายคืนเงินต้นตามแผนที่วางไว้ เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะแบงก์ชาติต้องมีหนี้สินบักโกรกจากการพยุงค่าเงินบาทมากถึงราว 2.6 ล้านล้านบาท (พ.ย. 2554) เลยทำให้กระทรวงการคลังต้องจ่ายดอกเบี้ยบักโกรกไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ก็พอนึกออกใช่ไหมครับ บักโกรก ทะเลาะกับ บักโกรก!!
สุดท้ายเห็นว่าเขาได้ทางออกกันแล้ว โดยให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ควักค่าธรรมเนียมที่เก็บจากสถาบันการเงิน 0.4% มาจ่ายดอกเบี้ย FIDF 3 หมื่นล้านบาท %!! ..อ้าว มาไงครับ สถาบันนี้?!! แม้ผมจะมีส่วนทำงานในช่วงชดเชยความเสียหาย FIDF แต่ผมไม่ได้มีโอกาสทำงานตอนตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากสมัยท่านนายกฯ สมัคร ทราบเรื่องสถาบัน ก็แต่ในหลักการว่า สถาบันนี้ตั้งขึ้นเพื่อไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย คือ สถาบันจะเก็บเงินจากแบงก์ 0.4% ของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก หากแบงก์ล้ม ก็จะมีเงินชดเชยให้ผู้ฝากตามอัตราที่กำหนด รัฐบาลไม่ต้องมารับผิดชอบให้เป็นบักโกรก 1 บักโกรก 2 เหมือนในอดีต
คราวนี้ เขาคุยกันแล้วว่า กระทรวงการคลัง ก็ไม่อยากรับภาระ แบงก์ชาติก็ไม่อยากรับภาระ เอาแบงก์ ไปรับภาระผ่านกลไกของสถาบันแล้วกัน... ถ้าผมเป็นสถาบันคงงงๆ ว่า ...อ้าว ไหนตอนตั้งจะให้ทำตัวเป็นวัคซีน ป้องกันความเสียหายในอนาคต นี่มาเอาเงินวัคซีนไป แล้วในอนาคตถ้าเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก จะทำอย่างไร... ลำพังกรรมเก่าในอดีตก็ยังไม่มีใครรับผิดชอบ แล้วถ้าเกิดเหตุวิกฤติต้มยำกุ้งซ้ำรอยอีกมิต้องมีบักโกรก 3 เพิ่มอีกคนหรือครับ
ตอนแรกผมก็พยายามทำความเข้าใจกับตรรกะของนโยบายนี้อยู่นะครับ สถาบันเขาต้องการให้ผู้ฝากรับผิดชอบเงินฝากตัวเอง โดยการซื้อประกัน (เงินฝาก) .. การเอาเงินประกันนี้ไปแก้ปัญหา FIDF ก็อาจเป็นการเช็กบิลย้อนหลัง ความเสียหายจากวิกฤติต้มยำกุ้งได้เกิดไปแล้ว ผู้ฝากเงินก็มาจ่ายประกันย้อนหลัง... แต่พออ่านในรายละเอียดนโยบาย มันไม่ใช่อย่างนั้นสิครับ เขาเอาเงินสถาบันไปจ่ายดอกเบี้ย ไม่ใช่จ่ายคืนต้น... ไม่ได้แก้สุขภาพของ FIDF ให้แข็งแรงขึ้นแต่อย่างใด...แต่กลับเป็นการเพิ่มความสุ่มเสี่ยงของระบบแบงก์ให้มากขึ้น ซึ่งหมายความว่า คนออมจะเสี่ยงมากขึ้นในอนาคต เพราะไปเอาเงินประกันเงินฝากที่จะเป็นวัคซีนเขามาใช้แล้ว... สรุป จะช่วยแก้ไขปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) หรือจะซ้ำเติมกันครับนี่??!!
สุดท้าย เขาจะทำกันไปทำไมครับ นโยบายนี้... ถึงคำถามนี้ ผมก็มานั่งนึกดูว่า ใครได้ประโยชน์... เอาเงินไปจ่ายดอกเบี้ย ผู้จ่ายดอกเบี้ยเดิม ซึ่งคือกระทรวงการคลังก็ต้องได้ประโยชน์จริงไหมครับ มีคนมาจ่ายดอกเบี้ย FIDF ให้ปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท รัฐบาลก็มีเงินไปใช้จ่ายได้เพิ่มอีกปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท... เออ... ก่อนหน้าที่ถามกันว่า นโยบายประชานิยมจะเอาเงินจากไหน ทีนี้ปิดประเด็นได้หรือยังครับ!!
................................................
(ปิดประเด็น : การแก้ไขหนี้ FIDF กับสถาบันคุ้มครองประชานิยม โดย...นิตินัย ศิริสมรรถการ : [email protected])



