
'ปู'ยันโอนหนี้ให้ธปท.ไม่กระทบทุนสำรอง
"ยิ่งลักษณ์" แจงโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯให้ "ธปท." ไม่กระทบเงินทุนสำรอง ยันไม่พิมพ์แบงค์เพิ่มแน่ "อภิสิทธิ์" ชี้ พรก.กู้เงิน 4 ฉบับ เสี่ยงขัด รธน. "กรณ์" อัดโอนหนี้ให้ ธปท. เหมือนปล้นต้นทุนประเทศ
8ม.ค.2555 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพรก.กู้เงิน 4 ฉบับ ซึ่งล่าสุดศิษย์พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ออกมาคัดค้านการโอนหนี้กองทุนฟิ้นฟู สถาบันการเงินไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยว่า โดยหลักแล้วเป็นหนี้ของกองทุนฟื้นฟูที่รัฐบาลรับภาระและเป็นหนี้สาธาระณะของประชาชนอย่างยาวนานไม่จบ และจากนโยบายต่างๆในปี2556 ต้องใช้เงินในการดูแลแก้ปัญหาน้ำอย่างถาวร ถ้าไม่เริ่มทำจุดนี้ความมั่นใจของประชาชนและต่างชาติก็ยาก และการที่จะไปขยับเพดานของหนี้สาธารณะ ซึ่งขณะนี้สูงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ก็จะเป็นปัญหา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้นายวีรพงษ์ รามากูร และนายกิติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ได้ชี้แจงผ่านรายการยิ่งลักษณ์พบประชาชน ไปแล้ว ขอเรียนว่า เราทำไปเพื่อให้มีโอกาสออกกฏหมายกู้เงิน มาใช้ดูแลเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งเรามองว่าแหล่งต่างๆในเมืองไทย ยังสามารถใช้แหล่งเงินกู้ได้
"ขอให้ทุกนท่านสบายใจ เราจะรักษาระเบียบสินัยการเงินการคลัง และที่หลายท่านเป็นห่วงว่าถ้าโอนภาระหนี้ไปที่แบงค์บาติแล้วจะมีปัญหาเรื่องการพิมพ์แบงค์ หรือกระทบเงินทุนสำรอง ยืนยันว่าไม่กระทบและไม่มีการพิมแบงค์ใหม่แน่นอน"น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
เมื่อถามว่าจะกระทบกับเครดิตที่ถือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ ในรายละเอียดขั้นตอนปฏิบัติคงต้องไปคุยกัน เราคุยเฉพาะเรื่องหลักการ ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำเรื่องรายละเอียดทั้งหมดผ่านครม.ก่อนที่จะนำเสนอ
ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลจะเข้าไปแทรกแบงค์ชาติจะเป็นการนับถอยหลังเศรษฐกิจหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะเราไม่ได้บอกว่าจะต้องจ่ายอะไรอย่างไร แต่เรามองในเรื่องของหลักการ โดยยืนยันจะรักษาระเบียบวินัยการเงินการคลัง ส่วนรายละเอียดปฏิบัติเป็นหน้าที่ของแบงค์ชาติ
เมื่อถามว่ากระแสข่างการปรับครม.ที่มีกระแสข่าวว่านายกิติศักดิ์ หัตถสงค์เคราะห์ รมช.คมนาคม สัญญากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า 6 เดือนจะออก น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "จริงเหรอค่ะ ไม่เคยทราบเลยค่ะ"
'มาร์ค'ชี้พรก.กู้เงิน4ฉบับเสี่ยงขัดรธน.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมนำร่างพ.ร.ก. 4 ฉบับ กลับเข้าสู่ที่ประชุมครม.อีกครั้งว่า ในกรณีพ.ร.ก.ตั้งกองทุนประกันภัย 5 หมื่นล้านบาท ตนเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่อยู่ที่เงื่อนไขที่จะออกพ.ร.ก.ได้ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ถ้ามีโครงการที่อธิบายต่อสังคมได้ว่าจำเป็นต้องใช้เงินทันที จึงจะเข้าข่ายแต่ตนยังมองไม่เห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 3-7 ปี ทำไมจึงต้องกู้เงินจำนวนมากในขณะนี้ ซึ่งจะขัดต่อเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีทางเลือก โดยให้ธนาคารออมสินไปปรับปรุงระเบียบเงื่อนไข และเป็นกลไกในการทำหน้าที่นี้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขว่าการออก.