ข่าว

วังน้ำเขียวกับความอยุติธรรมของใคร?

วังน้ำเขียวกับความอยุติธรรมของใคร?

08 ม.ค. 2555

พื้นที่วังน้ำเขียว กับความอยุติธรรมของใคร? โดย 'Nuttsuke' เรื่องจริงจากคนในพื้นที่ ที่เราไม่เคยรับรู้ผ่าน 'สื่อ' เขียนโดย 'เปียรุส' คนจริงที่เจอกับตัวเองจริง ๆ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหากรณีพื้นที่วังน้ำเขียว จนถึงขณะนี้ ก็ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากส่วนของภาครัฐ และส่วนของเจ้าของพื้นที่ โดยล่าสุด 'Nuttsuke' หรือ 'เปียรุส' ซึ่งอยู่ในพื้นที่ปัญหา ได้เขียนบอกเล่าข้อเท็จจริงผ่านมุมมองของตัวเอง ลงในบล็อกส่วนตัว http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=turquoise-nuttsuke&month=07-01-2012&group=3&gblog=160&mid=572 โดยตั้งชื่อเรื่องว่า "พื้นที่วังน้ำเขียว กับความอยุติธรรมของใคร?" เผยแพร่ผ่านเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค

          สำหรับ เนื้อหาที่เผยแพร่ มีดังนี้

          "รู้สึกเหนื่อยกับชีวิตจัง...

          ตั้งแต่พื้นที่วังน้ำเขียวเกิดปัญหาขึ้นมา

          มีความรู้สึกว่าแก่ขึ้นอีกหลายปี ...และโดยเฉพาะช่วงนี้ ที่มีคำสั่งจับ 152 รีสอร์ต และบ้านพักหรู โดยอ้างคำอธิบดีว่า "จะไม่จับชาวบ้าน"แต่สิ่งที่เขากระทำ กับสิ่งที่ออกสื่อไปนั้นมันกลายเป็นคนละเรื่องกัน

          เอาอะไรมาวัดนะหรือ...เอาบ้านตัวเอง กับ ลูกบ้านอีกคนหนึ่งวัดไง...

          เพราะที่บ้าน กับเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งติดเป็น 2 หลัง ใน 152 รายชื่อนั้น!!!ลักษณะบ้านของเพื่อนบ้าน เป็นบ้านหลังเล็ก ๆ 2 หลังอยู่กันสองคนผัวเมีย ในขณะที่บ้านปลูกดอกไม้...แต่ก็ยังโดนจับกับเขาด้วย

          ข้างบ้าน เป็นบ้านพักตากอากาศขนาดใหญ่อยู่ติดกันกับด่านป่าไม้กลับไม่โดนจับ

          "แล้วอย่างนี้จะถามหามาตรฐานในการเข้าจับกุมดำเนินคดีกับ ...แมว...ที่ไหน"

          แน่นอนเลยว่าหากตั้งคำถามกับชุดเข้าจับกุม..เขาต้องโบ้ยไปยัง "กรม" ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งในขณะที่ป่าไม้ชั้นเล็ก ๆ เป็นผู้รับคำสั่งมาปฏิบัติ...

          ถามว่า เข้าใจในการเข้าจับไหม...ส่วนหนึ่งเข้าใจ ....

          เข้าใจในที่นี้หมายถึงเข้าใจเจ้าหน้าที่ ๆ เข้ามาทำการจับกุม ว่าได้รับคำสั่งอันใดมาก็ปฏิบัติไปเช่นนั้นหัวหน้าสั่ง ลูกน้องก็ต้องปฏิบัติก็ถูกต้อง ถามว่าจริง ๆ เค้าอยากทำไม ..ก็ไม่อยาก ป่าไม่พื้นที่เองเข้าใจสภาพความเป็นมาเป็นไปของพื้นที่เป็นอย่างดี และป่าไม้ที่ถูกดึงเข้ามาช่วยงานนี้เอง บางคนก็อยู่ในพื้นที่ ๆ มีปัญหาเช่นเดียวกันกับอำเภอวังน้ำเขียว

          แต่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดความ ...ไม่เข้าใจ...

