
เฉลิมโอ่จัดคนอีสาน5ล้านรับแม้วกลับ
"เฉลิม" เปิดศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทยที่อุดรธานี ย้ำค้านแก้ม. 112 เผยถึงเวลา"ทักษิณ"กลับไทยบินลงอุดรธานีเป็นจุดแรก โอ่เตรียมชาวอีสาน 5,000,000 คนต้อนรับ ระบุห้ามเรื่องเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงไม่ได้ ปชป.เชื่อคูปอง 2 พันก.พลังงานมีทุจริต
เมื่อเวลา 10.15 น.วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2555 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางโดยรถยนต์ไปยังสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร 97.5 เมกกะเฮิร์ต บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อพบนายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา ประธานชมรมคนรักภาคอีสาน 20 จังหวัด และประธานชมรมคนรักอุดร ที่เตรียมจะอุปสมบทพระราชทานในวันที่ 9 ม.ค.นี้ พร้อมกับนาคหลวงจาก 20 จังหวัดภาคอีสาน รวม 999 องค์ โดยมีคนเสื้อแดงคอยต้อนรับตลอดทางเดินจากประตูทางเข้าสถานีฯ กว่า 500 คน
จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิมได้ขึ้นไปจัดรายการวิทยุออกอากาศสดทักทายคนเสื้อแดงว่า ดีใจในชัยชนะที่พี่น้องชาวอีสานเลือกพรรคเพื่อไทย ซึ่งตนพร้อมจะทำตามสัญญาที่เคยมาหาเสียงกับพี่น้องคนอีสานว่าจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับประเทศไทย แต่ต้องคอยโอกาสเหมาะก่อน ซึ่งหากวันที่อดีตนายกฯทักษิณได้กลับมา ตนจะนำเครื่องบินของอดีตนายกฯทักษิณลงที่สนามบินอุดรธานี เพราะที่นี่เป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง และจะให้คนภาคอีสาน 20 จังหวัด จำนวน 5,000,000 คน มารับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ร.ต.อ.เฉลิมฯ จัดรายการประมาณ 15 นาที จึงเดินทางออกจากสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร
จากนั้นเวลา 13.00 น. ร.ต.อ.เฉลิมได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานของพรรคเพื่อไทย อ.เพ็ญ ของนายอนันต์ ศรีพันธ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทยเขต 3 ส.ส.ดีเด่น 1 ใน 10 คน ของพรรคเพื่อไทย ปี 2554 ที่บ้านเลขที่ 95 หมู่ 13 บ้านวังบัวเหลือง ต เพ็ญ อ.เพ็ญ โดยมี ส.ส.อุดรธานี ทั้ง 9 เขต และ ส.ส.หนองคาย ร่วมพิธี
จากนั้นได้เดินทางไปติดตามเรื่องยาเสพติด ที่โรงเรียนอนุบาลเพ็ญ และไปพบปะคนเสื้อแดง ที่สถานีวิทยุเสียงสตรี อ.เพ็ญ โดยให้สัมภาษณ์ว่า เดิมยาเสพติดจะเข้ามาทางภาคเหนือ 8 จังหวัด รุนแรงที่สุดที่ จ.เชียงราย แม่ฮ่องสอน และ เชียงใหม่ เราได้รับความกรุณาจากกองทัพบก โดย ผบ.ทบ.ได้สั่งการให้ทหารช่าง ใช้รั้วลวดหนาม ที่เรียกว่าลวดหีบเพลง ปิดกั้นแนวพรมแดน ตามแม่น้ำสาย ทำให้การลำเลียงยาเสพติดยากมากขึ้น กลุ่มผู้ค้ายาจึงเปลี่ยนเส้นทางผ่านทาง สปป.ลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาบ้า ที่นำเข้าทาง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี มากที่สุด
“ที่ผมพูดเมื่อวานนี้ ที่ จ.นครราชสีมา ว่า ผมเคยได้รับการร้องเรียนว่า ครั้งหนึ่ง สภ.เขมราฐ มีตำรวจไปเกี่ยวข้องถึง 30 เปอร์เซนต์ แล้วผมก็โทรศัพท์หาผู้กำกับ ซึ่งเขาก็บอกว่า ได้เรียกตำรวจไปปฎิญาณตน สาบานตน เดี๋ยวนี้เหลือน้อยลงแล้ว แต่สื่อไปรายงานว่า ผมบอกว่าตำรวจทั่วประเทศ 30 เปอร์เซนต์ ไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวและว่า
ในเขตตำรวจภูธรภาค 4 ผู้บัญชาการฯ ได้คุยกับตนตลอดว่า จ.อุดรธานี ก็มีตำรวจไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่เป็นตำรวจชั้นผู้น้อย มีไม่มาก ทางผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดไปแล้ว รวมถึงที่หนองคาย ขอนแก่น ก็มี ซึ่งต้องแก้ไขกันต่อไป โดยคนผิดก็ต้องถูกลงโทษด้วยการให้ออก ไล่ออก ปลดออก เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาทำผิดในเรื่องยาเสพติดเสียเอง ต้องถือว่ามีความรับผิดชอบ แต่มาทำผิด ต้องมีโทษหนักกว่าประชาชนทั่วไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่มีการพูดปราศรัยจะนำอดีตนายกฯทักษิณกลับ จะสามารถดำเนินการได้เมื่อใด ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่า ตนก็ตั้งใจที่จะนำพ.ต.ท.ทักษิณกลับมา เพราะตนไปปราศรัยมาตลอดทุกแห่ง ประชาชนเขาจึงเลือกพรรคเพื่อไทยอย่างถล่มทลาย ตอนนี้กำลังคิดว่าหาวิธี พวกที่ไม่อยากให้กลับก็พยายามขัดขวาง จนตนไปที่ไหนก็ถูกต่อว่าว่า พรรคเพื่อไทยชนะเข้ามาแล้ว จะนำตัวอดีตนายกฯทักษิณ กลับบ้าน ตนก็บอกว่าใช่ แต่ผ่านมา 4 เดือนยังไม่เห็นทำอะไร ก็ต้องขอโทษไว้ก่อน แต่แนวความคิดมีแน่ ส่วนจะทำอย่างไรขอเก็บไว้เป็นความลับก่อน ซึ่งจะพยายามทำให้ได้เร็วที่สุด
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญคนกำลังเข้าใจผิดใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยว่า จะแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่เคยคิดแก้ประมวลกฎหมายอาญา แต่เราจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตนขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยคิดแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เรื่องการปรองดอง ที่มีแนวคิดให้สลายหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อสร้างความปรองดอง ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่า ตนว่าหมู่บ้านเสื้อแดงเป็นแค่สัญลักษณ์ เขาก็คนไทย เขาก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย แต่สัญลักษณ์ของเขา เขาชอบอย่างไรเราก็ต้องเห็นใจกัน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย พรรคเพื่อไทยไปห้ามเขาไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์ห้าม ซึ่งพรรคเพื่อไทยเติบโตมาได้ส่วนหนึ่งก็เพราะคนเสื้อแดง ฉะนั้นหากคนเสื้อแดงเขาทำอะไรที่ไม่อยู่นอกกรอบ พรรคฯก็ไปบังคับอะไรเขาไม่ได้ มันปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า พรรคเพื่อไทย กับคนเสื้อแดงนั้นเป็นพวกกัน ซึ่งอย่าไปบอกกับใคร แต่ว่ามันเป็นเรื่องจริง
