
จิตวิญญาณของตำรวจกับความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ
จิตวิญญาณของตำรวจกับความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ : เลียบค่าย โดย คมพิทักษ์ราษฎร์
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 ว่าด้วยเรื่องความเสมอภาค อันเป็นหลักการพื้นฐานในการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีว่า
"บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
...การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง...สถานะของบุคคล...จะกระทำมิได้"
เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายจนถึงตาย : ฆ่าโดยเจตนาให้ตาย ปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกวัน ส่วนใหญ่เงียบหาย นั่นหมายความว่า ยังจับกุมไม่ได้ ก็สืบๆ กันไป ที่จับได้และตำรวจทำขึงขัง มักจะเป็นคดีที่ผู้เสียหายมีสถานะทางสังคมสูง คือพวกตระกูลเศรษฐีมีเงินถัง
แต่หากเป็นลูกหลานผู้ใช้แรงงาน ชาวไร่ ชาวนา หรือชนชั้นกลางที่ปากกัดตีนถีบ ก็เฝ้าแต่รอ ขอให้ตำรวจท่านว่างๆ หรือคนร้ายถึงคราวดวงจู๋ เดินมาชนตำรวจเอง ก็ถือว่าโชคดี ส่วนเรื่องทรัพย์ถูกประทุษร้ายนั้น อย่าได้หวังมาก
ข้อพิสูจน์ข้างต้น ดูได้จากสถิติคดีอาญา ประเภทปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ ว่าเกิดเท่าไหร่ จับได้เท่าใด ที่ทางตำรวจจัดทำไว้เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเร่งรัดผู้รับผิดชอบพื้นที่ ซึ่งผลสะท้อนกลับ พบว่าอยู่ในสภาพหูทวนลม, ดื้อตาใส อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ปรารภให้ฟังว่า นายตำรวจหนุ่มๆ สมัยนี้ ไม่ทราบว่าอบรมกันมาอย่างไร ไม่ค่อยรัก หรือสนใจงานในหน้าที่ ดังเช่นสมัยก่อนๆ ที่ทุ่มเททำงานแข่งกัน เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาสนใจ เมตตา สนับสนุนให้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง เพราะจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจถูกปลูกฝังมาอย่างเข้มข้น และยึดมั่นในความยุติธรรมสูง แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น
เมื่อดูเหตุผลของการเลื่อนตำแหน่งในระดับผู้บังคับบัญชา ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยสำคัญต่อความก้าวหน้าในอาชีพ คือ ระบบอุปถัมภ์บวกกับปัจจัยตัวเลขการนำเสนอ ทำให้ทราบว่า เชื้อร้ายได้ลามมาถึงระดับสารวัตรและรองสารวัตรแล้ว
เดี๋ยวนี้วิ่งกันตั้งแต่ระดับรองสารวัตรขึ้นไปจนถึงนายพล
จิตวิญญาณของความเป็นตำรวจสูญสิ้น ประชาชนผู้รับบริการ "ทางกฎหมาย" ย่อมยากลำบากที่จะเกิดความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ



