
พท.ไร้มติยื่นแก้รธน.ยังหนุนตั้ง'สสร.'
"พท." ไร้มติเสนอแก้รธน. เผยเสียงส่วนใหญ่หนุนแก้ ม.291 ตั้งส.ส.ร. ครม.เทงบ 2,000 ล้าน เยียวยาเหยื่อรุนแรงการเมือง จัดเต็มให้ผู้เสียชีวิตรายละ 7 ล้านเศษ รัฐบาลเพิ่มรายการช่อง 11 ช่วงไพร์มไทม์ เผย "ยิ่งลักษณ์" สั่ง "กิตติรัตน์-ธีระชัย" จูบปากนั่งแถลงข่าว
เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 10 ม.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุม ส.ส.ของพรรคว่า ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ที่ประชุมเห็นว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมตามนโยบายที่พรรคได้หาเสียงเอาไว้ แต่ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปเป็นมติ แต่เสียงส่วนใหญ่เห็นควรว่าต้องมีการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร.ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ ดังนั้น จะต้องมีการหารืออีกครั้งเพื่อให้ตกผลึก
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เมื่อใด นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ยังไม่มีข้อสรุป เพียงแต่เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะให้มีส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จังหวัดละ 1 คน ทั้งหมดจำนวน 77 คน ส่วนที่เหลือ จะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและภาคประชาชน ทั้งนี้ รัฐบาลได้แถลงว่าจะดำเนินการภายใน 1 ปี ดังนั้น ถือว่ายังมีเวลาที่จะดำเนินการ
ส่วนกรณีที่นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักยุติธรรมแห่งชาติหรือ คอ.นธ.ระบุการตั้งส.ส.ร.นั้นฝ่ายการเมืองสามารถเข้าไปแทรกแซงได้ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ต้องเคารพประชาชน เขาไม่ได้โง่ ระบอบประชาธิปไตยต้องฟังเสียงประชาชน ทั้งนี้ส่วนตัวแล้วมองว่าประชาชนควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่นักการเมืองนั้นต้องถอยออกมา การเลือก ส.ส.ร.ก็เหมือนการเลือกตั้งส.ส.ที่จะต้องมีการรับสมัคร ดังนั้นประชาชนก็จะเลือกโดยดูจากผู้ที่มีคุณวุฒิเป็นหลักเพราะรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด ดังนั้น ประชาชนต้องมีส่วนร่วม แม้ว่าแนวคิดข้อเสนอของ นายอุกฤษอาจจดีมากรวดเร็ว แต่ประชาชนจะไม่มีส่วนร่วม
ครม.เทงบ2,000ล้านเยียวยาเหยื่อรุนแรงการเมือง
นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า ครม.ได้พิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมให้การเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อ และผู้เสียหาย ตลอดจนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมือง ตามที่คณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมอิสระ ตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ในหลักการให้เสนอแนะมาตรการ กลไกและวิธีการเพื่อส่งเสริมการเยียวยา และฟื้นฟูเหยื่อ ผู้เสียหาย ตลอดจนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หรือความความขัดแย้งทุกฝ่าย โดยการชดเชย เยียวยาจะนับตั้งแต่เหตุการณ์รุนแรงตั้งแต่ช่วงก่อนการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 เป็นต้นมา จนกระทั่งเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค. 53 โดยครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม เจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อมวลชน และภาคเอกชน ตลอดจนครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ
นางฐิติมา กล่าวต่อว่า สำหรับการกำหนดกรอบอัตราเงินช่วยเหลือ เยียวยา ความเสียหาย ได้แก่ 1.เงินชดเชยกรณีการเสียชีวิต 4.5 ล้านบาท 2.เงินช่วยเหลือสำหรับค่าปลงศพ 2.5 แสนบาท/ราย 3.เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ อัตราเท่ากับเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (4.5 ล้านบาท/ราย) 4.เงินชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ แบ่งเป็น 4.1 สูญเสียอวัยวะสำคัญ อัตราร้อยละ 80 ของเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (3.6 ล้านบาท/ราย) 4.2 สูญเสียอวัยวะไม่สำคัญ อัตราร้อยละ 40 ของเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (1.8 ล้านบาท/ราย) 5.เงินชดเชยกรณีได้รับบาดเจ็บไม่สูญเสียอวัยวะ แบ่งเป็น 5.1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส อัตราร้อยละ 25 ของเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (1,125,000 บาท/ราย) 5.2 ได้รับบาดเจ็บไม่สาหัส อัตราร้อยละ 15 ของเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (675,000 บาท/ราย) 5.3 ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย อัตราร้อยละ 5 ของเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (225,000 บาท/ราย)
นางฐิติมา กล่าวต่อว่า 6.เงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล แบ่งเป็น 6.1 กรณีเสียชีวิต โดยได้เข้ารับการรักษาก่อนเสียชีวิต อัตราเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท/ราย 6.2 กรณีทุพพลภาพและสูญเสียอวัยวะสำคัญ อัตราเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท/ราย และเมื่อจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องจาก อัตราเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท/ราย/ปี 6.3 กรณีสูญเสียอวัยวะไม่สำคัญ อัตราเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ราย และเมื่อจำเป็นต้องเข้ารับการรักษ่ต่อเนื่อง อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาท/ราย/ปี 6.4 กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส อัตราเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท/ราย/ปี 6.5 กรณีได้รับบาดเจ็บ ไม่สาหัส อัตราเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท/ราย/ปี 6.6 กรณีได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย อัตราเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท/ราย/ปี
นางฐิติมา กล่าวต่อว่า 7.เงินชดเชยเยียวยาผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง แบ่งเป็น 7.1 กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ให้ได้รับเงินชดเชยในอัตราเท่ากับจำนวนระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัว โดยคำนวนตามฐานข้อมูลรายได้เฉลี่ยต่อคน ต่อเดือน ตามสถิติรายได้ประชาชาติของประเทศไทยปีพ.ศ.2553 (150,177 บาท/ปี) 7.2 กรณีศาลมีคำสั่ง/พิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่ถูกควบคุมหรือคุมขังเกินกว่าระยะเวลาให้จำคุก ให้ได้รับเงินชดเชยเท่ากับจำนวนระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวเกินกว่าระยะเวลาให้จำคุก โดยคำนวนตามฐานข้อมูลรายได้เฉลี่ยต่อคน ต่อเดือน ตามสถิติรายได้ประชาชาติของประเทศไทยปีพ.ศ.2553 (150,177 บาท/ปี) 8.เงินชดเชยเยียวยาความสูญเสียทางด้านจิตใจ แบ่งเป็น 8.1 กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ อัตรา 3 ล้านบาท/ราย 8.2 กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง และได้ถูกควบคุมหรือคุมขังก่อนศาลมีคำสั่ง/พิพากษาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 180 วัน อัตรา 1.5 ล้านบาท/ราย และเกินกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน อัตรา 750,000 บาท/ราย 8.3 กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่ถูกควบคุมหรือคุมขังเกินกว่าระยะเวลาให้จำคุก เป็นระยะเวลาเกินกว่า 180 วัน อัตรา 1 ล้านบาท/ราย และเกินกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน อัตรา 500,000 บาท/ราย
