
ปรับครม.ลุ้น'เต้น'ชิงนั่งรมต.สำนัก
คนเสื้อแดงรอเฮปรับครม. ลุ้น เต้น ปะทะ ปุ้ม ชิงนั่งรมต.สำนักนายกฯ เผยปัญหารบ. รมต.ไม่ติดดิน-กินเกาเหลา-นายกฯไม่เก่งการเมือง แฉครม.เทงบ 2 พันล้านอาจไม่พอเยียวยาเหยื่อม็อบปี 48 - 53 ระบุบาดเจ็บเล็กน้อย-บาดเจ็บทางจิตใจพิสูจน์ยาก
10 ม.ค. 2555แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า หากมีการปรับครม.จริงคีย์แมนคนสำคัญของคนเสื้อแดง อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็อาจจะได้มาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯแทนนางกฤษณา สีหลักษณ์ รมต.สำนักนายกฯคนปัจจุบัน แต่ต้องเป็นไปในกรณีที่มีปรับก่อนเม.ย. แต่หากปรับในช่วงกลางปีก็เป็นได้ว่าอาจจะเป็นนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ ซึ่งจะพ้นจากบ้านเลขที่ 111 กลับมานั่งในตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นมาแล้ว แต่เชื่อว่าการปรับครม.รอบนี้เสื้อแดงจะขึ้นมาแน่นอน
เผยปัญหารบ.“รมต.ไม่ติดดิน-กินเกาเหลา-นายกฯไม่เก่งการเมือง”
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลสะท้อนปัญหาในการทำงานของรัฐบาลนี้ว่า เป็นเพราะรัฐมนตรีแต่ละคนไม่พูดคุยกันและไม่ลงมาพบประชาชน อย่างเช่นเรื่องของม็อบแท็กซี่และรถบรรทุกที่มาชุมนุมค้านขึ้นราคาก๊าซ NGV ก็เพราะรัฐมนตรีไม่มาแก้ปัญหาไม่มาพบผู้ชุมนุม ทั้งที่กลุ่มสิบล้อและแท็กซี่เป็นคนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งในส่วนของสิบล้อก็เคยทำหน้าที่คนบล็อคตามจุดต่างๆของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และก่อนที่จะมีการชุมนุมทางพรรคเพื่อไทยก็ได้ส่งนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ไปประสานไว้แล้ว แต่ปรากฏว่านายพิชัย นริพทพันธ์ รมว.พลังงานก็ไม่เชื่อนายพร้อมพงศ์ แต่กลับไปเชื่อปลัดกระทรวงพลังงาน จึงชุมนุมกันเละอย่างที่เห็น ซึ่งในการประชุมครม.นายกรัฐมนตรี จึงแอบเหน็บว่าขอให้ครม.ทำงานอย่าให้ปัญหาลุกลามบานปลาย อย่าให้มีม็อบ ถ้ามีปัญหาก็ให้แก้ทันที
ส่วนอีกปัญหาคือเรื่องการออกร่างพระราชกำหนดเงินกู้ 4 ฉบับ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ก็ไม่คุยกันอีก ซึ่งการแถลงข่าวพร้อมกันภายหลังการประชุมครม.ก็เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะจับ 2 คนนี้มาเจอกันได้ เพราะนายกฯอยากเห็นภาพสองคนนี้อยู่ร่วมกัน แต่ทั้งนี้ปรากฏว่าก่อนการแถลงข่าวร่วมกันนายธีระชัยกลับหนีอออกจากทำเนียบรัฐบาลจนต้องให้ทีมงานโทรศัพท์ตามตัวกลับมาแถลงข่าวที่ทำเนียบพร้อมกับนายกิตติรัตน์
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า บางครั้งรัฐบาลก็พลาดเอง อย่างเรื่องข่าวของการแก้ไขรัฐธรรมนูญปรากฏว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่เก่งในเรื่องของการเมืองอยู่แล้ว ก็ให้สัมภาษณ์ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งความจริงก็ใช่ส่วนหนึ่งแต่นั่นก็เป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภาด้วยว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 1 ปี
แฉ2พันล้านอาจไม่พอเยียวยาเหยื่อม็อบปี48-53
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีการอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณจำนวน 2,000 ล้านบาท ในหลักการตามข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมให้การเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหายตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมือง ตามที่คณะกรรมการประสานงานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้าหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(ปคอป.) ที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานฯ เป็นผู้เสนอเรื่องเข้ามาให้ครม.พิจารณา
โดยจะเป็นการชดเชยเยียวยาครอบคลุมถึงทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 โดยครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม เจ้าหน้าที่รัฐ สื่อมวลชนและภาคเอกชน ตลอดจนครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ
“การชดเชยเยียวยาให้ครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม เจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อมวลชนและภาคเอกชนที่รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ทุกเหตุการณ์ ตั้งแต่เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับไล่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อช่วงประมาณปลายปี พ.ศ. 2548 เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เหตุการณ์การชุมนุมต่อต้านรัฐประหารของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อเดือนเมษายน 2552 จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2553”
สำหรับกรอบอัตราเงินช่วยเหลือชดเชย เยียวยาความเสียหายนั้น ได้เป็นเป็นระดับความสูญเสีย คือ 1.เงินชดเชยกรณีเสียชีวิต อัตรา 4.5 ล้านบาทต่อราย โดยเป็นการคำนวณตามฐานข้อมูลรายได้เฉลี่ยประจำต่อคนต่อเดือนตามสถิติรายได้ประชาชาติของประเทศไทย (GDP per capita) ของปี 2553 ซึ่งเท่ากับ 150,177 บาท โดยชดเชยค่าเสียโอกาสให้กับครอบครัวในอัตราเดียวกันเป็นเวลา 30 ปี
“ประมาณว่าผู้เสียชีวิตอายุเฉลี่ยที่ 35 ปี จะมีโอกาสทำงานจนถึงอายุ 65 ปี จึงเท่ากับขาดโอกาสทำงานไป 30 ปี”
2.เงินช่วยเหลือสำหรับค่าปลงศพอัตรา 2.5 แสนบาทต่อราย 3.เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ อัตราเท่ากับเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต(4.5ล้านบาท) 4.เงินชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะสำคัญประมาณ 3.6 ล้านบาทต่อราย สูญเสียอวัยวะไม่สำคัญ ประมาณ 1.8 ล้านบาทต่อราย 5.กรณีได้รับบาดเจ็บแต่สูญเสียอวัยวะ ซึ่งแบ่งเป็นบาดเจ็บสาหัสอัตราชดเชยประมาณ 1.125 ล้านบาท ได้รับบาดเจ็บไม่สาหัส อัตราชดเชยประมาณ 6.75 แสนบาท และได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย อัตราชดเชยประมาณ 2.25 แสนบาทต่อราย
6.เงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ในกรณีที่เสียชีวิตโดยได้เข้ารับการรักษาก่อนเสียชีวิต อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 2 แสนบาทต่อรายกรณีทุพพลภาพและสูญเสียอวัยวะสำคัญ อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย และเมื่อจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อรายต่อปี กรณีสูญเสียอวัยวะไม่สำคัญ อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และเมื่อจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อรายต่อปี กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย กรณีได้รับบาดเจ็บไม่สาหัส อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย กรณีได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย
7.การชดเชยเยียวยาผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ให้ได้รับเงินชดเชยในอัตราเท่ากับจำนวนระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัว โดยคำนวณตามฐานข้อมูลรายได้เฉลี่ยประจำต่อคนต่อเดือน ตามสถิติรายได้ประชาชาติของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2553 (150,177 บาทต่อปี) และกรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่ถูกควบคุมหรือคุมขังเกินกว่าระยะเวลาให้จำคุก ให้ได้รับเงินชดเชยในอัตราเท่ากับจำนวนระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวเกินกว่าระยะเวลาให้จำคุก โดยคำนวณตามฐานข้อมูลรายได้เฉลี่ยประจำต่อคนต่อเดือน ตามสถิติรายได้ประชาชาติของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2553 (150,177 บาทต่อปี)
8.การชดเชยเยียวยาความสูญเสียทางด้านจิตใจแบ่งเป็นกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ อัตรา 3 ล้านบาทต่อราย กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง และได้ถูกควบคุมหรือคุมขังก่อนศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษา เป็นระยะเวลาเกินกว่า 180 วัน อัตรา 1.5 ล้านบาทต่อราย เกินกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน อัตรา 7.5 แสนบาทต่อราย กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่ถูกควบคุมหรือคุมขังเกินกว่าระยะเวลาให้จำคุก เป็นระยะเวลาเกินกว่า 180 วัน อัตรา 1 ล้านบาทต่อราย เกินกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน อัตรา 5 แสนบาทต่อราย
