ข่าว

นโยบาย'ไม้ปักเลน'เข็นม็อบปิดถนน

นโยบาย'ไม้ปักเลน'เข็นม็อบปิดถนน

10 ม.ค. 2555

นโยบาย'ไม้ปักขี้เลน'เข็น'ม็อบเอ็นจีวี'ปิดถนน : โต๊ะรายงานพิเศษ

              มติ ครม.เกี่ยวกับการปรับราคาค่าก๊าซธรรมชาติในภาคขนส่ง กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผู้ประกอบการรถบรรทุก และเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งอีกหลายองค์กร ตัดสินใจรวมตัวกันนำรถบรรทุก รถโดยสารร่วมประจำทาง และรถโดยสารขนาดเล็ก นับร้อยคัน มาจอดปิดกั้นถนนวิภาวดีรังสิตขาออก บริเวณด้านหน้ากระทรวงพลังงาน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว
 
              กลุ่มผู้ชุมนุมอ้างเหตุผลว่า นโยบายการขึ้นราคาค่าก๊าซของรัฐบาลครั้งนี้ จะเป็นตัวการสำคัญที่เร่งเร้าให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงเร็วขึ้น สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนทั้งประเทศ อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน เพราะก่อนหน้านี้เคยสนับสนุนให้ใช้พลังงานทางเลือก แต่ขณะนี้กลับบีบบังคับในทางอ้อมให้ผู้ประกอบการและประชาชนหันกลับไปใช้น้ำมันอีก
 
              "มาลิณี พูลศิริกุล" ที่ปรึกษาสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน ในฐานะผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ปรับราคาค่าก๊าซเอ็นจีวีจากกิโลกรัมละ 8.50 บาท เป็น 14.50 บาท และก๊าซแอลพีจีจากกิโลกรัมละ 11.50 บาท เป็น 16.30 บาท แสดงความไม่เห็นด้วยกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวอย่างยิ่ง รวมทั้งยังกล่าววิพากษ์วิจารณ์นโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลอย่างดุเดือด
 
              "หากย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อปี 2549 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนหันไปใช้พลังงานทางเลือกแทนน้ำมัน ทั้งเอ็นจีวีและแอลพีจี เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่มีการสนับสนุนให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งหันไปใช้ ซึ่งมีการอ้างว่าก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่ขุดหาได้ภายในประเทศใช้ได้อีกหลายสิบปีก็ไม่มีวันหมด" มาลิณีกล่าว
 
              นอกจากนี้ ยังมีนโยบายอีกหลายรูปแบบที่เป็นการชักจูงให้ผู้ประกอบการหันไปใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติแทนน้ำมัน หนึ่งในนั้นคือการให้เงินกู้ยืมแก่ผู้ประกอบการขนส่งเพื่อนำไปดัดแปลงปรับเปลี่ยนรถให้ใช้ก๊าซแทนน้ำมัน กระทรวงพลังงานจัดสรรงบประมาณมากว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนนโยบายการใช้พลังงานทางเลือกแทนน้ำมัน ซึ่งขณะนั้นมี ปตท.รับหน้าเสื่อในการให้เงินกู้ดังกล่าว
 
              "ตอนนี้ฉันยังเป็นหนี้เงินกู้ ปตท.จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนรถจากที่เคยใช้น้ำมันมาใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติ ฉันไปกู้เขามา 20 ล้านบาท เพื่อโมดิฟายด์รถโดยสารร่วม ขสมก. 50 คัน ให้เปลี่ยนจากการใช้น้ำมันดีเซลมาใช้ก๊าซแอลพีจี เพราะหลงเชื่อว่าราคาก๊าซถูก และในระยะยาวน่าจะคุ้มค่ากว่าการใช้น้ำมัน หนี้สินก้อนนี้ยังผ่อนไม่ทันหมด รัฐบาลชุดนี้มีที่มาที่เดียวกับรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมีนโยบายขึ้นราคาค่าก๊าซแบบพรวดพราดทีเดียวสองเท่าตัว ทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบแบบไม่ทันตั้งตัว" มาลิณีขยายความ
 
              มาลิณีบอกด้วยว่า ผู้ประกอบการขนส่งแทบทุกคนรู้สึกว่าถูกหลอก ถูกหักหลัง จากนโยบายที่ไม่คงเส้นคงวาของบรรดานักการเมือง และเห็นว่าการปรับราคาค่าก๊าซครั้งนี้ไม่มีความเป็นธรรม เป็นไปตามอำเภอใจของบรรดานักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง
 
              "ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะนโยบายแบบไม้หลักปักขี้เลนของรัฐบาล ไม่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร จะไปในทิศทางไหนแน่ ก่อนหน้านี้ก็สนับสนุนให้ใช้พลังงานอื่นทดแทนน้ำมัน มีการทำทุกทางเพื่อให้ประชาชนหันไปใช้ก๊าซธรรมชาติ แต่พอเวลาผ่านไปกลับเปลี่ยนนโยบายอีก แล้วปรับราคาค่าก๊าซขึ้นมาแบบสูงลิบราวกับต้องการบีบให้กลับไปใช้น้ำมันอีก จึงอยากถามรัฐบาลว่าตกลงจะเลือกในทิศทางใดกันแน่" มาลิณีกล่าว
 