          นั่นเพราะ มันไม่มีมาตรการแน่นนอนในการจับกุม ในพื้นที่เดียวกัน จับหลังหนึ่ง แต่อีกหลังหนึ่งไม่จับหมายความว่าอะไร....และสิ่งที่ไม่เข้าใจหนักเข้าไปอีกคือ

          หากประกาศพระราชกฤษฏีกาอุทยานแห่งชาติทับลาน ในปี 2524 ประกาศพระราชกฤษฏีกาจัดตั้งอำเภอวังน้ำเขียวในปี 2535 ซึ่งก่อนหน้านั้นอำเภอวังน้ำเขียวเป็น ตำบลซึ่งขึ้นอยู่กับ อำเภอปักธงชัยและอย่างนี้ "กระทรวงมหาดไทย" จัดตั้งหมู่บ้าน จัดตั้งอำเภอได้อย่างไร...!!!!

          หากอ้างถึงพระราชกฤษฏีกา ของอุทยาน และ พระราชกฤษฏีกาการจัดตั้งอำเภอ ทั้งสองกฤษฏีกามีพระนามาภิไทยทั้งสองฉบับศักดิ์และสิทธิ์จึงน่าจะเท่าเทียมกัน (หากอ้างกฤษฏีกาการจัดตั้งอุทยาน)

          และในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ทำไม กรม และ กระทรวง ทั้งสองถึงไม่คุยกันให้รู้เรื่อง เสียก่อน ที่จะลงมาจับชาวบ้าน ซึ่งเข้ามาอยู่ในพื้นที่เพราะกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ประกาศจัดตั้งหมู่บ้านและอำเภอ...เป็นความผิดของชาวบ้านในพื้นที่ใช่ไหม...ที่เข้ามาอยู่คำถามที่ตามมา ทำไม.....กระทรวงมหาดไทย ทำนิ่งเฉย ปล่อยให้ชาวบ้านเดือนร้อนกันทั่วกับความผิดที่เกิดขึ้นนั้น ...

          ถ้าจะมีคนภายนอกสักหลาย ๆ คนเกิดความเข้าใจว่าคนที่เดือดร้อนที่สุด คือพวกสร้างรีสอร์ต ..ได้โปรดเข้าใจเสียใหม่ว่า...!!!!พวกเขาก็เดือดร้อนเหมือนกัน แต่ไม่อดตายหรอก (คือเขาก็เดือดร้อนแต่น้อยกว่าชาวบ้าน)

          แต่เป็น....ชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำต่างหากที่จะตาย.....

          เขาไม่ได้ทำการเกษตร ไม่ได้หาเช้ากินค่ำ แต่เขามีรีสอร์ตเป็นสิ่งปลูกสร้าง ไม่เสียหาย แต่เพราะมีรีสอร์ตในพื้นที่ ชาวบ้านถึงมีชีวิตความเป็นอยุ่ที่ดีขึ้น ในบางราย รับจ้างเป็นแม่บ้าน เป็นพ่อครัว เป็นคนทำสวน แต่ทันทีที่มีปัญหา ปัญหาการว่างงานก็เกิดขึ้น โจรก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

          ...แต่ที่บอกว่าเขาเดือนร้อนน้อยกว่า ก็เพราะ รีสอร์ต เป็นสิ่งปลูกสร้าง ไม่เน่าไม่เสีย ถ้าไม่ถูกรื้อทุบ (ถ้าคดีจบก็ต้องรื้อและทุบอย่างที่เป็นข่าว) ในขณะที่ชาวบ้านชาวบ้านที่ปลูกผัก ปลูกดอกไม้ ขายของไม่ได้ก็เน่าเสียกันไป ทุนรอนที่ลงไปก็หายไปกับผลผลิตที่ขายไม่ได้หรือเน่าเสียนั้น ส่วนพวกที่หาเช้ากินค่ำ มีลูกเมียคอยแบมือขอเงินในทุกเช้า วันไหนพ่อและแม่ไม่ออกไปทำงานก็ไม่มีเงินมาซื้อข้าวกิน...