นางฐิติมากล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้ประมาณการวงเงินงบประมาณไว้จำนวน 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการชดเชยเยียวยาจะครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม เจ้าหน้าที่รัฐ สื่อมวลชน และภาคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนรแรงทางการเมืองทุกเหตุการณ์ ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อช่วงปลายปี 2548 จนถึงเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ทั้งนี้ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ และเป็นหน่วยเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับการดำเนินการเยียวยา ฟื้นฟู ตามที่ปคอป.เสนอ โดยนายกฯ ได้ระบุให้หลักเกณฑ์นี้เป็นวาระพิเศษ พร้อมทั้งให้ข้อสังเกตว่า โดยให้ปคอป.ไปดูผลกระทบข้างเคียงด้วยเพื่อความสมานฉันท์ปรองดอง ให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานปคอป.ไปดูผลกระทบเรื่องของร้านค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบด้วย
นายกฯสั่งเร่งทำแผนงบประมาณ 56
นางฐิติมา แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แจ้งให้ที่ประชุมครม. รับทราบว่า สำนักงบประมาณได้กระจายงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัย จำนวนกว่า 4 หมื่นล้านบาท จากงบทั้งหมด 6 หมื่นล้านบาท ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนแล้ว โดยสั่งการให้ทำแผนงานอย่างละเอียดในการดำเนินการ นอกจากนี้ยังมอบหมายให้สำนักงบประมาณสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งรายงานการใช้งบประมาณ และแผนการดำเนินการการช่วยเหลือกับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นๆภายในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ก่อนจะส่งมายังสำนักงบประมาณและสภาพัฒน์เพื่อรวบรวมรายละเอียดส่งให้ ครม.รับทราบอีกครั้ง ในวันที่ 25 ม.ค.
นางฐิติมากล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังสั่งให้เร่งจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2556 ให้แล้วเสร็จในเดือนก.ย. โดยให้หน่วยงานราชการจัดทำงบประมาณและส่งเรื่องมาภายในเดือนมี.ค. ก่อนจะส่งให้ ครม.พิจารณา ในช่วงปลายเดือนเม.ย.
ครม.วางเเผนประชุมครม.สัญจรรายเดือนในอีสาน-ใต้-กลาง
นางฐิติมา กล่าวถึงการประชุมครม.สัญจร ว่า ในวันที่ 14-15 ม.ค. จะจัดประชุมที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปในช่วงบ่ายของวันที่ 14 ม.ค. หลังร่วมงานวันเด็กแห่งชาติเสร็จสิ้น โดยจะเดินทางไปร่วมปลูกป่าที่จ.เชียงรายก่อนร่วมงานเลี้ยงกับครม.เเละสื่อมวลชนที่จ.เชียงใหม่
นางฐิติมา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีต้องการให้มีการประชุมครม.สัญจรเดือนละครั้งเพื่อให้รัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ด้วย ดังนั้นในวันที่ 20-21 ก.พ. จะมีการจัดประชุมที่ จ.ขอนแก่น วันที่ 19-20 มี.ค. จัดประชุมที่ภาคใต้ ส่วนจังหวัดที่จะจัดประชุมได้มอบหมายให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นผู้พิจารณาเลือกจังหวัด และ วันที่ 23-24 เม.ย. จะจัดประชุมที่ภาคกลาง โดยให้นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน เป็นผู้พิจารณาเลือกจังหวัด ซึ่งต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนด้วย
เผยนายกฯระบุอุทกภัยใต้เริ่มคลี่คลาย
