
'ปชป.'จวก'รบ.'เตรียมออกพรก.การเงิน4ฉบับ
'ปชป.' จวกยับ 'รบ.' เตรียมออกพรก.ทางการเงิน 4 ฉบับ เล็งยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ด้าน 'ปธ.วิปฯค้าน' จี้ 'นายกฯ' ชัดเจน เรื่องแก้รธน. เตรียมตั้งกระทู้ถามสด 'พิชัย' ติงย้าย 'สภาฯ'
10 ม.ค.55 นายสรรเสริญ สมะลาภา ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วิปฝ่ายค้านมีความเป็นห่วงกับการออกพ.ร.ก.จำนวน 4 ฉบับด้วย 1.ร่าง พ.ร.ก. การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย 2.ร่าง พ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 3.5แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังประสบอุทกภัย 3.ร่าง พ.ร.ก. การจัดตั้งกองทุนประสบภัยให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนในประเทศ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท และ 4.ร่าง พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้ เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ช่วยเหลือกองทุนเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ... ที่มีสาระสำคัญในการโอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาทของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่กระทรวงการคลังรับภาระดอกเบี้ยไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับผิดชอบทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย หลักการสำคัญ คือ ต้องไม่ล้วงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และไม่บังคับให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิมพ์ธนบัตรออกมา ไม่ผลักภาระทางการเงินมาให้ประชาชน ซึ่งฝ่ายค้านไม่ไว้วางใจเพราะว่ามีการบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่สาเหตุที่ต้องออกพ.ร.ก.ดังกล่าวเพราะรัฐบาลใช้เงินจนหมดจนต้องให้หน่วยงานมาหาเงินให้แทน
นายสรรเสริญ กล่าวต่อว่า จากนี้ไปฝ่ายค้านจะขอดูเนื้อหาในร่างพ.ร.ก.ที่มีการกลั่นกรองสุดท้ายจากคณะรัฐมนตรีก่อนเพื่อมาพิจารณาว่าจะดำเนินการตรวจสอบอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะการดูว่าเนื้อหาของร่างกฎหมายมีลักษณะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 184 หรือไม่ที่บัญญัติว่าการออกพ.ร.ก.จะกระทำได้ต่อเมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งฝ่ายค้านมีความเห็นว่าเรื่องนี้ยังไม่มีความจำเป็นเพราะรายได้และการกู้เงินของรัฐบาลยังมีการดำเนินการได้อยู่ แต่ฝ่ายค้านเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 3.5แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังประสบอุทกภัย เพราะเป็นความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ ส่วนฉบับอื่นๆที่เราไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิ์ของเราที่จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความและหากในอนาคตมีคำวินิจฉัยว่าไม่เหมาะสมต้องถือเป็นความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี
'จุรินทร์' จี้ 'นายกฯ' ชัดเจนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวเรียกร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมา ว่า รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพเองหรือให้กลไกอื่น รวมทั้งแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะใช้รูปแบบไหนระหว่างสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือ คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมนิธิธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) และหากจะใช้แนวทางของคอ.นธ.ฝ่ายค้านมีความเป็นห่วงมากเพราะได้ศึกษาแล้วพบว่ามีความต้องการจะยกเลิกองค์กรอิสระและมาตรา 309 เพื่อเอื้อประโยชน์คนบางคน และการเสนอบุคคลผู้ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญก็เต็มไปด้วยพรรคการเมือง ประกอบกับขั้นตอนการดำเนินการเป็นไปอย่างรวบรัดเพื่อช่วยคนคนเดียวให้เร็วที่สุด เพราะการใช้ส.ส.ร.จะทำให้ล่าช้าแก่ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
'วิปฯค้าน'เตรียมตั้งกระทู้สด'พิชัย'
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ แถลงหลังการประชุมวิปฝ่านค้าน ว่า ที่ประชุมวิปฝ่ายค้านได้มีความเป็นห่วงความเดือดร้อนของประชาชนหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยมีสาเหตุจากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับแก้ไขปัญหาของคนคนเดียวมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้นโยบายที่รัฐบาลประกาศ เช่น การประกาศลดค่าครองชีพผ่านการยกเลิกกองทุนน้ำมันก็เป็นเพียงการโกหกประชาชน เพราะพบว่าค่าครองชีพยังสูงขึ้น กองทุนน้ำมันยังไม่ได้รับการยกเลิก ขณะที่ราคาก๊าซก็ประกาศขึ้น สวนทางกับราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เช่นเดียวกับการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่มีปัญหาอย่างการแจกคูปอง 2 พันบาทเพื่อนำไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความไม่โปร่งใส ซึ่งทั้งหมดนี้ฝ่ายค้านจะขอตั้งกระทู้ถามสดนายพิชัย นริพทะพันธุ์รมว.พลังงาน เพื่อให้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยขอให้นายพิชัย มาชี้แจงด้วยตัวเอง หลังจากก่อนหน้านี้ได้ขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามสดของฝ่ายค้านมาแล้วหลายครั้ง
'ฝ่ายค้าน'ติงย้าย'สภาฯ'
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ กล่าวแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดที่จะย้ายสถานที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่จากเกียกกายไปยังสถานที่อื่นในต่างจังหวัด ว่า ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบกันมาตลอดจนมีข้อสรุปว่าพื้นที่เกียกกายมีความเหมาะสมที่สุด หากย้ายไปถึงต่างจังหวัดจะทำให้มีปัญหาต่อการบริหารและประสานงานระหว่างราชการทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงต่างๆ ซึ่งทั่วไปควรให้รัฐสภาควรอยู่ในพื้นที่ละแวกใกล้เคียงกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จึงคิดว่าพื้นที่เดิมเหมาะสมที่สุดแล้ว และต้องเร่งดำเนินการให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนเพื่อความโปร่งใสเพราะ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงวางศิลาฤกษ์



