
เอกสิทธิ์เหนือชาวบ้าน
เอกสิทธิ์เหนือชาวบ้าน : เลียบค่าย โดย ชัยกร ใบเงิน
คดีฆ่านายอุดร ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร กำลังสะท้อนให้เห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเหนือกฎหมายมากกว่าประชาชนทั่วไป เนื่องเพราะผู้ถูกกล่าวหารายนี้คือนายครรชิต ทับสุวรรณ เป็น ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ มีการขอใช้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 ที่ระบุไว้ว่า ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขังหรือหมายเรียกตัว ส.ส.หรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทำการสอบสวน ในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นตกเป็นผู้ต้องหา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภา
ความจริงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็อย่างที่ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ สมาชิกวุฒิสภาบอกไว้ เพียงเพื่อไม่ให้สมาชิกผู้นั้นถูกกลั่นแกล้งจากฝ่ายบริหารในการเป็นปากเสียงแทนประชาชน
ไม่เกี่ยวกับคดีความทางอาญา
แต่เรื่องนี้เป็นคดีฆาตกรรม ส.ส.ครรชิต ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ไม่ได้หมายความว่ากระทำผิดจริง จนกว่าศาลจะพิพากษา แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวไปสอบสวนและขอพยานหลักฐานเป็นปืนขนาด.40 ที่เจ้าตัวครอบครองไว้พร้อมกับรถกระบะต้องสงสัย แต่นายครรชิตกลับไม่ยอมส่งมอบ แถมมีแกนนำพรรคออกมาระบุว่า ที่ไม่ส่งเพราะกลัวตำรวจจะเอาไปปรับเปลี่ยนแปลงหลักฐานว่าไปโน่น
เรื่องใหญ่ขนาดนี้ถามว่าใครกล้าตุกติก ถ้าตำรวจไปกลั่นแกล้งให้ได้รับโทษทางอาญา ก็มีโทษถูกไล่ออกแถมจะติดคุกเองด้วย ที่สำคัญคดีที่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องผู้รับผิดชอบคงไม่เสี่ยงเพราะหากฝ่ายผู้ต้องหาพลิกกลับมีอำนาจทางการเมือง รับรองตำรวจได้ตายหมู่
เชื่อเถอะไม่มีใครกล้าทำ แต่ต้องยอมรับตำรวจสามารถปั่นพยาน สร้างหลักฐานเท็จได้ แต่ส่วนใหญ่ใช้กับโจรที่เอาผิดยากหรือพวกมาเฟีย มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ คนในแวดวงรู้ดี
แต่คดีฆ่านักการเมืองใหญ่เมื่อสำนวนส่งถึงอัยการ ผ่านกระบวนการในชั้นศาล ถูกกลั่นกรองอีกหลายชั้น ผิดถูกศาลจะเป็นผู้ชี้ขาด หากหลักฐานไม่ชัด ถูกกลั่นแกล้งเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ไม่ติดคุก
เห็นนักการเมืองอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญตัวสั่น ก็น่าจะแก้ไขหรือเพิ่มเติมให้ชัดเลยว่า เอกสิทธิ์ในสภา คุ้มครอง ส.ส.ในลักษณะใดบ้าง ไม่ใช่ใครไปก่อคดีแล้วใช้สภาเป็นเกราะกำบัง !!