พ.ร.ก. ต้องเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า มั่นใจว่ารัฐบาลสามารถใช้ธนาคารออมสินและธนาคารแทนได้ โดยจะมีความคล่องตัวมากกว่า เนื่องจากผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นลูกค้าของธนาคารเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ที่รัฐบาลเลือกที่จะให้ธปท.เป็นผู้ออกสินเชื่อ น่าจะเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงภาระของรัฐบาล ที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยส่วนต่างให้ธนาคารพาณิชย์ จึงผลักภาระทั้งหมดให้ธปท.รับผิดชอบ ซึ่งก็มีความกังวล เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการให้ธปท.พิมพ์ธนบัตรเข้าระบบเพิ่มถึง 3 แสนล้านบาทมาก่อน จึงต้องจับตาดูว่า เงินที่เพิ่มเข้าไปในระบบส่วนนี้จะกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อของประเทศอย่างไร
ส่วนกรณีที่รัฐบาลยกเลิกการออกพ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟู 1.14 ล้านล้านบาทไปให้ธปท. หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยังมีปัญหา ในเรื่องที่จะใช้เงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มเพื่อมาใช้หนี้ โดยรัฐบาลไม่ควรไปแตะเงินในกองทุนคุ้มครองเงินฝากที่มีอยู่แล้ว และให้กองทุนนี้เก็บเงินต่อไปเพื่อคุ้มครองเงินฝาก ให้ครบตามเป้าหมาย เพราะยังขาดอยู่มากพอสมควร หากเกิดปัญหากับสถาบันการเงินรัฐบาลต้องมีคำตอบว่าใครจะรับผิดชอบคุ้มครองบัญชีเงินฝากให้ประชาชนไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อบัญชีตามกฎหมายที่ออกมา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มจากธนาคารเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องไม่ทำให้กระทบในเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยกับประชาชน เพราะธนาคารอาจมีการส่งต่อต้นทุนไปยังประชาชนในลักษณะการกดดดอกเบี้ยเงินฝาก หรือเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งการดูแลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้มีคำถามว่าหากรัฐบาลเห็นความจำเป็นที่จะให้สถาบันการเงินเข้ามามีส่วนรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ เหตุใดจึงให้สิทธิ์กับสถาบันการเงินในการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30 เป็น 23 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ควรเรียกเก็บเท่าเดิม และนำเงินส่วนต่างไปชำระหนี้
“ภาระไม่ควรตกอยู่กับประชาชน แต่เป็นเพราะรัฐบาลไม่ยอมทบทวนการใช้จ่ายเงินของตัวเอง มุ่งทำโครงการประชานิยมที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ อีกทั้งยังเป็นโครงการที่ไม่ได้ช่วยคนจน ทำให้เป็นข้ออ้างในการกู้เงินแก้ปัญหาน้ำท่วม กลายเป็นภาระในอนาคต และเป็นภาระกับธปท. โดยรัฐบาลเล่นแร่แปรธาตุแต่งบัญชี และยังมาเป็นภาระกับประชาชน เพราะเมื่อบังคับให้ธปท.ต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบ ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ ของแพง ตามมา ซึ่งผมคิดว่ากรณีให้ธปท.ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไม่ใช่เพราะหาแหล่งเงินไม่ได้ แต่เป็นเพราะรัฐบาลพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่รับผิดชอบ โดยโยนภาระให้ธปท.พยายามทุกวิถีทางที่จะนำเงินจากธปท.ออกมาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีที่นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่าผู้ที่ออกมาคัดค้านการโอนหนี้กองทุน ไปให้ธปท.ถือเป็นการปิดโอกาสประชาชนว่า ภาระไม่ว่าจะทำในรูปแบบไหน ก็ตกอยู่กับประชาชนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง การคัดค้านไม่ใช่ปิดโอกาสประชาชน แต่ปิดโอกาสรัฐบาลในการล้วงเงินของธปท.เท่าน้น และคิดว่าการที่นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกยอ. ออกมากล่าวหาว่าธปท.ทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจนักการเมืองนั้น ความจริงในรัฐบาลอื่นก็ไม่ควรมีปัญหา แต่เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดนี้ที่แสดงเจตนามาตั้งแต่ต้นว่าอยากใช้เงินของธปท.โดยไม่ทบทวนระบบของตัวเอง และยังเป็นแนวคิดที่กระทบต่อความเชื่อมั่นกับธปท. ในการบริหารเงินและสถาบันการเงินอย่างมีอิสระด้วย รัฐบาลจึงควรย้อนกลับไปดูตัวเองมากกว่าที่จะโทษคนอื่น เพราะหากรัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ไม่มีผลกระทบทางการเมืองตามมา
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเคยเสนอมาตลอดว่ารัฐบาลต้องหารือกับธปท. เพื่อให้นโยบายสอดคล้องกัน ไม่ใช่ออกมติครม.ไปบังคับ จนเกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งต่อหน้าสาธารณะ นอกจากนี้หนี้กองทุนฟื้นฟูที่เกิดจากวิกฤตปี 40 คนในรัฐบาลชุดนี้ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา จึงไม่ควรโยนภาระไปให้ธปท.เพียงฝ่ายเดียว เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และการเป็นรัฐบาลต้องคิดถึงอนาคต การรักษาวินัยการเงินการคลัง และรักษาระบบด้วย รัฐบาลต้องเข้าใจว่าธปท.ไม่มีผลประโยชน์ของตัวเอง และผู้บริหารธปท.ก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ แต่เขารักษาระบบ รัฐบาลต่างหากที่ต้องทบทวนตัวเอง เพราะหากออกนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของธปท. ก็จะกระทบต่อโครงสร้างการเงินการคลังของประเทศ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าจากนี้ไปรัฐบาลควรใช้ภาวะน้ำท่วม ในการกู้เงินอีกหลายโครงการตามมา เพราะในยุทธศาสตร์ของกยอ.ที่จะใช้เงินสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท มีจำนวนกว่า 2 ล้านล้านบาท ที่กำหนดว่าจะใช้เพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้เวลานานนับสิบปี ทำให้วันนี้รัฐบาลไม่กล้าที่จะแสดงโครงการที่ชัดเจนต่อสังคม เพราะงบกลาง 1.2 แสนล้านบาท รัฐบาลยังกำหนดโครงการได้เพียงครึ่งเดียวของเงินดังกล่าว อีกทั้งครึ่งหนึ่งในจำนวนที่กำหนดรายละเอียดได้ก็เป็นเรื่องการเยียวยาประชาชน วิธีคิดของรัฐบาลจึงเพียงแค่ต้องการระดมเงินมาไว้ในกระเป๋าตัวเองนอกงบประมาณไม่ให้มีการตรวจสอบเท่านั้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นโยบายหลายอย่างกำลังส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเพราะการปรับค่าแก๊สเอ็นจีวี และแอลพีจี เพราะในขณะที่รัฐบาลพยายามเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ความจริงกลับเพิ่มภาระให้ประชาชน