          คนที่ไม่ได้สัมผัส ไม่คลุกคลีกับคนพวกนี้ไม่มีเข้าใจ อย่างลึกซึ้งหรอก เพราะพวกคุณคือคนที่มองแต่วงนอก...มองแล้วได้แต่เบ้ปาก

          พูดมาก เขียนมาก ทำเหมือนผู้รู้มาก มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ใช่สิ...พวกคุณบางคนที่เป็นเช่นนั้นถือว่าโชคดี ทำบุญมาดีที่ไม่ต้องเกิดมามีชีวิตแบบพวกเขา ที่ปากกัดตีนถืบในทุกวันที่ยังหายใจได้อยู่!!!

          คนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบก็คือ

          กลุ่มใช้แรงงาน....

          ตั้งแต่มีข่าว ตั้งแต่หัวหน้าอุทยานถูกย้าย และตั้งแต่มีคำสั่งห้ามสร้างอะไรก็แล้วแต่ในพื้นที่ คนพวกนี้ต้องอพยบออกนอกพื้นที่ไปทำงานใช้แรงงานกันในหลายที่ บางส่วนที่ได้สัมผัส ลงไปทำงานใช้แรงงานกันที่ภาคใต้ ไปเหมือนคนตายทั้งเป็น เพื่อหวังหาเงินส่งให้ลูกให้เมียที่นี่ได้มีชีวิตรอดต่อไป และคน ๆ นั้นกลับมาเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ !!!! ในเวลาเพียงไม่กี่อาทิตย์เพราะอะไรนะหรือ...แค่ตกจากตึกชั้นที่ยี่สิบสามเท่านั้นเอง....ความหวังนั้นกลายเป็นแค่ความฝันที่ไม่เคยมีจริง...สุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย และอีกสองปากสองท้องจะทำอย่างไร...นี่คือสิ่งที่เป็นชีวิตจริง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
ซึ่งคนนอกพื้นที่ไม่มีวันรู้ เพราะมัวแต่ประณานว่าเราเป็นพวกตัดไม้ทำลายป่า....ทั้งที่ป่ามันไม่เคยมีอยู่จริง....มันถูกสัมปทานโดยป่าไม้เป็นคนอนุมัติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 แล้วคร้าบพี่น้อง

          แล้วมันก็ไม่เคยมีการปลูกป่าโดยป่าไม้ มีแค่ภาคเอกชน และชาวบ้านที่ร่วมมือร่วมใจกันปลูกป่าขึ้นมา คนเฒ่าคนแก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นพยานมีชีวิตที่ยังคงเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้คนรุ่นนี้ได้ฟัง รวมถึง 1 ใน 12 คนเป็นคนได้รับสัมปทานทียังมีชีวิตอยู่นั่นด้วย....

          คนกลุ่มที่สองเกษตรกร...

          คนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มที่ปลูกพืชผัก ผลไม้ ดอกไม้ จัดเป็นกลุ่มที่ถูกตราหน้าว่า "หาประโยชน์จากพื้นที่ของรัฐ" ข้อหาหนักกว่าบุกรุก (เค้าบอกมา)เกิดคำถามขึ้นมาว่า...งั้นพวกที่เปิดร้านขายของ ซึ่งรับผลผลิตมาขายในอำเภอก็ควรจะต้องผิดด้วยใช่ไหม...(ใช่) เพราะตลาด ร้านค้าก็รับซื้อของจากพวกที่ผลิตจากพื้นที่ของรัฐ มองง่าย ๆ ก็คือ "รับซื้อของโจร" ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วมันเป็นกฏตายตัว มีผู้ผลิต มีผู้ขาย มีผู้ซื้อ หมุนกันไปเป็นวงกลม หากจะผิดก็ต้องจับกันทั้งระบบนั่นล่ะ

          และกลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เมื่อครั้งที่ วังน้ำเขียวขึ้นข่าวหน้าหนึ่งบ่อย ๆ พวกพืชผัก จะกระทบมากที่สุด เพราะไม่ทันตั้งรับกับกระแสสังคมที่เกิดขึ้น การเสพข่าวด้านเดียว เสนอข่าวด้านเดียวของสือ ทำให้คนบางประเภทเกิดอาการต่อต้านถึงขั้นรณรงค์ไม่ให้มาเที่ยว (ช่างคิดได้ วังน้ำเขียวไม่ใช่พื้นที่เดียวที่มีปัญหาแบบนี้โว้ยยย) ประณามหยามหมิ่นคนวังน้ำเขียวว่า เป็นพวกตัดไม้ทำลายป่าทั้งที่ไม่เคยรับรู้ความจริงเลยว่า สิ่งทีเกิดขึ้นเมื่อสมัยพระเจ้าเหา มันเกิดอะไรขึ้นมาก่อน พอฟังข่าวก็ประนามกันสนุกปาก...ใช่ครัาบพี่น้อง พ่อแม่ญาติติโกโหติกาท่านไม่ได้เกิดที่นี่ ไม่ได้มีชีวิต มีลมหายใจที่นี่ ไม่ได้ใช้แผ่นดินที่นี่กลบหน้า ...แต่สักวันหนึ่งล่ะถ้ามันเกิดกับตัวท่าน ๆ จะย้อนคิดว่า สิ่งทีคนวังน้ำเขียวถูกประณามราวกับเป็นฆาตกรฆ่าคนตายทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย รู้สึกอย่างไร

          ส่วนพวกแม่ค้าที่ตลาดใหญ่ ไม่รับพืชผักจากวังน้ำเขียวด้วยกระแสของสื่อที่ประโคมข่าวกันอย่างสนุกสนานมือในการนั่งเทียนเขียนและถือว่า มีมีไมค์ในมือยัดใส่ปากพูดได้หมด....พูดให้ประหนึ่งคนวังน้ำเขียวเป็นพวกบ่อนทำลายชาติ (ทั้งที่พวกบ่อนทำลายชาติตัวจริงเสียงจริงมันตาย...กันสักคนไหม เปล่าเลยมันลอยหน้าลอยตาอยู่กันเต็มประเทศ) แต่ไม่เคยพูดถึงโจรในชุดสี...ที่บุกเข้ามาราวกับจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง....

          ถ้ากรมป่าไม้และอุทยานจะอ้างถึง พรบ.ปี 24 กันจริง ๆ ถามจริงเหอะ มติ ครม. ปี 41 ที่ทำการสำรวจแนวเขตใหม่มีผู้เซ็นชื่อรับรองตั้งแต่ผู้ว่า ยันป่าไม้ ยันอธิบดี เจ้าหน้าที่อำเภอ รวมถึงมีสำรวจลงเดินพื้นที่ในปี 2543 ร่วมกับชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้าน งบประมาณหลายสิบล้านทำไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่ว่าอุทยานรู้ตัวว่า "ผิด" ที่ทำการประกาศพื้นที่ทับที่อยู่ของชาวบ้าน....(คิดได้เลยว่ามันมีวาระซ่อนเร้นอีกมากในพื้นที่) และพอวัดแนวเขตเสร็จทางอุทยานก็ปล่อยทิ้งไว้จนกระทั้งมาถึงปีที่แล้ว ถูกเซ็นกริ๊กเดียวยกเลิกโดยรัฐมนตรีขี้ตั้วคนหนึ่ง....(มรึ...ผลาญภาษีประชาชนได้สุด ๆ มากนรกจะกินกะบาลเข้าสักวัน)

          เหมือนกรมป่าไม้ กับ กรมอุทยาน กำลังเดินถอยหลังเข้าคลอง ทำนอง...เอา...ไดโนเสาร์ขึ้นนั่งเก้าอี้ ....บ้านเมืองมันสร้าง มันผลาญงบ มันมีทุกอย่างอยู่ในพื้นที่แล้ว แต่ทั้งสองกรม บอกว่า จะใช้แผนที่ปี 24 ...เข้าจับกุม ข้อหาบุกรุกฯ แล้วถามจริง ๆ เหอะว่า ด่านป่าไม้ในพื้นที่มีกี่ด่าน ????? บ้านเมือง ไฟฟ้า ประปา มันไม่ได้สร้างกันในสองวันเสร็จ นะท่าน...ถ้ามันจะผิดก็ควรจะบอกกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว...

