
'ยงยุทธ'จ่อตั้งกก.เยียวยาเหยื่อม็อบ
'ยงยุทธ' ระบุเตรียมตั้ง กรรมการวางหลักเกณฑ์เยียวยาเหยื่อม็อบ ปฏิเสธทำเพื่อ 'ปูนบำเหน็จ' เสื้อแดง ป.ป.ช.จัดประชุมต้านทุจริต 'ยงยุทธ' ยัน รบ.จริงใจต้านคอร์รัปชั่นและทำเป็นนโยบายหลัก
11 ม.ค.55 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติเงินเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตตามที่คณะกรรมการประสานงานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)เสนอกรอบวงเงินไปแล้วว่า เรื่องนี้จะต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการมาขึ้นเพื่อวางหลักเกณฑ์การเยียวยา และรายละเอียดต่างๆ เพราะหลังจากนี้จะมีรายละเอียดขึ้นมาอีกมาก ส่วนจะมีใครเข้ามาเป็นประธานหรือดูแลในเรื่องอนุกรรมการนี้นั้นก็ต้องมีการประชุมกันอีกครั้ง และจะแถลงต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง โดยเบื้องต้นก็จะต้องดูว่าผู้เสียหายมีเท่าไหร่ ต้องรักษาในโรงพยาบาลนานแค่ไหน หรือเจ็บป่วยรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เรื่องนี้มีรายละเอียดมาก ส่วนที่ครม.อนุมัติไปเมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงหลักการเท่านั้น หลักเกณฑ์ต้องรอการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาก่อน และคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการตั้งอนุกรรมการชุดนี้ขึ้นมาพิจารณา
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีดังกล่าวมีผู้มองว่าเรื่องนี้เป็นการปูนบำเหน็จให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่ต่อสู้ให้กับพรรคเพื่อไทย นายยงยุทธกล่าวว่า ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะการเยียวยาครั้งนี้รวมทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกคนที่เสียหายก็ต้องได้รับการเยียวยาทั้งหมด
ปปช.จัดประชุมต้านทุจริต'ยงยุทธ'ยัน รบ.จริงใจต้านคอร์รัปชั่น
ศูนย์วิจัยเพื่อต่อต้านการทุจริต ป๋วย อึ้งภากรณ์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จัดการประชุมทางวิชาการด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 2 โดยมีนักวิชาการด้านการป้องกันปราบปรามการทุจริต จากหลายประเทศเข้าร่วมประชุม อาทิ ตัวแทนธนาคารโลก(Wolrd Bank) ทั้งนี้นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานป.ป.ช. กล่าวเปิดการประชุมว่า การประชุมดังกล่าวถือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละคน เพื่อนำมาสู่การต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยหัวข้อการประชุมมีที่มาจากการวิเคราะห์ที่มีเหตุมีผลจากงานวิจัยต่างๆ และความพยายามที่จะต่อต้านคอรัปชั่น ซึ่งในศักราชใหม่ป.ป.ช.ก็ตระหนักดีว่าการคอร์รัปชั่นเป็นการระบาดใหญ่ของสังคม โดยที่ประเทศไทยมีประสบการณ์จากเรื่องวินาศภัยและการเปลี่ยนสังคม ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีอยู่ทุกภาคส่วนในสังคม ซึ่งที่ผ่านมามีการรณรงค์ต่อสู้คอร์รัปชั่นมีควาใสำเร็จหรือไม่ ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าทำได้สำเร็จหรือไม่ ขณะที่โลกมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งไทยก็มีความภาคภูมิใจที่มีระบบการปกครองที่ดีขึ้นจากในอดีต แต่การปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่ได้นำมาสู่ความสำเร็จในการต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งหลายประเทศการบริหารจัดการภาคสาธารณะ หรือว่ามืออาชีพและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ยังมีการยึดติดตำแหน่งเพื่อรักษาประโยชน์ จนนำไปสู่การสูญเสียศีลธรรมและความซื่อสัตย์
