ข่าว

'วุฒิสภา'นัดลงมติถอด'ภักดี'หลัง31ม.ค.นี้

'วุฒิสภา'นัดลงมติถอด'ภักดี'หลัง31ม.ค.นี้

09 ม.ค. 2555

'วุฒิสภา' นัดลงมติถอดถอน 'ภักดี' หลัง 31 ม.ค.นี้ หลัง 'พท.' ยื่นเรื่องให้พิจารณาเหตุขัดคุณสมบัติ เป็นประธานสอบทุจริต คดีจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของ สธ.

           9 ม.ค.55 ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เป็นประธานที่ประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วน กรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ ยื่นคำร้องให้วุฒิสภามีมติให้ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 248 หลังจากพบว่า นายภักดีนั้นกระทำการที่ขาดความเที่ยงธรรม จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ในการทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข

           โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการแถลงเปิดคำร้องของ น.อ.อนุดิษฐ์ ฐานะผู้ร้อง และการแถลงคัดค้านโต้แย้งคำเปิดคำร้องของนายภักดี ซึ่งน.อ.อนุดิษฐ แถลงเปิดคำร้องว่า ในกรณีดังกล่าวปรากฎเป็นพยานหลักฐาน ที่พิสูจน์ได้ว่านายภักดีได้ทำผิดกฎหมายชัดเจน ได้แก่ 1.นายภักดีมีพฤติกรรมขัดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) มาตรา 11 (3) ที่กำหนดให้ผู้ที่เป็นกรรมการ ป.ป.ช ต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดองค์กรธุรกิจ แต่ขณะนี้นั้นนายภักดีได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท ไทยวัฒนาฟาร์มาซูติคัล เด็กซ์โทรส จำกัด

           น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า แม้ว่าเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2549 นายภักดีจะลงประกาศในหนังสือพิมพ์เพื่อแสดงเจตนาลาออกจากการดำรงตำแหน่งแล้ว แต่ตามกฎหมายยังถือว่าไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะตาม พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายอาญาความเพ่งและพาณิชย์ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม วันที่ 15 ก.พ.2549 กำหนดไว้ว่าการลาออกจากบริษัท หรือองค์กรธุรกิจใจจำเป็นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงจะมีผลตามกฎหมาย นอกจากนั้นประกาศของ คปค. ฉบับที่ 19 เรื่องแต่งตั้งป.ป.ช. ได้ประกาศชัดเจนให้คณะป.ป.ช. ลาออกภายใน 15 วันหลังจากที่รับการแต่งตั้ง หากไม่ทำถือว่าให้พ้นจากตำแหน่ง

           น.อ.อนุดิษฐ์ แถลงต่อว่า 2. นายภักดี ฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตจัดซื้อคอมพิวเตอร์ กระทรวงสาธารณสุข จงใจฝ่าฝืน พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 46 ที่ระบุไม่ให้บุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหามาก่อนมาเป็นกรรมการไต่สวน กล่าวคือ นายภักดี เคยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด้านสนับสนุนบริการสุขภาพ ที่เป็นหน่วยงานจัดซื้อคอมพิวเตอร์ โดยนายภักดี มีหน้าที่จัดทำทีโออาร์ และรวมถึงเคยทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสอบสวนเรื่องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ด้วย และ 3.นายภักดี ปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา อาทิมาตรา 3 คือ การปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม , มาตรา 39 วรรคสอง ที่ระบุในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด, มาตรา 40 (3) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องรวดเร็ว และเป็นธรรม และ พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 46

           จากนั้นนายภักดี แถลงโต้แย้งว่าตลอดที่รับราชการมานานกว่า 32 ปี ตนไม่เคยถูกสอบสวนทางวินัย ซึ่งเป็นเครื่องที่ชี้ให้เห็นว่าตนปฏิบัติหน้าที่ในกรอบคุณธรรมและจริยธรรม และตนไม่มีพฤติกรรมใดๆ ตามที่ผู้ร้องกล่าวหา ขอแถลงโต้แย้ง สรุป 3 ประเด็นคือ 1. กรณีดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทไทยวัฒนาฯ ตนขอชี้แจงว่าได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว ต่อองค์กรเภสัชกรรม (อภ.) เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2549 และได้นำส่งเอกสารทางไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2549 และเหตุที่ต้องยื่นใบลาออกผ่านทาง อภ. เพราะตำแหน่งดังกล่าวนั้น เป็นการมอบหมายให้ตนเข้าไปดำรงตำแหน่ง โดยไม่มีการร้องขอ อย่างไรก็ตามนับจากที่ตนได้รับการแต่งตั้งจนถึงวันลาออก ตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมในบริษัทดังกล่าว เพราะทราบว่าบริษัทนั้นมีปัญหาด้านธุรกิจและภายหลังถูกฟ้องล้มละลาย

           “ ดังนั้นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวหาตนเป็นกรรมการบริษัทไทยวัฒนาฯ จึงไม่มีมูล ขอให้ส.ว.ได้พิจารณาด้วยความเป็นธรรมว่า หากท่านได้รับความไว้วางให้เป็น ส.ว.หรือตำแหน่งอื่นใดที่กฎหมายกำหนดว่าต้องลาออกจากบริษัทเอกสาร กรณีแสดงเจตนาลาออกไม่ว่าด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรแล้ว แต่บริษัทเอกชนนั้นกลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ และยังมีชื่อของท่านปรากฎอยู่ หาใช่เป็นความผิดของท่านหรือไม่ ผมก็เช่นเดียวกัน ผมได้ลาออกแล้ว แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ซึ่งในบริษัทดังกล่าวพบด้วยว่ามีกรรมการหลายคนได้ยื่นใบลาออก แต่ทางบริษัทไม่ได้สนใจเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียน ” นายภักดี ชี้แจง