          แล้วเราก็จะได้คำตอบจากทาง สองกรมมาว่า...."คนของข้าพเจ้าไม่พอ"

          อืม.... ตอบกันได้แบบโง่ ๆ มาก คนไม่พอ แต่คนของพวกท่าน วิ่งเข้าวิ่งออก มาตลาด คนของพวกท่านพิการ หรือถึงมองไม่เห็นว่าบ้านเมืองกำลังสร้าง รัฐบาลรณรงค์ให้เกิดการท่องเที่ยว ได้รับงบประมาณให้สร้างถนน มีไฟทาง มีปะปา มีโทรศัพท์ มี3G ทุกอย่างมาถึงตรงจุดนี้แล้ว พวกท่านคิดได้ยังไงว่าจะย้อนกลับไป เป็นถนนดินแดง เต็มไปด้วยฝุ่น ใช้ตะเกียงเจ้าพายุ...คิดได้ยังไงกัน...

          แล้วท่านคิดได้ยังไงกันว่า จะสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง....ในขณะที่จะทุบรีสอร์ตบ้านพัก เพื่อกลับไปเป็นป่า....!!!!

          เอาแค่ว่าปีหนึ่งปีหนึ่ง ท่านดูแลรักษาป่า ไม่ให้คนตัด ให้ดีก่อนดีกว่าไหม...

          ดูแลให้เจ้าหน้าที่เองไม่ทำตัวเป็นทากคอยดูเลือดดูเนื้อทรัพยากรให้ดีก่อนดีกว่าไหม...

          เมื่อก่อนนี้ ตรงที่อยู่เนี่ย ไฟป่าลงทุกปี ไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่อุทยาน หรือป่าไม้เข้ามาช่วยดับไฟ มีแต่ชาวบ้านที่ช่วยกันดับไฟ...ท่านสั่งสอนลูกน้องท่านให้ทำหน้าที่ให้ดีให้สมกับเป็น "ป่าไม้" ก่อนดีกว่าไหม...

          ก่อนที่ท่านจะมานั่งสั่งบนโต๊ะในห้องแอร์เย็น ๆ มองแผนทีแล้วชี้ว่ามันผิด ท่านเคยแหกหูแหกตาดูไหมว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นอะไรมาก่อน

          ...พ่อของแผ่นดินให้พระบรมราชโชวาทกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อ่านแล้วจับใจมากมาย ว่า...

          "....เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง..."

          และ

          "...การปลูกป่าไม่ควรนำเอาที่ดินที่ราษฏรอาศัยอยู่แล้วมาปลูกป่าควรนำไปปลูกในพื้นที่ ที่เป็นป่าเสื่อมโทรมและควรปลูกต้นไม้หลากหลายพันธ์...."

          แต่มีป่าไม้สักกี่คนล่ะที่ทำได้อย่างที่ "พ่อ" พูด...

          แต่สำหรับคนวังน้ำเขียว....คนภายนอกเคยรู้ไหมว่า...ป่าไม้ที่ถูกสัมปทานไป ใครเป็นคนให้สัมปทาน...และเคยรู้บ้างไหมว่า ผืนป่าเขาแผงม้านั่น ป่าไม้ หรือ ชาวบ้านและภาคเอกชนใครเป็นปลูกป่า...

          ถ้าท่านทำได้ คงไม่ต้องเดือดร้อนย้ายลูกเมียหนี เพราะระแวงว่าจะมีคนไปทำอะไรหรอกท่าน...คนวังน้ำเขียวไม่ใช่คนใจร้าย...

          ถ้าไม่โดนกระทำก่อนจนทนไม่ไหวก็คงไม่มีใครนึกอยากมานั่งเฝ้าถนน 304 เปิดเป็น hotel 304 (ถึงทำแล้วรัฐบาลมันก็เอาตาเขเก ๆ ไปมองทางอื่น แล้วจะเลือกมันเข้าไปเป็นรัฐบาลทำไมว่ะ...)ถึงสองวันหรอก ถึงจะมีสื่อออกไปว่าได้รับตังค์ค่าจ้าง แต่มาถึงตอนนี้แล้ว ตรูก็ยังไม่ได้ตังค์สักบาทเดียว น้ำมันก็ออกเอง อะไรเอง นักข่าวก็พยายามเหลือเกินที่จะยัดไมค์ใส่ปากชาวบ้านถามว่าได้เงินไหม คำตอบที่ได้ไป คือไม่ได้มาด้วยใจ แต่คำตอบนั้นไปถูก"บิดเบือน"ในหน้าหนังสือพิมพ์ ว่า...ถูกจ้าง...

