
'อุกฤษ'เดินหน้าเสนอตั้ง34อรหันต์
'อุกฤษ' แถลงเดินหน้าเสนอตั้ง 34 อรหันต์ ยกร่างแก้รธน.แทน อัดมี ส.ส.ร.ผลาญงบประมาณเกินเหตุ ยัน 'คอ.นธ.' ทำงานไม่มีใบสั่ง อภิสิทธิ์ย้ำเห็นด้วยตั้งสสร.3ดีกว่าข้อเสนอคอ.นธ.
10 ม.ค.55 ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ ( คอ.นธ.) แถลงข่าวถึงข้อเสนอแนะ คอ.นธ.ในการแก้ไขการบังคับใช้กฎหมายและแก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นธรรมว่า หลังจากที่ คอ.นธ. สรุปรายงานความคืบหน้าการทำงานของ คอ.นธ. รอบ 3 เดือน และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นหลักนิติธรรม 5 ประเด็นแล้ว วันนี้จะส่งรายงานให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีรับทราบและพิจารณา เช่น การบังคับใช้กฎหมายจราจร ที่เห็นสมควรให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกระเบียบปฏิบัติภายในเพิ่มเติม อาทิ กำหนดให้การออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับนั้น เจ้าพนักงานจะต้องไม่เรียกเก็บบอนุญาตไว้ก่อนและจะต้องไม่มีการยึดกุญแจรถ หรือการเปรียบเทียบค่าปรับในข้อหาความผิดเล็กน้อยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายผู้ใช้รถ ใช้ถนน ให้อยู่ที่ 100 บาท และข้อเสนอเกี่ยวกับสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาและจำเลย คอ.นธ. เห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรหาแนวทางบังคับใช้กฎหมายด้วยการยึดมั่นหลักความยุติธรรม เสมอภาค และควรใช้ดุลพินิจในกรอบของกฎหมายและหลักเมตตาธรรม
“ ปัญหาอยู่ที่ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหน หมดสมัยแล้วที่เราจะมานั่งให้ข้าราชการกดขี่ ข่มเหงประชาชน เราจะเสนอแนะให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมกับอดีตอัยการสูงสุดที่เป็น คอ.นธ. หาทางแก้ไขเรื่องหลักประกันที่สูง เรื่องเครื่องพันธนาการ ” ประธาน คอ.นธ. ระบุ
ส่วนปัญหาการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลายคนออกมาพูดเรื่องนี้ว่าแก้ไม่แก้ ซึ่งที่น่าห่วงคือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายท่าน บอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญแล้วเอามาตรา 112 เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกันเพราะ มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลย จึงทำให้ประชาชนเกิดความสับสนตนจึงอยากให้สื่อมวลชนช่วยกันตรวจสอบว่าผู้ให้ข่าวเหล่านั้นด้วยว่าได้อ่านหนังสือหรือไม่ ส่วนความเห็นของ คอ.นธ. เรื่องมาตรา 112 ที่จะเสนอรัฐบาล เห็นว่ายังไม่สมควรแก้ไข แต่การดำเนินคดีที่ทำอยู่ยังไม่รัดกุม โดยพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ออกมายิ่งทำให้ถูกการเมืองนำเอากฎหมายเหล่านี้มาใช้เล่นงาน จึงจะเสนอ ให้ สตช. ตั้งคณะที่ปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิทุกด้านที่มีความเป็นกลาง นับถือสถาบัน มีความรู้ลึกซึ้ง มาเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ สตช. เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นไปอย่างรอบคอบ