"นาคขวัญชัย“เตรียมบวชเกือบถูกมารผจญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.00 น. นายขวัญชัยได้อัญเชิญไตรพระราชทาน ในพิธีบรรพชาอุปสมบทพระราชทาน ตามโครงการบวชถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสครบ 7 รอบ 84 พรรษา พร้อมนาคอีก 8 คน ออกจากสถานี เพื่ออัญเชิญไปตั้งขบวนที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี
จากนั้นเวลา 13.00 น. คณะนาค 999 คน แห่ผ้าไตรพระราชทานจากมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีไปตามถนนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี มายังสนามทุ่งศรีเมือง ระยะทาง 3 กม. ขบวนเริ่มจากขบวนรถพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขบวนธงชาติ ธงเฉลิมพระเกียรติ และรถอันเชิญผ้าไตรพระราชทาน โดยมีข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร แต่งกายด้วยชุดขาวปกติ อัญเชิญผ้าไตรพระราชทานมาบนพาน ตามด้วยขบวนนาค มีทั้งรถยนต์และเดินเท้า ปิดท้ายด้วยขบวนของญาติพี่น้องถือจีวร หมอน และเครื่องบวช
เมื่อถึงสนามทุ่งศรีเมือง นายสาโรจน์ แสงอรุณ รอง ผวจ.อุดรธานี เป็นประทานอัญเชิญผ้าไตรพระราชทาน ขึ้นบนแท่นบูชา บนเวที พิธีกรอ่านหมายรับสั่ง ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานผ้าไตร จากสำนักพระราชวัง ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีมหาราชา ก่อน ประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญโดยหมอขวัญชาวอีสาน ต่อด้วยการทำขวัญนาคของศิลปินแห่งชาติไวพจน์ เพชรสุพรรณ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อน 29 องศา รายล้อมด้วยเต็นท์โรงทานจำนวนมาก และจำหน่ายของที่ระลึกคนเสื้อแดง พร้อมทำพิธีสู่ขวัญนาคหลวงทั้ง 999 คน โดยนายไวพจน์ เพชรสุพรรณ ศิลปินแห่งชาติ
รายข่าวแจ้งว่า ก่อนที่ขบวนผ้าไตรพระราชทาน และนาค 999 คน จะมาถึงสนามทุ่งศรีเมือง มีกลุ่มคนเสื้อแดงอีกกลุ่มที่ไม่พอใจนายขวัญชัยได้นำรถบรรทุกเวทีและเครื่องเสียงมาติดตั้งบริเวณลานปูนฝั่งตะวันตกของสนามทุ่งศรีเมือง เตรียมเปิดเวทีปราศรัยชนกับงานอุปสมบทพระราชทาน ทำให้ พ.ต.อ.บุญลือ กอบางยาง ผบก.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.อ.อารี สินธุรา ผกก.สส.ภ.จ.อุดรธานี ไปสอบถามพบ พระภิกษุอ้างชื่อว่าพระมหามุณี จากจังหวัดร้อยเอ็ดจะมาเปิดเวทีปราศรัยแฉความจริง ความไม่ชอบมาพากลของนายขวัญชัย โดยจะมีมวลชนตามมาภายหลัง แต่หลังจากพูดคุยกับ ผบก.ภ.จ.อุดรธานี แล้ว จึงยอมยุติการตั้งเวที และจะกลับมาใหม่ในวันที่ 10 มกราคม
นายขวัญชัยหลังทราบว่ามีการมาเปิดเวทีเพื่อปราศรัยโจมตี ได้กล่าวเพียงสั้นๆว่า การบวช เป็นเรื่องธรรมดา ที่จะต้องมีมารมาผจญ ก่อนหน้านี้ ในการเตรียมการบวชถวายเป็นพระราชกุศล ก็มีอุปสรรคมากบ้าง น้อยบ้าง แต่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ตนไม่ถือโทษโกรธเคืองผู้ใด มารไม่มีบารมีไม่เกิด
“ปชป.”เชื่อคูปอง2,000 ของก.พลังงานมีทุจริต