          อีกประการหนึ่ง ท่านผู้นำประเทศทั้งหลาย ....หากพวกท่านคิดจะเล่นเกมการเมืองกัน กรุณาเถิดอย่าได้ดึงประชาชน เข้าไปร่วมเกมของท่านเลยเพราะมันแสดงขาดสักยภาพการเป็นผู้นำที่ถดถอยลงคลอง เข้าไปในยุคไดโนเสาร์เข้าทุกที จะกินจะฮั๋วจะทำอะไร เมิ...งทำไป แต่ของร้องว่าเมิ...งช่วยประชาชนอย่างที่ควรทำหน่อยได้ไหม ทำหน้าที่คนที่"ถูกเลือก" หน่อยได้ไหม....อย่าให้คนที่เลือกพวกท่านเข้าไปเกิดเสียดาย เสียความรู้สึกมากไปกว่าที่เป็นตอนนี้เลย

          "อำนาจพอมีแล้ว ก็ทำให้คนบางคนลืมตัว...ลืมว่าตัวมีหน้าที่ต้องทำอะไร...และบางครั้งยังทำให้ลืมตัวตนตัวเองไปเลย ใส่หน้ากากจนเคย จนลืมไปว่าหัวโขนก็คือหัวโขน พอถอดหัวโขนออกมา ท่านก็แค่คน ๆ หนึ่งที่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าแผ่นดินไม่กี่ตารางเมตร ยามท่านตายก็เท่านั้น เอาอะไรไปได้หรือเปล่า...ในเมื่อมีโอกาสที่ประชาชนหยิบยื่นให้เข้าไปเป็นปากเป็นเสียง ก็ช่วยยยยยยยยยทำหน้าที่ ให้มีชื่อจารลึกไว้ในทางที่ดีงามให้คนจดจำท่านได้ดีกว่าไหม.... หรือท่านอยากจะดังเพียงแค่ข้ามปีแล้วตายไปโดยถูกประมาณลืมเลือนกับวันเวลา...ไปเลือกเอาเหอะท่านผู้มีอำนาจในมือทั้งหลาย"

          อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ วันนี้เลย

          ...ป่าไม้จ้าง ลูกจ้างป่าไม้นอกเวลาทำงานให้มาทุบ ริ้อ "ศาลเจ้านาจา"

          เรื่องนี้ก็มีวาระซ่อนเร้น คือ เจ้าของที่ (เรียกว่านายเอ) แล้วกัน อนุญาตให้ นายบี เข้ามาอยู่อาศัย ทำศาลเจ้า เมื่อปี 41 โดยศาลเจ้านี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือร่วมใจ แรงศรัทธา ลงเงินกันสร้างขึ้นมา แต่วันหนึ่ง นายเอ เกิดอยากได้ที่คืน เพราะกลัว นายบีจะฮุบที่ไป (คาดว่า) พอเห็นวังน้ำเขียวมีกรณีการรื้อทุบ โดยป่าไม้ เขาก็เลยอาศัยมือป่าไม้เข้ามาให้ช่วยรื้อทุบ ไล่ให้ด้วย ประจวบกับ
ป่าไม้ชุดเข้ารื้อถอนบ้าน(กุล.......) คงกลัวจะโดนหักคอตาย (คาดว่านะ) เลยไม่มีใครกล้าเข้าทุบรื้อ

          จนกระทั่งวันนี้ ....มีชุดปฏิบัติการ ที่อ้างว่า ได้รับมอบหมายจาก นายเอ เจ้าของที่ สั่งให้เข้ามาจัดการรื้อทุบ โดยที่นายบี ไม่อยู่ในศาลเจ้า พวกที่เข้ามาอ้างเพียงคำพูด ไม่มีเอกสารยืนยัน ไม่มีอะไรสักอย่าง..มีแต่บอกว่าให้คุยกับหัวหน้าผม...(ซึ่งก็ไม่รู้เป็นใครแต่มารู้ที่หลังว่าเป็นหัวหน้าป่าไม้ซึ่งนักข่าวตามติดอยู่ตลอดเวลา) เค้าทุบรื้อเสร็จไปหนึ่งหลัง มีคนเข้ามาดูในพื้นที่ ประมาณ 7 คน

