
แก๊งคอลเซ็นเตอร์พุ่งเป้าเหยื่อขรก.บำนาญ
'ปปง.'เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พุ่งเป้าเหยื่อเป็นขรก.บำนาญ เน้นกลุ่มครูอาจารย์ รายล่าสุดสูญเงินกว่า 26 ล้าน เผยเหยื่อโอนเงิน 269 ครั้งใน 10 วัน แถมเตรียมหลอกให้กู้เงิน จำนองบ้านมาโอนเพิ่ม ประสานกสทช.ตรวจสอบระบบสื่อสาร
10 ม.ค.55 พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง) แถลงข่าวถึงแก็งคอลล์เซ็นเตอร์แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทย เจ้าหน้าที่ป.ป.ง. และเจ้าหน้าที่สตง.โดยเฉพาะอ้างตนเองว่าเป็นเลขาธิการป.ป.ง.หลอกเหยื่อสูงอายุวัย 68 ปีให้โอนเงินเข้าบัญชีคนร้ายที่เปิดไว้รองรับเงินจากผู้เสียหายจำนวน 75 บัญชี 269 ครั้งจำนวน 26,750,185 บาท ตั้งแต่วันที่ 21-27 ธันวาคม 2554และ 4 มกราคม 2555 เป็นเวลาประมาณ 10 วัน ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมฝากเงินเข้าเครื่องรับฝากเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (CDM) ของธนาคารกสิกรไทย เข้าบัญชีคนร้ายซึ่งเป็นบัญชีของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งใช้นอมินีคนไทยเปิดบัญชีกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยคนร้ายทำให้เหยื่อหลงเชื่อด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างเป็นระบบเหมือนกับหน่วยงานราชการจริงๆ พูดจาน่าเชื่อถือหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการบำนาญ ครู อาจารย์ และเลือกคนสูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพังภายในบ้าน
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวอีกว่า วิธีการของคนร้ายจะนำข่าวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดจากหน้าหนังสือพิมพ์มาสวมข่าวและอ้างชื่อสวมรอยบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่น่าเชื่อถือ ให้เหยื่อหลงเชื่อว่า มีชื่อเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ทำให้เหยื่อตกใจกลัวและหลงเชื่อโอนเงินไปให้ตรวจสอบเพื่อความบริสุทธ์ใจในการเคลียร์บัญชีว่าไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงิน ทั้งนี้จากการรวบรวมพยานหลักฐานของเหยื่อรายนี้พบว่า การหลอกลวงได้เงินไปจำนวนมหาศาล และเป็นที่น่าสังเกตว่าคนร้ายมีเครือข่ายจำนวนมาก โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีรายชื่อและประวัติอยู่ในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังจับตามอง
โดยประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงคือ เรื่องการบล็อกระบบโทรศัพท์ของผู้เสียหายไม่ให้ติดต่อพูดคุยกับบุคคลอื่นได้ สามารถโทรออกและรับสายได้เฉพาะกลุ่มคนร้ายเท่านั้น จึงทำให้ผู้เสียหายตกอยู่ภายใต้ภาวะการถูกควบคุมเป็นเวลานานถึง 10 วัน ซึ่งปปง.จะประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) ให้ตรวจสอบระบบการสื่อสารว่า เหตุใดคนร้ายจึงเข้ามาแทรกแซงระบบการสื่อสารของประเทศ จนสามารถล็อกโทรศัพท์ของเหยื่อได้
เลขาธิการปปง. กล่าวด้วยว่า ปปง.ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังบธนาคารกสิกรไทยและกรุงเทพ ว่าเหตุใดการทำธุรกรรมเบิกถอนเงินจำนวนมากจึงไม่ถูกรายงานเข้ามายังปปง. ทั้งที่เป็นธุรกรรมการเงินที่ผิดปกติ สถาบันการเงินต้องทำหน้าที่รักษาทรัพย์สินให้กับลูกค้า แต่การที่ไม่ ตรวจสอบ ปล่อยให้เบิกถอนเงินในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทุกวัน แสดงให้เห็นถึงความบกพร่อง หากธนาคารรายงานให้ปปง.รับทราบโดยเร็ว จะสามารถอายัดเงินได้ทันท่วงที แต่กรณีที่เกิดขึ้นปปง.ทราบเรื่องช้าไป แม้จะสั่งอายัดบัญชีทั้ง 75 บัญชี แต่พบว่าบางบัญชีมียอดเงินคงเหลือศูนย์บาท บัญชีที่มีเงินคงเหลือมากที่สุดประมาณ 70,000 และ 90,000 บาทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปปง.ได้นำผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์แจ้งความไว้ที่กองบังคับการกองปราบปรามแล้ว
“ส่วนนอมินีที่รับจ้างเปิดบัญชีให้คนร้ายทั้ง 75 บัญชี จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ผมไม่เอาไว้ เพราะสร้างความเสียหายจำนวนมาก และจะต้องถูกยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดด้วย โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ระบาดอยู่มีประมาณ 4-5 กลุ่ม มีฐานปฏิบัติงานในต่างประเทศ และเชื่อว่าแก๊งนี้เป็นรายใหญ่เนื่องจากมีบัญชีเงินฝากกระจายอยู่ทั่วประเทศ”พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวและว่า สถิติผู้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งแต่ ม.ค. 54- ม.ค. 55 มีทั้งสิ้น 200 คดี ผู้เสียหายประมาณ 70 รายมูลค่าความเสียหาย 80 ล้านบาท เหยื่อรายนี้ยังถือว่าโชคดีที่เข้ามาทวงเงินคืนที่ปปง.เพราะคนร้ายยังหลอกลวงให้กู้เงินมาโอนอีก 2.5 ล้านบาท และให้นำบ้านไปจำนองเพื่อโอนเงินเพิ่มอีก