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเป็นจำนวนการในเรื่อง คูปอง จำนวน 2,000 บาท ของกระทรวงพลังงานที่ประชาชนสามารถนำเป็นส่วนลดในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ว่า ประชาชนไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของโครงการ และการใช้ประโยชน์ของคูปองไม่ได้เป็นไปตามที่มีการโฆษณาไว้ และยังมีการซื้อขายคูปอง ทางพรรคจึงมีคำถามว่ารัฐบาลมีแผนที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร ตนไม่แน่ใจว่า รมว.พลังงานมีอำนาจในการอนุมัติเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน จำนวนมหาศาลขณะนี้ และนำมาใช้ในการที่ไม่มีการตรวจสอบ จะเข้าข่ายผิดกกฏหมายหรือไม่
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญที่ต่อเนื่องมาอีก คือ รมว.พลังงาน ออกมากล่าววว่ามีการแจกจ่ายคูปองดังกล่าวไปประมาณ 20% ในส่วนต้นปี และอีก 80 % จะดำเนินการในช่วงปลายปี รวมแล้วประมาณ 1 ล้านใบใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท และคูปองที่ตนมีอยู่ในมือเวลานี้ หมายเลข 746,320 ตรงนี้หมายความว่าอะไร เพราะที่บอกว่าแจกจ่ายไปเพียง 20 % และ 20 % ของ 1 ล้าน แต่ทำไมเล่มที่ 746,320 ออกมาแล้ว หรือว่าเป็นแจกถอยหลัง
“อยากจะถามมีการพิมพ์กันจนเปรอะ เพราะพิมพ์เท่าไรก็ได้ แล้วไปแปรเป็นเงินสด 2,000 บาทในกระเป๋า และที่หนักก็คือเมื่อเปิดคูปองดูจะพบว่า คูปอง 100 บาท ไม่ได้เขียนอะไรไว้เลยว่าสามารถไปซื้ออะไรได้ที่ไหนอย่างไร ไม่ได้เขียนว่าเป็นส่วนลดตามที่ รมว.พลังงานกล่าวอ้าง ดังนั้นจึงมีประชาชนที่ไม่พอใจออกมาปิดถนนตามที่ต่างๆ เพราะหากใครได้รับคูปองมาก็ต้องเข้าใจว่าเป็นคูปองเงินสด แต่เมื่อนำไปซื้อของก็ไม่ได้ และหากจะใช้หมดเล่ม ก็ต้องมีเงินสดในมือ อย่างน้อย 1 หมื่นบาทถึงจะลดได้ 2,000บาท ” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะมีคำถามตามมาว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้คูปอง เป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ได้รับเงินชดเชย 5,000 บาท เพราะใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน เวลานี้จึงอยากจะถามว่า ท่านกำลังอยากจะได้ส่วน 5,000 บาท คืนผ่านโครงการคูปอง หลายพื้นที่ได้รับเงิน 5,000 บาทแล้วเดินไปรับคูปอง แล้วมีการจัดสถานที่ซื้อขายเครื่องใช้ไฟฟ้า จากผู้ค้าเพียงไม่มีกี่ราย ผสมกันระหว่าง 5,000 กับ 2,000 บาท แล้วยังทำให้บริษัทเอกชนได้ล้างสต็อกตอนสิ้นปีพอดี ตรงนี้รัฐบาลโดยเฉพาะนายพิชัย นริทพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่มีนโยบายหัวใสตามลักษณะของท่าน ควรที่จะออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่ามีใครได้ไปแล้วเท่าไร และทำไมตัวเลขคูปองไม่ตรงกับที่อธิบาย เพราะที่ผ่านมาดูเหมือนเป็นการพิมพ์ธนบัตรจำนวน 2,000 บาท ไปแจกให้ประชาชนแล้วเอาไปขึ้นเงินที่กระทรวงพลังงาน และเรื่องที่เกิดขึ้น ตนมองว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นที่กระทรวงพลังงาน