          แน่นอนว่า คนต้องไปดู เพราะเป็นศาลเจ้า เป็นที่สักการะของคนในหมู่บ้าน และบ้านข้างเคียง ไม่แปลกหรอกที่จะไปดู และไม่ได้ไปขัดขวางด้วยยืนดูกันเฉย ๆ นี่แหละ และเจ้าของที่ก็ไปแจ้งความหลังได้รับโทรศัพท์ว่ามีคนเข้ามารื้อศาลเจ้า ตำรวจมาถึงก็โทรคุยกันกับห้วหน้า(ที่อ้างสักพัก)

          ไม่นานเลย ...หัวหน้าป่าไม้ทับลานวิ่งรถเข้ามาพร้อมนักข่าว อืมมม....ไหนคุณบอกว่า เป็นการจ้างรื้อระหว่าง นายเอ กับ นายบี แล้ว หัวหน้าป่าไม้มาเกี่ยวอะไรด้วย (ถึงเขาจะจ้างลูกจ้างป่าไม้ก็จริงแต่มันนอกเวลาทำงานนะคร้าบ ) แล้วมันทำให้น่าคิดไหมล่ะว่าในพื้นที่นี้มีวาระซ่อนเร้นอะไรแอบแฝงอยู่

          ถ้ามันเป็นอย่างที่หัวหน้าป่าไม้บอกว่าไม่เกี่ยวกับเขา ไม่เกี่ยวกับป่าไม้ทับลาน ...แล้วคุณมาทำไม...ในเมื่อคนที่มาดู มีแค่สิบกว่าคน แล้วก็ยืนดูพร้อมตั้งคำถาม ถามหาเอกสารในการเข้ารื้อถอน แต่มันไม่มี....เพราะคำพูดว่าคดีจบแล้ว...(เออกรูเข้าใจ กรูถึงไม่ได้ขัดขวางกันไง)

          แต่ที่คนเข้าไปดูและตั้งคำถามคือ ...เมิ...งให้เวลาเข้าขนย้าย หาที่สร้างศาลเจ้าหน่อยได้ไหมว่ะ...(แล้วเมิ...งจ้างป่าไม้รื้อเนี่ยมึงคิดว่าจะได้พื้นที่คืนใช่ป่ะหรือมึงนายเอไปตกลงอะไรกันไว้เหรอถึงได้รีบขนาดนี้) เป็นคำถามที่ทุกคนในที่นั้นถามกัน

          แล้วไอ้ที่น่าขำ คือ พวกรับจ้างรื้ออ่ะหยุดรื้อไป ตั้งแต่ชาวบ้านมาได้สิบกว่าคน ไปนั่งกินข้าว แต่พอ หัวหน้าป่าไม้มา พร้อมนักข่าว เขาก็จัดฉากโดยการเรียกไอ้พวกที่นั่งกินข้าวนั่นล่ะ ให้รีบไปรื้อ ไปทุบ โชว์หน้ากล้อง (เอออ เมิงทำเหมือนทุกครั้งที่เมิงทำนั่นล่ะกรูปลงแล้ว)

          สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้มันรื้อไป...แต่ถ้ากลับไปใครจะตาย หรือรถจะตกเขาทราย ก็ไม่รู้ตัวใครตัวมันเหอะ...(อันนี้ชาวบ้านตรงนั้นเค้าตะโกนออกมา)

          เหนื่อย!!!!!

          มาก!!!!!

          ที่ต้องมาตกอยู่ในภาวะหวาดระแวงอย่างนี้ กลัวว่า นั่ง ๆ นอน ๆ ทำงานอยู่ในบ้านแล้วพวกนี้จะบุกเข้ามาเหมือนที่ทำ กลางคืนก็ปิดตาไม่สนิท เพราะไม่รู้ว่า พวกนั้นจะบุกเข้ามาเหมือนที่ทำกับสองรีสอร์ตไหม ...

          และที่สำคัญคือ...จะโดนทำร้ายร่างกายเหมือนที่คนเฝ้ารีสอร์ตนั่นโดนหรือเปล่า....