ส่วนวิธีการดำเนินการต่อหลังจากครม.มีมตินั้น ให้คณะอนุกรรมการด้านการเยียวยาทางแพ่งและฟื้นฟูด้วยวิธีอื่นที่ ปคอป. แต่งตั้งเป็นผู้พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการชดเชยเยียวยา ทั้งทางการเงินและรูปแบบอื่น รวมถึงการสร้างโอกาสในการดำรงชีพและประกอบอาชีพตามปกติ ให้เหมาะสมและสอดคล้องตามกรอบอัตราเงินช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยาความเสียหาย โดยให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ และเป็นหน่วยเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับการดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟู ตามที่ ปคอป. เสนอ
โดยแหล่งข่าวในที่ประชุมครม.เปิดเผยว่า หากคิดเงินในกรณีที่เสียชีวิตก็เท่ากับว่าจะได้อัตราชดเชยของการเสียชีวิต 4.5 ล้านบาท ค่าปลงศพอีก 2.5 แสนบาท ค่ารักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิตอีก 2 แสนบาท เงินเยียวยาทางจิตใจอีก 3 ล้านบาท รวมแล้วกรณีเสียชีวิตจะได้เงินเยียวยาถึง 7.95 ล้านบาทตอราย แต่อย่างไรก็ตามข้อเสนอของปคอป. ดังกล่าวไม่มีการระบุว่าจะมีการส่งมอบเงินเมื่อไรและจำนวนผู้ได้รับประโยชน์จากการเยียวยามีจำนวนเท่าใด ซึ่งหลังจากครม.มีมติในส่วนของกรอบวงเงิน 2,000 ล้านบาทแล้วทางคณะอนุกรรมการที่มีสปน. และกระทรวงพัฒนาสังคมฯต้องประชุมวางกรอบการจ่ายเงินอีกครั้ง ซึ่งต้องมีการหารายชื่อของผู้ได้รับผลกระทบและต้องมีการตรวจพิสูจน์อีกด้วยในแต่ละเหตุการณ์ และในส่วนที่ยากอีกจุดคือในส่วนของบาดเจ็บเล็กน้อยที่แผลอาจหายแล้วก็พิสูจน์ได้ยากมาก ทั้งในส่วนของเงิน 2,000 ล้านบาทนั้นก็ให้สำนักงบประมาณไปหาว่าจะเอาเงินมาจากไหน และประเมินดูแล้ว 2,000 ล้านบาทก็ไม่น่าจะเพียงพอกับการชุมนุมที่สะสมมาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว
อดีตหน.การ์ดแดง ยิ้มหลังรบ.ยอมจ่ายเงินชดเชย
นายอารี ไกรนรา เลขานุการรมว.มหาดไทยและอดีตหัวหน้าการ์ดแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่า พอใจเกณฑ์การเยียวยาผู้เสียหาย และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ถึงเมษา-พฤษภาปี 2553 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้จ่ายเบื้องต้นรายละ 4.5 ล้านบาทและเมื่อรวมจำนวนเงินค่าทำศพ ค่ารักษาพยาบาล และการชดเชยเยียวยาความสูญเสียทางด้านจิตใจ รวมแล้วกว่า 7.9 ล้านบาท เนื่องจากก่อนหน้านี้ญาติผู้ชุมนุมนปช. ยังคงไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขดังกล่าวยังน้อยกว่าที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช.ได้เสนอไว้ที่จำนวน 10 ล้านบาท แต่ก็ถือว่ารัฐบาลนี้ได้ช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนที่เสียชีวิตจากการเรียกร้องประชาธิปไตยในระดับหนึ่งแล้ว
ส่วนที่ถูกวิจารณ์ว่าค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลอาจต้องจ่ายรวมทั้งหมด สูงสุดถึงรายละ 7.9 ล้านบาทนั้น นายอารีกล่าวว่า ถือว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับชีวิตคนหนึ่งคน ที่บางคนอาจจะเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือยังเป็นวัยทำงาน ซึ่งยังสามารถทำประโยชน์ได้มาก อีกทั้งการออกเกณฑ์เยียวยาดังกล่าวออกมา ยังเป็นบรรทัดฐานอีกว่า หากรัฐบาลในอนาคตออกมาใช้อาวุธออกมาเข่นฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยอีกครั้ง ประชาชนที่เสียชีวิตไป ก็จะได้เงินจำนวนนี้เช่นเดียวกัน
นายอารี ยังได้กล่าวถึงที่ตัวเลขการเยียวยาผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเงินช่วยเหลือเยียวยา กรณีทหารและข้าราชการเสียชีวิตในเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ถือเป็นคนละส่วนกัน เนื่องจากเมื่อทหารเสียชีวิต ระบบราชการได้มีการปูนบำเหน็จบำนาญพิเศษ รวมถึงมีค่าธรรมเนียมที่ช่วยเหลือตามระบบราชการเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว เมื่อทหารคนหนึ่งเสียชีวิตไป บุตร-ภรรยาก็ไม่ลำบาก เนื่องจากบุตรสามารถเข้าเรียนต่อได้โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ขณะที่ภรรยาก็ได้รับบำนาญตลอดชีวิต แต่ญาติกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นไม่ได้รับอะไรในลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาทั้งหมดแล้วยังไม่เท่าเทียมกัน ก็อยากให้รัฐบาลพิจารณาเพิ่มเติมในอนาคต