ด้านหญิงสูงวัยที่ตกเป็นเหยื่อ เปิดเผยว่า ไม่ทราบว่าถูกหลอก เพราะไม่เคยดูข่าว และคนร้ายมีวิธีการที่แยบยล หลอกลวงจนทำให้เชื่อถือ ครั้งแรกอ้างว่าตนติดหนี้บัตรเครดิต ต่อมาก็อ้างว่าถูกธนาคารแห่งประเทศไทย ปปง. สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ส.ต.ง.) ตรวจสอบ และสวมตัวเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอ้างเป็น พ.ต.อ.สีหนาท พร้อมระบุว่า จับกุมเครือข่ายยาเสพติดในภาคเหนือได้ โดยมีอดีตพนักงานของธนาคารกสิกรไทยที่ถูกไล่ออกเข้าไปเกี่ยวข้อง และยังบอกว่ามีชื่อของตนเองเข้าไปพัวพันกับแก๊งฟอกเงิน จึงทำให้รู้สึกตกใจ และคนร้ายยังบอกอีกว่าจะให้ความช่วยเหลือโดยของตรวจสอบเงินในบัญชีทั้งหมด ตนจึงไปถอนเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์มาทยอยโอนให้คนร้ายตามบัญชีที่คนร้ายอ้างว่า เป็นรหัสธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมารู้ภายหลังว่าเป็นเลขบัญชีของคนร้าย
“คนร้ายยังบอกกับฉันด้วยว่า วันหยุดราชการไม่มีเจ้าหน้าที่มาทำงาน ไม่ต้องโอนเงิน ฉันก็ยิ่งเชื่อไปใหญ่ รวมทั้งต้องการช่วยเหลือทางราชการปราบปรามจับกุมคนร้าย จึงให้ความร่วมมือด้วยดีมาตลอด เพราะคนร้ายอ้างว่าจะขอเหรียญเชิดชูเกียรติให้ โดยทุกครั้งที่คนร้ายสั่งให้ไปโอนเงินจะโทรศัพท์มาติดตาม พร้อมหลอกลวงว่ามีตำรวจลับคอยติดตามดูแลความปลอดภัยให้ การโอนเงินก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยจะดูแลให้ทั้งหมด พร้อมกำชับให้ฉีกรหัสและสลิปการโอนเงินทิ้ง และยังเปิดเบอร์โทรศัพท์มือถือให้ใช้เป็นเบอร์พิเศษ สามารถติดต่อกับคนร้ายตลอด 24 ช.ม.” เหยื่อสูงวัย กล่าว
ปปง.เตรียมตรวจสอบแบ๊งค์ของเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์
วันเดียวกัน ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรัตน์ รักษาราชการแทนเลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แถลงข่าวกรณีหญิงเกษียณอายุราชการ ที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างชื่อ และหน่วยงาน ปปง.หลอกโอนเงิน รวมมูลค่า 26,750,185 บาท
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีหญิงคนดังกล่าวได้มาขอพบเพื่อขอรับเงินที่โอนมาให้ตรวจสอบ หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทยมาแจ้งยอดหนี้บัตรเครดิตที่ใช้ จากนั้นมีเพื่อนร่วมแก๊งปลอมเป็น ร.ต.อ.ธเนศ โทรมาหาและหลอกลวงว่าหญิงดังกล่าวไปเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติดทางภาคเหนือเนื่องจากอดีตพนักงานธนาคารกสิกรไทยแอบอ้างเอาข้อมูลไปใช้ พร้อมขู่ให้เหยื่อตกใจกลัวว่าจะออกหมายฐานกระทำความผิดร่วมกัน จากนั้นได้ให้คนปลอมตัวเป็น พ.ต.อ.สีหนาท และแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินที่มีในบัญชีทั้งหมดเข้าบัญชีธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทำการตรวจสอบมิเช่นนั้นจะถูกอายัดเงินทั้งหมด เหยื่อจึงหลงเชื่อและโอนเงินสดทางเครื่องรับฝากเงินสดอิเล็กทรอนิคส์(CDM) ให้คนร้ายจำนวน 75 บัญชี รวมจำนวน 269 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 54- 4 ม.ค. 55 รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 26,750,185 บาท
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวอีกว่า ทั้งนี้พบว่าแก๊งคนร้ายเหล่านี้ทำเป็นขบวนการข้ามชาติ โดยแบ่งทีมปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่โทรมาหลอกล่อเหยื่อขณะอยู่คนเดียวจนหลงเชื่อ โดยเหยื่อรายนี้ยังอ้างว่าขณะที่แก๊งคนร้ายโทรเข้ามาไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อปรึกษาญาติได้คาดว่าจะถูกบล็อคสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งจะประสาน กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อสอบถามว่าแก๊งคนร้ายสามารถดำเนินการลักษณะเช่นนี้ได้หรือไม่ พร้อมหาแนวทางแก้ไข ส่วนบัญชีที่รับโอนเงินจำนวนนี้ทุกบัญชีจะดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีทุกบัญชี รวมทั้งหารือกับธนาคารต้นทางบัญชีที่ปกติต้องมีการตรวจสอบบัญชีที่มีความผิดปกติเหล่านี้ และแจ้งให้ทาง ปปง.ทราบ เพราะหากไม่ดำเนินการตรวจสอบก็จะถือว่ามีความผิด
(ภาพ : จากแฟ้มข่าว)