“ป.ป.ช. มีความมุ่งมั่น ตั้งใจรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นในทุกระดับ รวมทั้งความพยายามทำงานสำคัญในระดับที่มีชีพขั้นสูง โดยไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง หลายกรณีเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับสูง ส่วนนักการเมืองจาก 2 พรรคใหญ่ก็พบว่ามีความผิด ซึ่งบางคดีก็เป็นที่น่าพอใจ ได้ทำการสอบสวนอย่างเข้มแข็ง และยอมรับว่า บทบาทของป.ป.ช.เป็นเรื่องยากและมีความท้าทาย ขณะที่สังคมก็จับตาตลอดเวลาก็ต้องทำให้มีความเชื่อถือให้ได้ ซึ่งป.ป.ช.จะรักษาความสัตย์ซื่อ และขอให้สังคมไว้ใจป.ป.ช.ด้วย ทั้งนี้ที่ผ่านมามีความโชคดีที่ภาคเอกชนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะนายดุสิต นันทนาคร อดีตประธานหอการค้าไทย ที่ต่อต้านการคอร์รัปชั่น โดยภาคเอกชนมีบทบาสำคัญต่อต้านคอร์รับชั่น และถือว่าประสบความสำเร็จในการร่วมมือกัน ต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวง” นายปานเทพ กล่าว
ด้านนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นตัวแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินัวตร นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมว่า ความพยายามต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่ผ่านมาโดยพิจารณาจากข้อมูล หลักฐานและงานวิจัยต่างๆนั้น ส่วนตัวเห็นว่าการต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ดำเนินการโดยปราศจากความลำเอียง จะเห็นได้จากการที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ตั้งคณะกรรมการป้องกันการคอร์รัปชั่นขึ้นมา ซึ่งตระหนักดีว่าการคอร์รัปชั่นเป็นภัยคุกคาม ที่ไม่ใช่เฉพาะต่อความมั่นคงของชาติเท่านั้น โดยการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ในปี 2015 อาเซียนจะเข้าสู่การเป็นอาเซียนอีโคโนมิค ทำให้เป็นเรื่องสำคัญว่ามาตรฐานสังคมและธรรมาภิบาลมีความสำคตัญที่สมาชิกอาเซียนจะนำไปปฏิบัติในทุกๆด้าน ซึ่งไม่สามารถไม่สามารถปล่อยให้มีการทำธุรกิจสีเทาได้
“รัฐบาลชุดนี้สัญญาว่าจะต่อต้านภัยคอร์รัปชั่นและมีความจริงใจที่จะให้ความร่วมมือเต็มที่จะให้ความร่วมมือกับป.ป.ช. นอกจากนี้รัฐบาลยังมีความตั้งใจในการนำมาซึ่งความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ทั้งเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน การเปิดเผยข้อมูล การร่วมมือกับภาคสังคม ภาคต่างประเทศ และกลุ่มวิชาชีพต่างๆ รัฐบาลนี้จะปฏิบัติตามพันธกรณีทั้งปวง ต่ออนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ขององค์การสหประชาชาติ(UN)” นายยงยุทธ กล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความเหมาะสม เพราะการต่อสู้คอร์รัปชั่นถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ประเทศไทยเป็นช่วงที่ผ่านการเมืองแบบสั่นคลอนมาแล้ว และขณะนี้ประเทศไทยก็เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูบูรณะ ที่จะต้องมีการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างมาก ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ขณะเดียวกันอีกไม่นานไทยก็จะเป็นประชาคมอาเซียน ก็ต้องปรับปรุงในการแข่งขันและปรับปรุงธรรมาภิบาลด้วย ซึ่งประเทศไทยมีความคืบหน้ามากในการต่อต้านคอร์รัปชั่น โยเฉพาะการแต่งตั้งป.