           นายภักดี ชี้แจงต่อว่า 2. กรณีที่ผู้ร้องระบุว่า ตนรับเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนโดยไม่ชอบทากฎหมาย เพราะรู้เห็นกับเหตุการณ์ดังกล่าวมาก่อนนั้น เรื่องนี้ กรรมการป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ตนสอบสวนคดีทุจริตจัดซื้อคอมพิวเตอร์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ ปี 2550 ก่อนที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะร้องคัดค้าน แต่ภายหลังเมื่อคุณหญิงสุดารัตน์ ได้ยื่นร้องคัดค้านเมื่อช่วงกลางปี 2554 เพื่อความสบายใจ ป.ป.ช.จึงพิจารณาซ้ำ

           “ การทำหน้าที่พิจารณาไต่สวนคดีดังกล่าว ทางกฎหมายไม่ถือว่าผมมีส่วนรู้เห็น ตามนัยยะกฎหมายป.ป.ช. เพราะ 1. กรรมการป.ป.ช. ได้แบ่งหน้าที่และกำหนดขอบเขตรับผิดชอบงานของ ป.ป.ช.แต่ละคนไว้ล่วงหน้า และที่ผมได้รับภาระงานเรื่องนี้เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยววกับงานสาธารณสุข 2. ที่ระบุว่าผมเคยทำหน้าที่ประธานกรรมการไต่สวนการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นั้น เป็นสิ่งที่ตนขัดขืนไม่ได้ เนื่องจากเป็นการออกคำสั่งโดยผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ก่อนที่จะเริ่มสอบสวนในรายละเอียดผมได้ลาออกก่อน จึงมีเพียงการเข้าร่วมประชุม เพื่อรับทราบคำสั่งแต่งตั้งและการวางกรอบการสอบสวนเท่านั้น รวมระยะเวลาที่เกี่ยวข้องเพียง 1 เดือนเท่านั้น สำหรับที่ว่าผมเป็นคณะจัดทำร่างทีโออาร์ซื้อคอมพิวเตอร์ จึงเข้าข่ายรู้เห็นนั้น จากการพิจารณาของ ป.ป.ช.ชุดใหญ่จำนวน 3 ครั้ง แล้วพบว่าผมไม่ได้มีคุณสมบัติต้องห้าม” นายภักดี ชี้แจง

           นายภักดี ชี้แจงด้วยว่า หลังจากที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ยื่นเรื่องให้วุฒิสภา พิจารณากรณีของตนนั้น เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย ตนได้ถอนตัวออกจากคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าวแล้ว และแสดงเจตจำนง จะไม่เข้าร่วมประชุมดังกล่าวอีก ซึ่งที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช. จึงมีมติรับเรื่องไต่สวนแบบเต็มองค์คณะ และใช้ผลการไต่สวนของคณะอนุกรมการเป็นสำนวนหลัก อย่างไรก็ตามผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการ ไม่ถือว่ามีผลในการชี้นำผลการสอบสวนคดี

           นายภักดี ชี้แจงต่อว่า และ 3. กรณีกล่าวหาว่าการทำหน้าที่อนุกรรมกการไต่สวน ไม่เที่ยงธรรม โดยผู้ร้องอ้างจากคำในสำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนนั้น ถือว่าเข้าข่ายที่นำความลับทางราชการมาเปิดเผย และมีความผิดตามพ.ร.บ.ป.ป.ช.มาตรา 120 ที่ระบุว่าผู้ใดเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูล ที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ โดยมิได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการป.ป.ช. และมิใช่เป็นการกระทำตามหน้าที่ราชการหรือเพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบหรือไต่สวนข้อเท็จจริง หรือเพื่อประโยชน์ แก่ทางราชการหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะถือว่าเป็นความผิด ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งความดำเนินคดี ฐานนำความลับทางราชการมาเปิดเผย ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลที่ผู้ร้องนำมาประกอบการพิจารณานี้ไม่ได้มีพยานยืนยันจึงไม่มีความน่าเชื่อถือ และมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย ขอยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามระเบียบปฏิบัติทุกประการ

           ทั้งนี้ในขั้นตอนการพิจารณาต่อไป จะมีการนัดหมายให้มีรับฟังพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยกำหนดนัดฟังพยานเพิ่มเติมในวันที่ 20 ม.ค. จากนั้นจะนัดประชุมเพื่อฟังการซักถามผู้ร้องและผู้ถูกร้อง โดยทำผ่านคณะกรรมาธิการซักถามที่ตั้งโดยวุฒิสภาจำนวน 7 คน จะรวบรวมประเด็นคำถามที่สมาชิกต้องการทราบเพิ่มเติม โดยนัดให้มีการซักถามเพิ่มเติมในวันที่ 31 ม.ค. จากนั้นจึงนัดวันลงมติให้กรรมการป.ป.ช.พ้นจากตำแหน่งหรือไม่