ซึ่งตนคาดว่าเรื่องน้ำมันดีเซลจะเป็นปัญหาตามมาอีก ยังไม่ควรการปรับตัวเลขค่าไฟฟ้าจาก 90 หน่วย เป็น 50 หน่วย และการยกเลิกรถไฟฟรี ซึ่งทำให้ประชาชน 4-5 ล้านครัวเรือนที่ใช้ไฟฟรีขณะนี้จะไม่ได้รับประโยชน์ ซึ่งจะทำให้เดือดร้อนมาก อีกทั้งการลดลงเป็น 50 หน่วยก็ไม่สมเหตุสมผล ทำให้ค่าครองชีพประชาชนจะสูงขึ้นตามมา ต้นทุนขนส่งจะสูงขึ้น ยิ่งถ้ารัฐบาลปล่ยอให้น้ำมันดีเซลสูงเกิน 30 บาทต่อลิตร สินค้าต่าง ๆ ก็จะทยอยขอปรับราคาขึ้น เท่ากับว่าสิ่งที่นายกฯเคยหาเสียงว่าจะชากค่าครองชีพลงนั้น กลายเป็นกระชากค่าครองชีพชึ้น
"การที่รัฐบาลขาดการเอาใจใส่ในการเดือดร้อนของประชาชน ตั้งแต่ปัญหาน้ำท่วม มาจนถึงหลายนโยบาย ทำให้ประชาชนหันมาใช้วิธีการปิดถนนเพือเรียกร้องให้รัฐบาลมาดูแล ซึ่งตนขอวิงวอนไปยังประชาชนว่าควรจะเคลื่อนไหวในกรอบ อย่าสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น แต่รัฐบาลก็ส่งสัญญาณผิดมาโดยตลอด เพราะคนในรัฐบาลใช้วิธีการนี้มาก่อน โดยในช่วงน้ำท่วม รัฐบาลก็ส่งสัญญาณชัดว่าถ้าใครไม่โวยวายก็ไม่ดูแล แต่ใครโวยวายก็เข้าไปแก้ไข จึงกลายเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิด ซึ่งตนเชื่อว่าต่อไปนี้ประชาชนจะใช้วิธีปิดถนนเรีกยร้องความสนใจจากรัฐบาลมากขึ้นเรี่อย ๆ"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
"กรณ์" อัดโอนหนี้ให้ ธปท.เหมือนปล้นต้นทุนประเทศ
นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟู ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย นั้นคิดผิด ไม่เหมาะสมเพราะโครงสร้างชำระหนี้เดิมมีข้อตกลง ระหว่างกระทรวงการคลังกับธปท.อยู่แล้ว แต่การใช้วิธีโยนไปให้ธปท. บีบให้พิมพ์ธนบัตรมาชำระ หรือเอาเงินคงคลังมาใช้ ทั้งหมดแสดงเจตนาหวังนำเงินมาใช้ในโครงกาประชานิยม ที่ไม่จำเป็นหลายโครงการ ถามว่ารัฐบาลจะทบทวนให้คนมาบริหารเศรษฐกิจ จนส่งผลกระทบต่อประเทศขนาดนี้ได้อย่างไร อาจซ้ำรอยบางประเทศที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปกดดันบังคับให้ธปท. ซึ่งเป็นธนาคารกลางที่ต้องอิสระ พิมพ์ธนบัตรมาให้การเมืองใช้
“แม้ประเทศไทยจะขาดเสถียรภาพทางการเมือง มีการชุมนุมเกิดขึ้นตลอด แต่ไทยเราขึ้นชื่อประเทศที่ได้รับความเชื่อมั่น ด้านการบริหารการเงินการคลังและมีเสถียรภาพมาตลอด และติดอันดับ 1 ใน 5 ในโลกที่ไม่เคยเบี้ยวหนี้สาธารณะ ดังนั้นการกระทำแบบนี้ของรัฐบาลเหมือนกำลังปล้นต้นทุนประเทศมาใช้ ซึ่งที่ผ่านมาในการตั้งงบประจำปี ทุกรัฐบาลต้องกันงบไว้ใช้หนี้สาธารณะ ที่ 4.5-5.5 หมื่นล้านบาท แต่ในการทำงบปี 2555 นี้ กันไว้เพียง 1 พันกว่าล้านบาท สะท้อนว่ารัฐบาลไม่สนใจใช้หนี้ มีแต่จะกู้มาเพิ่ม และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ก็ยอมรับเองว่า การโอนหนี้กองทุนฯให้ธปท. หนี้ไม่ได้หายไปไหน ดังนั้น ตลอดเวลา 5-6 เดือนของการบริหาร รัฐบาลได้กู้หนี้มาแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท และไม่ว่าจะโอนหนี้กองทุนฯให้ธปท.ไปแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ประเทศมีหนี้น้อยลง เพราะรัฐบาลไปกู้มาเพิ่มอีก ดังนั้นที่บอกเสมอว่าคนเพื่อไทยหาเงินเก่ง ไม่กู้แบบปชป. แต่การกู้ที่เห็นนี้ บ่งบอกว่าเป็นแค่ราคาคุย หารายได้ที่ยั่งยืน แต่ใช้วิธีการปล้นแบงค์ของชาติ” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์กล่าวต่อว่ากล่าวว่า อยากตั้งคำถามกลับไปให้รัฐบาลตอบดังนี้ 1. การโอนหนี้ให้ธปท. ขนาดผู้มีอำนาจโดยตรง ยังคัดค้านในความเป็นเผด็จการที่เชื่อว่าใช้เสียงข้างมาก แก้กฎหมายอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ 2.