              ส่วนข้ออ้างของรัฐบาลที่ว่า ปตท.ขาดทุนนั้น อยู่ไม่ได้หากไม่มีการขึ้นราคาค่าก๊าซนั้น "มาลิณี" เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง รัฐบาลกำลังโกหกประชาชนคำโต เพราะแต่ละปี ปตท.มีกำไรเป็นแสนล้าน ผู้ที่ได้ผลประโยชน์เป็นใครลองไปตรวจสอบดูผู้ถือหุ้นเป็นคนในตระกูลของนักการเมืองทั้งนั้น สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนหรือเพื่อใครกันแน่ สาเหตุของการขึ้นราคาค่าก๊าซครั้งนี้เป็นเพราะต้นทุนจากกระบวนการผลิตที่แท้จริง หรือต้นทุนแอบแฝงจากการขายกิจการของ ปตท.ให้บริษัทต่างประเทศหรือไม่
 
              ส่วน "มานพ ศรีโก่งธนู" ผู้ประกอบการรถขนส่งบริษัทแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี นำรถร่วมบริการขนส่งเข้าร่วมชุมนุมปิดถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อกดดันให้รัฐบาลทบทวนมติ ครม.ในการปรับราคาค่าก๊าซครั้งนี้ด้วย ยอมรับว่าเมื่อปี 2549 ต้องไปกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารพาณิชย์มาหลายล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์รถบรรทุกสิบล้อ และรถบรรทุกพ่วงกว่า 10 คัน จากที่เคยใช้น้ำมันดีเซลเป็นพลังงานมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีแทน เพราะเห็นว่ารัฐบาลมีนโยบายให้การสนับสนุนในการใช้พลังงานทดแทน โดยเชื่อว่าราคาค่าก๊าซจะไม่มีการปรับราคาชนิดก้าวกระโดดและไม่น่าจะมีราคาสูง เพราะสามารถขุดหาได้เองภายในประเทศ แต่ให้หลังไม่กี่ปีรัฐบาลชุดนี้ซึ่งมีที่มาที่เดียวกับรัฐบาลเมื่อปี 2549 กลับมีมติปรับราคาค่าก๊าซอย่างไม่เป็นธรรมจึงรับไม่ได้อย่างยิ่ง
 
              "ผมรู้สึกเหมือนถูกรัฐบาลหลอกให้เป็นหนี้ และเห็นว่าพฤติการณ์รัฐบาลเช่นนี้เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน วันหนึ่งอยากขายก๊าซก็บอกจะดีอย่างโน้นอย่างนี้ สนับสนุนมาก แต่มาวันนี้อยากได้เงินเพิ่มก็มาขึ้นราคาก๊าซตามใจชอบ ไม่เข้าใจว่าตกลงนโยบายด้านพลังงานของบ้านนี้เมืองนี้จะเดินไปทางไหนแน่" มานพกล่าว
 
              หากราคาค่าก๊าซปรับเปลี่ยนไปอยู่ในอัตราตามมติ ครม. "มานพ" เชื่อว่าผู้ประกอบการขนส่งจำนวนไม่น้อยคงหันกลับไปใช้น้ำมันดีเซลแน่ เพราะต้นทุนจะถูกกว่าการใช้ก๊าซ โดยเฉพาะค่าบำรุงรักษา เนื่องจากการใช้ก๊าซทำให้เครื่องยนต์อายุการใช้งานสั้นกว่าการใช้พลังงานน้ำมัน
 
              ขณะที่ "อ๊อด" พนักงานขับรถโดยสารร่วม ขสมก.สาย 44 นำรถมาร่วมชุมนุมประท้วงด้วย บอกทำนองเดียวกันว่า ผู้เดือดร้อนที่สุดในการปรับราคาค่าก๊าซครั้งนี้ คือประชาชนที่เป็นผู้บริโภค เพราะเมื่อราคาค่าก๊าซสูงขึ้น ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาค่าบริการ เมื่อต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ราคาค่าสินค้าก็แพงขึ้นตาม ผู้ประกอบการไม่เดือดร้อน เพราะขึ้นราคาค่าบริการและค่าสินค้ามาชดเชยราคาค่าก๊าซได้ ผู้เดือดร้อนคือประชาชนเพราะต้องบริโภคสินค้าและบริการในอัตราแพง วิธีการเช่นนี้เหมือนเป็นการเร่งเร้าให้ประเทศเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงเร็วขึ้น

.............

 (หมายเหตุ : นโยบาย'ไม้ปักขี้เลน'เข็น'ม็อบเอ็นจีวี'ปิดถนน : โต๊ะรายงานพิเศษ)