สำหรับข้อเสนอกระบวนการและขั้นตอนแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฯ คอ.นธ.เห็นควรการแก้รัฐธรรมนูญฯ ให้ดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์บทบัญญัติมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 ที่ไม่จำเป็นต้องแก้ มาตรา 291 เพื่อให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ชุดที่ 3 แต่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมา 34 คน จากนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถ ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฯ ให้เสร็จภายใน 60 วัน อย่างไรก็ดีไม่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญ จะมีคณะบุคคลใดดูแลการยกร่าง คอ.นธ. ยังมีเงื่อนไขด้วยว่า ขอให้มีการถ่ายทอดตลอดเวลาการประชุมเพื่อเป็นการให้การศึกษากับประชาชนในเบื้องต้นด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับไหน ดีไม่ดี อย่างไร ก่อนที่จะมีการตกผลึกเสนอร่างต่อสภา ขณะที่ส่วนของ คอ.นธ. เองจะยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับฉบับของรัฐบาลด้วย ซึ่ง คอ.นธ เห็นว่ารัฐธรมนูญควรแก้เป็นมาตรา เป็นจุดๆไป
ดร.อุกฤษ กล่าวอีกว่า การแก้รัฐธรรมนูญ ที่ไม่เห็นด้วยกับการให้มี ส.ส.ร. เหมือนปี 2539 นั้น เพราะ ส.ส.ร.ที่จะให้เลือกมาจาก 77 จังหวัดๆ ละ 1 คน นั้น อยากถามว่าประชากรในแต่ละจังหวัดเท่ากันหรือไม่ เช่น จ.ระนอง 2 แสนคน กทม.6 ล้านคน ถ้าให้มี ส.ส.ร. 1 คนจากจังหวัดก็จะขัดหลักความเสมอภาค ความเป็นธรรม ซึ่งนี่คือหน้าที่ของ คอ.นธ. นอกจากนี้ ถ้าจะให้มี ส.ส.ร. จะเลือกจากใคร จะให้คนที่มาแก้ไขไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญมาก่อนเลยก็ไม่ได้และในการเลือกจะมีการครอบงำหรือไม่ อีกทั้งเมื่อมี ส.ส.ร. ยังต้องมีการใช้งบประมาณ ในอดีต ส.ส.ร.มีการใช้งบเดินทางไปดูงานที่ต่างๆ มีความจำเป็นเพียงใด ซึ่งเคยมีการใช้งบดูงานต่างประเทศถึง 20 ล้านบาทแล้วกลับได้รัฐธรรมนูญที่ไม่เข้าหลักนิติธรรมเลยเป็นหัวมงกุท้ายมังกร
โดย ส.ส.ร.ชุดแรกมีการใช้งบ 1,000 ล้านบาทเอาไปใช้ส่วนใดบ้าง ถ้าจะให้มีการตั้งคณะบุคคล 34 คนดูแลยกร่างที่ คอ.นธ.เสนอตนพร้อมที่จะขอให้ทุกคนไม่รับเบี้ยประชุม ค่าตอบแทนที่จะดำเนินยกร่าง ก็จะประหยัดงบประมาณที่จะได้เอาไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมดีกว่า การแก้รัฐธรรมนูญที่ว่า คอ.นธ.ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพราะจะให้มีคณะบุคคล 34 คนแทน ส.ส.ร.นั้น คอ.นธ.ทำตาม รัฐธรรมนูญปี 50 ที่ว่าการเสนอแก้ รธน. มาจาก 3 ทาง คือ คณะรัฐมนตรี สภา และประชาชนลงชื่อ 50,000 คน อย่างไรก็ดีหาก คอ.นธ. รายงานข้อเสนอแนะไปแล้ว รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี จะพิจารณานำไปเป็นแนวปฏิบัติหรือไม่ คอ.นธ. ยังยืนยันที่จะทำหน้าที่ต่อไปซึ่งยังมีเรื่องปัญหาคอรัปชั่นที่เป็นเรื่องใหญ่จะต้องศึกษาแก้ไขอีก
โดย ดร.อุกฤษ ประธาน คอ.นธ. กล่าวยืนยันด้วยว่า การทำงานของ คอ.นธ. เป็นอิสระไม่ได้ขึ้นอยู่ในอำนาจของรัฐบาล ไม่มีการรับใบสั่งจากใคร หรือแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อเสนอของ คอ.นธ.เป็นเรื่องที่สุจริตใจมาก