ป.ช. รวมทั้งการออกกฎหมายองค์กรอิสระ และการให้สัตตยาบรรณอนุสัญญาต่อต้านการคอร์รัปชั่น ของยูเอ็น ซึ่งมองว่าประเทศไทยก็ยังต้องต่อสู้กับการคอร์รัปชั่นอยู่ เพราะยังเป็นปัญหาที่แพร่หลาย และเชื่อว่าปัญหาคอร์รัปชั่นเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก่อนหน้านี้ที่ที่ยอมรับการคอร์รัปชั่น แต่ก็มีประชาชนบางส่วนมุ่งหวังให้รัฐบาลกำจัดคอร์รัปชั่น ทำให้เห็นได้ว่ายังมีความขัดแย้งกันว่าสังคมพัฒนาไปในรูปแบบไหน
ทั้งนี้ตนได้แบ่งเรื่องการคอร์รัปชั่น ออกเป็น 4 ประเด็นประกอบด้วย 1.การคอร์รัปชั่นมีความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขั้น โดยเมื่อก่อนเป็นการติดสินบนซึ่งหน้า หรือการขโมยเงินของรัฐ แต่ในปัจจุบันมีรูปแบบซับซ้อนนับตั้งแต่กำหนดนโยบายจนไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นนโยบายในภาพรวม และขณะนี้ฝ่ายค้านกำลังจับตาเรื่องคูปองสินค้าช่วยเหลือประชาชนและนโยบายช่วยเหลือน้ำท่วม ซึ่งเห็นว่าขณะนี้ควรจัดลำดับเรื่องการออกแบบนโยบายว่าเปิดโอกาสให้มีการคอร์รัปชั่นได้อย่างไร โดยเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ และการกำหนดนโยบายจะต้องต่อต้านคอร์รัปชั่นได้ด้วย 2.ตนเห็นว่าขณะนี้ต้องไปไกลเกินกว่ามาตรการในระดับมหภาค ซึ่งในสังคมทุกระบบต้องวิเคราะห์กลไกว่าคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้อย่างไร รวมทั้งต้องทำการวิจัย ซึ่งตนก็ได้พูดคุยกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่มีความสามารถด้านการทำโพลล์สำรวจ ว่าการสำรวจในขณะนี้ต้องไปไกลเกินกว่าการถามประชาชนเรื่องคอร์รัปชั่น โดยมีความต้องการข้อมูลเชิงลึก ว่าการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็จะมีการกำหนดมาตรการได้แม่นยำมากขึ้น
3.การจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐ ที่พบการฮั้วในการประมูล รวมทั้งการกำหนดราคากลางที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้ประมูลสามารถฮั้วกันได้ ขณะเดียวกันบทบาทที่ปรึกษาโครงการการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ถือว่ามีเส้นสาย โยงใยให้ผู้เข้าร่วมประมูลได้ชนะการประมุลู ซึ่งถือว่ามีบทบาทที่จะกำหนดได้ว่าใครจะชนะการประมูล ทำให้เห็นชัดเจนว่าบทบาทของที่ปรึกษาโครงการ เป็นการเปิดโอกาศให้มีการคอร์รัปชั่นอย่างใหญ่หลวง ทั้งนี้ตนรู้สึกดีใจที่ป.ป.ช.เสนอคณะรัฐมนตรี เรื่องการเสนอราคากลางของภาครัฐ ที่จะลดโอกาสการคอร์รัปชั่นในการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐได้ และ 4.ความจำเป็นให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างแข็งขัน ซึ่งต้องมีการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริตให้มากขึ้นในทุกภาคส่วน ขณะเดียวกันถือว่าในอนาคตมีความท้าทายที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ตนมีความยินดีที่หอการค้าไทยได้ต่อต้านคอร์รัปชั่น และหวังว่าหอการค้าไทยจะร่วมกันกับหอการค้าต่างประเทศในการต่อต้านคอร์รัปชั่นด้วย