นางฐิติมา แถลงภายหลังการประชุมครม. ว่า สำหรับสถานการณ์อุทกภัยนั้น มีการสรุปวันที่ 8 ม.ค.2555 ในภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.2554 - ปัจจุบัน ประสบภัย 8 จังหวัด ได้แก่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 7 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยอยู่ 1 จังหวัดคือ นครศรีธรรมราช ประสบภัย 15 อำเภอ ยังมีน้ำท่วมขัง 4 อำเภอ ได้แก่อำเภอเมือง อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ปากพนัง และอ.ชะอวด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์มีแนวโน้มลดลง คาดว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 2-3 วัน ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์น้ำฝนและน้ำท่าอย่างใกล้ชิด ได้แจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้รับทราบต่อการเตรียมการป้องกัน ขนย้ายสิ่งของขึ้นสู่ที่สูงได้ทัน ติดตั้งเครื่องสูบน้ำทั้งสิ้น 97 เครื่อง ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 18 เครื่อง ที่จ.นครศรีธรรมราช แล้ว
ประกาศ“ตรุษจีน”ให้เป็นวันหยุดราชการใน4จว.ชายแดนใต้
นางฐิติมา แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.ได้พิจารณาข้อเสนอของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กำหนดวันหยุดตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการประจำปี 2555 เพิ่มเติมให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล เพื่อให้พี่น้องคนไทยที่มีเชื้อสายจีนที่มีอยู่จำนวนหนึ่งได้มีวันหยุด
รัฐบาลเพิ่มรายการช่อง 11 ช่วงไพร์มไทม์
นางฐิติมา แถลงภายหลังการประชุมครม. ว่า สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยเพิ่มช่องทางในการสื่อสารกับประชาชน จากเดิมประชาชนที่ได้รับชมรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ทุกเช้าวันเสาร์ แต่ในปี 2555 นี้ ได้ผลิตรายการเพิ่มอีก 2 รายการคือ รายการ “คณะรัฐมนตรีเพื่อประชาชน” ซึ่งเป็นรายการที่จะนำเสนอมติครม.ที่เด่นประจำสัปดาห์ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในด้านต่างๆ ออกอากาศทุกวันอังคาร เวลา 20.30 - 21.30 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และ รายการ “เพื่อคนไทย” เป็นรายการที่นำเสนอเรื่องนโยบาย และผลการดำเนินงานของรัฐบาล ออกอากาศทุกวันพุธ เวลา 20.30 - 21.30 น.ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
ครม.ขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพ
นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีี เเถลงมติครม.ว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอดังนี้ 1. เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการเดินทางต่อไปตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2555 ตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี ตลอดจนขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายตามมาตรการฯ ระยะที่ 9 ตามหลักการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ดังนี้
(1) มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง - ดำเนินการผ่าน ขสมก. โดยรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายการจัดรถโดยสารประจำทางธรรมดาจำนวน 800 คันต่อวัน ใน 73 เส้นทาง ให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีวงเงิน 837.00 ล้านบาท
(2) มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 - ดำเนินการผ่าน รฟท. โดยรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายการจัดรถไฟชั้น 3 เชิงสังคม จำนวน 164 ขบวนต่อวัน และรถไฟชั้น 3 ระยะทางไกลในขบวนรถเชิงพาณิชย์จำนวน 8 ขบวนต่อวัน ให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในวงเงิน 340.00 ล้านบาท
ทั้งนี้ การชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการดังกล่าว ระหว่างวันที่ 16 มกราคม ถึงวันที่ 30 เมษายน 2555 ให้ ขสมก. และ รฟท. กู้เงินเพื่อชดเชยการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ และให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 เพื่อชดเชยให้แก่ ขสมก. และ รฟท. สำหรับการดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นลำดับแรก โดยในกรณีของ ขสมก. ที่ได้กำหนดให้ได้รับชดเชยค่าใช้จ่ายการดำเนินมาตรการตามต้นทุนที่แท้จริงนั้น ขสมก. จะต้องจัดให้มีการตรวจสอบจากผู้ประเมินอิสระ เพื่อให้การชดเชยมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้
2. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมศึกษาแนวทางการสนับสนุนมาตรการการลดค่าครองชีพด้านการเดินทางที่มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาก่อนสิ้นสุดระยะเวลาตามมาตรการฯ ระยะที่ 9 ต่อไป
เผย"ยิ่งลักษณ์"สั่ง"กิตติรัตน์-ธีระชัย"จูบปากนั่งแถลงข่าวร่วม
แหล่งข่าวจากที่ประชุมครม.แจ้งว่าในวาระการพิจารณาเรื่องพรก.สี่ฉบับ(กิตติรัตน์ และรมว.คลังแถลง) ซึ่งมีการเสนอเข้ามาเป็นวาระจรนั้น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ เป็นผู้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวเองทั้งหมดจนจบ โดยไม่มีรัฐมนตรีคนใดลุกขึ้นมาอภิปรายหรือโต้แย้ง และเมื่อการประชุม ครม.ใกล้เสร็จสิ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้สั่งการให้ นายกิตติรัตน์ และนายธีระชัย ไปร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชนด้วย
“กรณ์”อัดร.บ.ลักล่อหลังออกพรก.เงินกู้
นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในร่างพ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธปท. จำนวน1.1ล้านล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการกฤษฏีกา ยืนยันว่าไม่มีการโอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาทไปให้ธปท.รับผิดชอบ แต่ภาระหนี้ดังกล่าวยังอยู่ที่กระทรวงการคลัง ว่าตนรู้แปลกใจที่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา ซึ่งในวันนี้กลับมีการระบุว่าการชำระหนี้ทั้งเงินต้นแต่ดอกเบี้ยให้เป็นภาระของธปท.ไปกำหนดกรอบการชำระหนี้ ทำให้ตนเชื่อว่าเนื้อหาเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เคยคุยกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยแน่นอน และ นายประสารก็ยังไม่เคยเห็นร่างพ.ร.ก.ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในวันนี้ โดยถือว่าไม่ถูกต้องเพราะการจะออกกฏหมายที่ใช้อำนาจโดยฝ่ายบริหารไปบังคับให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไปปฏิบัติตามควรต้องมีการหารือกับผู้บริหารของหน่วยงานนั้น และรัฐบาลควรจะทำความกระจ่างให้สังคมว่าเหตุใดหนี้จึงถูกโอนไปให้ธปท.รับภาระแทนกระทรวงการคลัง และทำไมจึงไม่พูดความจริงต่อสาธารณะชนแต่แรกว่าจะทำเช่นนี้
“ผมคิดว่าการออกพรก.ฉบับนี้มีพฤติดรรมลับๆล่อๆไม่ต่างจากพ.ร.ก.พระราชทานอภัยโทษ ขณะนั้นหากสังคมไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านเราก็ยังไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น มาถึงพ.ร.ก.โอนหนี้ให้ธปท.เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ว่าธปท.ไม่เคยเห็นเนื้อหานี้ ยิ่งตอกย้ำความเป็นเผด็จการเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้อำนาจฝ่ายบริหารไปบังคับธนาคารกลางของประเทศ เพราะแม้จะรู้ว่าจะไม่มีการให้ธปท.พิมพ์ธนบัตรเพิ่ม หรือใช้เงินจากกองทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่ไม่มีการพูดให้ชัดเจนว่าแล้วธปท.จะเอารายได้จากไหนมาชำระหนี้เหล่านี้ ทางพรรคจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอย่างแน่นอนเพราะไม่ใช่เป็นเรื่องเร่งด่วน”
นอกจากนี้ นายกรณ์ กล่าวถึงเงื่อนไขในร่างพ.ร.ก.ที่กำหนดแหล่งที่มาของเงินที่ให้ธปท.นำมาชำระหนี้กองทุนฟื้นฟู โดยนำเงินจากกำไรจาก 3 แหล่ง คือกำไรของธปท. กำไรจากการบริหารเงินทุนสำรอง และให้เก็บค่าธรรมเนียมจากสถาบันการเงินเพิ่ม คำถามคือหากรวบรวมจากทั้ง3แหล่งนี้แล้วแต่ยังไม่พอในการชำระหนี้จะให้ธปท.ทำอย่างไร จะออกพันธบัตรไปเรื่อยๆหรือไม่ เพราะธปท.ไม่มีหน้าที่ออกพันธบัตร อีกทั้งหากจะให้ธปท.เข้าไปค้ำประกันพันธบัตรให้กองทุนฟื้นฟู คนที่ถือพันธบัตรรัฐบาลอยู่จะยินยอมหรือไม่