“อภิสิทธิ์”ย้ำเห็นด้วยตั้งสสร.3ดีกว่าข้อเสนอคอ.นธ.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภาฯ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวเห็นด้วยกับการตั้งส.ส.ร.3 นั้น ตนเห็นว่าหากจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ก็ควรเปิดให้มีการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และเห็นว่าข้อเสนอส.ส.ร.มีความเหมาะสมกว่าข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักยุติธรรมแห่งชาติ(คอ.นธ.)ที่จะมีคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น ซึ่งแนวคิดของตนที่เสนอให้มีการเลือก ส.ส.ร.มาจังหวัดละ 2 คน ก่อนเลือกตั้งเหลือเพียง 1 คน เป็นเพียงตุ๊กตาที่ตั้งไว้และต้องหาแนวทางไม่ให้คนที่ได้รับการเลือกตั้งผูกผันกับพรรคการเมืองมากจนเกินไป และหากเป็นจังหวัดละ 1 คนก็จะมองออกว่าเป็นคนของพรรคการเมือง แต่หากหาวิธีที่กระจายเสียงออกไปได้เหมือนการเลือกตั้งส.ว.ในอดีต เพียงแต่เปลี่ยนอาจจะเป็นจังหวัดละ 2 คนก็เป็นเพียงแนวคิด ซึ่งตนได้นำเรื่องนี้เข้าหารือระหว่างร่วมรับประทานอาหารกับหัวหน้าพรรคการเมือง
"เป็นเรื่องที่อยากให้มีการหารือกัน ถ้ารัฐบาลอยากเดินหน้าเรื่องส.ส.ร.และบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปรองดองก็ควรเปิดโอกาสให้มีเวทีของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ(กมธ.ปรองดอง)ได้ฟังความเห็นของทุกฝ่ายก่อนจะกลับไปสรุปเอาเองว่า ส.ส.ร.จะเป็นรูปแบบใด เราต้องยอมรับว่า ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่เปิดโอกาสให้ฟังทุกฝ่ายจะเป็นความเสี่ยงก่อขนวนความขัดแย้งที่ไม่มีใครต้องการ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรอบเวลาการดำเนินการเสนอตั้งส.ส.ร.ในเดือน ก.พ.นั้น เห็นว่า ตนแปลกใจที่มีการขีดเส้นตายในเรื่องกรอบเวลา เพราะกมธ.ปรองดองได้ยืดเวลาทำงานออกไป โดยชี้แจงว่า จะระดมความคิดเห็นหาข้อยุติ รวมทั้งรับฟังข้อเสนอจากสถาบันพระปกเกล้า แต่เมื่อถึงเวลาเหตุใดรัฐบาลรวบรัดทำก่อนโดยไม่รอข้อยุติ ซึ่งถ้ารัฐบาลมีความจริงใจในการรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมก็ไม่ควรเร่งรัด ซึ่งการเริ่มต้นก็เริ่มรวบรัด มองว่าจะเป็นการเพิ่มความขัดแย้ง และจกลายเป็นการสร้างปมปัญหาใหม่ขึ้นมา เนื่องจากยังมีการหวาดระแวงกันอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณกำลังสับขาหลอกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีเป้าหมายแท้จริงเพื่อแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 309 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบ แต่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีวาระเป็นของตัวเอง แต่รัฐบาลจะวิ่งตามไม่ได้ เพราะมีหน้าที่บริหารประเทศและทำสิ่งที่ดีสำหรับส่วนรวม ถ้าไม่หันหกลับมาเรื่องนี้ก็จะมีโอกาสสูงเกิดความขัดแย้งขึ้น
นอกจากนี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวอีกว่า อยากให้นายกฯในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว เพราะหลายคนยังมีความกังวลว่าในปี 2555 จะมีความขัดแย้งสูง ซึ่งคนที่จะทำให้มีความขัดแย้งหรือไม่นั้นก็คือ ผู้ที่มีอำนาจหรือรัฐบาล
เมื่อถามว่า กรณีที่รัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเพื่อชดเชยเยียวยาให้กับผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียดและหลักเกณฑ์ว่าเป็นอย่างไร แต่เมื่อมีการอนุมัติเงินประเภทนี้ก็ต้องมีเหตุผลและหลักเกณฑ์รองรับ และเมื่อมีการอนุมัติก็จะเจาะจงเฉพาะเหตุการณ์ใดเหตุการณหนึ่งไม่ได้ แต่ก็ยังมีคำถามว่าจะสิ้นสุดที่จุดใด สำหรับจะรวมพื้นที่ภาคใต้ด้วยหรือไม่นั้น ตนก็ไม่แน่ใจ