ประชาชนจะได้อะไร ซึ่งสุดท้ายภาระตกที่ประชาชน โดยเฉพาะการแก้ไขให้ธนาคารพาณิชย์โอนเม็ดเงินมายังสถาบันคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่เกินร้อยะ .04 เป็นไม่เกินร้อยละ 1 สุดท้ายธนาคารพานิชย์ต้องไปรีดจากประชาชน 3.รัฐบาลต้องการนำเม็ดเงินคุ้มครองเงินฝาก ไปชำระดอกเบี้ยกองทุนฯใช่หรือไม่ ซึ้งเดิมสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะคุ้มครอง 67 ล้านบัญชีออมทรพย์คนไทย ไม่เกินบัญชีละ 1 ล้านบาท ซึ่งกว่า 60 ล้านบัญชี มีมูลค่าออมทรัพย์ไม่เกิน 5 หมื่นบาท นั่นคือคนจนที่ออมไว้เพื่ออนาคตตัวเองและลูกหลาน กลุ่มนี้มีอำนาจต่อรองกับธนาคารพาณิชย์น้อยมาก ถ้าต่อไปธนาคารพาณิชย์มีปัญหาสภาพคล่อง ถามว่าใครจะมาค้ำประกันเงินฝากประชาชน 4.ประเทศดีขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
“ผมเห็นด้วยในหลักการให้สถาบันทางการเงิน มาร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ด้วย เพราะหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นภาระงบประมาณ แต่อย่าหาแพะ ในวิธีการต้องไม่กระทบต่อเงินออมประชาชน ดังนั้นถ้าจะทำ รัฐบาลต้องประกาศให้ประชาชนมั่นใจว่า จะกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ไม่รีดเอาจากประชาชน แต่รัฐบาลไม่ชัดเจนว่าจะดูแลอย่างไร เอาแต่วิ่งวุ่นล้วงเงินไปทั่ว ปล้นธปท. ปล้นเงินฝาก เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็ค้าน ทั้งนักวิชาการ อดีตรมว.คลัง อดีตผู้ว่าธปท. ฯลฯ ขอบอกว่าเงินคงคลังไม่สามารถเอามาลงทุนให้รัฐบาลได้เลย เอามาใช้หนี้ก็ไม่ได้ เชื่อว่านี่เป็นเพียงก้าวแรก ก้าวต่อไปที่หวังเอาเงินคงคลังมาใช้ รัฐบาลจะอ้างว่า ประชาชนกำลังเดือดร้อน หนี้กองทุนฯที่เกิดขึ้นธปท.ก็เกี่ยวด้วย เมื่อรัฐมีเงินไม่พอ ธปท.จะไม่ให้หรือ และ นี่คือความหายนะ” นายกรณ์ กล่าว
"อรรถวิชช์" อัดรัฐบาลโอนหนี้เหมือนล้วงเงินคงคลัง
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ตามปกติแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีรายได้อยู่ 3 ทาง ซึ่งน้อยมากและอาจไม่มีเลยทำให้ส่งหรือชำระดอกเบี้ยกองทุนฯได้ตามกำลัง ทั้งนี้รายได้ธปท.มาจาก 1.การดูดซับสภาพคล่องด้วยการออกพันธบัตร 2.แทรกแซงค่าเงิน ซึ่งแทบจะขาดทุนในวันนี้จากการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และ 3.ฝ่ายพิมพ์ธนบัตร ซึ่งจะพิมพ์ได้ต่อเมื่อมีฐานะเงินคงคลัง ซึ่งประกอบด้วยเงินและทองคำและกำไรพันธบัตร ที่เข้มแข็งมาหนุนหลัง ดังนั้นกำไรของธปท.จะมีก็ต่อเมื่อมีรายได้จากส่วนนี้เท่านั้น เพื่อมาเป็นบัญชีผลประโยชน์ประจำปี สะสมเข้าบัญชีสำรองพิเศษที่กฎหมายไม่ให้แตะต้อง เพราะเป็นเรื่องเสถียรภาพ ยกเว้นจะออกกฎหมายมาปล้นเอาไป ซึ่งทองคำของหลวงตาบัวก็ถูกเก็บไว้ในบัญชีดังกล่าว และตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนคิดเอาเงินคงคลังดังกล่าวมาใช้เลย ดังนั้นมาตรา 7 ของพ.ร.ก.ที่ให้โอนทรัพย์สินของธปท.มาให้ครม. ถือเป็นการเอามือเข้าไปล้วงเงินคงคลังประเทศ ประเด็นดังกล่าวรัฐบาลชี้แจงให้ชัด ว่าทำไมจึงเดินหน้าโครงการประชานิยมโดยใช้งบหลัก แต่กลับใช้อีกมือมาล้วงเงินประเทศ