          ตกลงนี่คือคนไทยกับคนไทยใช่ไหมที่ทำร้ายกันเอง....

          คิดวนไปวนมาจนเครียดอีกรอบ......

          เข้าใจว่า คงไม่ใช่นัทคนเดียวที่ประสาทกินแบบนี้ ชาวบ้านในพื้นที่เองก็รู้สึกประสาทกินไม่ต่างกัน

          หมอ รพ.เองก็ยังยอมรับว่า ตอนนี้ชาวบ้านเป็นโรค เครียด กันเยอะ ต้องไปหาหมอขอยากินกันก็มาก

          เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ซึ่งมันเป็น "ปลายเหตุ" ที่ ทั้งสอง "กรม" มาแก้กันที่ตรงนี้
ตรงชาวบ้าน "ยัดเหยียด" ความผิดเต็มตีนให้ชาวบ้านทังหมด...แต่ความผิดของตัวเองที่ละเลยหน้าที่กลับไม่ถูกพูดถึง

          ก็คงจริงอย่างที่เค้าว่า "ความชั่วของตัวเองใครจะพูด"

          มาถึงตรงนี้แล้ว ทำไมแต่ละฝ่ายไม่นั่งจับเข่าคุยกันว่าจะทำอย่างไรกับพื้นที่ ๆ พัฒนาแล้วอย่างนี้ ...บ้านเมืองสร้างมาจนถึงขนาดนี้แล้ว

          รัฐบาลสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ได้ขนาดนี้แล้ว...แต่ ป่าไม้ และอุทยาน...พร้อมที่จะเข้ารื้อ ทุบ ทำลาย จับกุม...

          ถ้าต้องการทำเช่นนั้นก็อย่าทำแบบสองมาตรฐานเลย เพราะหากพวกท่านอ้าง ปี 24 ท่านก็คงต้องจับรื้อทุบ บ้านเรือน ทั้งห้าตำบล ของอำเภอวังน้ำเขียว ไม่เว้นแม้ที่ว่าการอำเภอ อบต. สถานีตำรวจ และโรงพยาบาล....ท่านต้องจับให้หมดไม่ใช่เลือกปฏิบัติจับเป็นตัวอย่างเช่นที่กำลังทำ....
ซึ่งการทำอย่างนี้มันไม่ได้ให้ผลดีกับใครทั้งนั้น...ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มานั่งคุยกันเรื่องพื้นที่วังน้ำเขียว ...แต่กลับเป็นพวกไดโนฯ เข้าจับรื้อทุบทำลายอย่างเดียว....แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ท่านจะเอาประชาชนวังน้ำเขียวทั้งหมดไปไว้ที่เขมรหรือไง....

          และรัฐบาลก็ควรออกมาแก้ปัญหานี้ได้แล้วไม่ใช่มัวแต่นั่งแต่งหน้าแต่งตัวสวยอยู่ในทำเนียบไปวัน ๆ จะรอจนป่าไม้ กับประชาชนยิงกันตายใช่หรือเปล่าท่านถึงจะออกมา....!!!!!

          ปล.1 ไข่ที่ได้กินฟรีทุกเดือน ได้รับบริจาคจาก......?????..... ทำให้ ?????? รอดไม่โดนจับใช่ไหม...

          ปล. 2 แล้วถ้าเหตุการณ์แบบนี้ไปเกิดในพื้นที่ของเชียงใหม่ ...คุณปูนิ่มจะลุกขึ้นมาทำอะไรไหม....หือ....

          ปล.3 ถ้ามีรัฐบาลแบบนี้แล้วตอบคำถามประชาชน ซึ่งยื่นหนังสือเรื่องวังน้ำเขียวไปทุกกรมทุกอง ทุกที่ แล้วยังเงียบ ไม่ได้ จะเป็นรัฐบาลไปทำไม รัฐมนตรีต่าง ๆ พากันเงียบเมื่อพูดถึงประเด็นวังน้ำเขียว...มันเพราะอะไร...รัฐบาลควรมีคำตอบที่แน่ชัดออกมาได้แล้ว หรือจะรอให้ป่าไม้ยิงประชาชนได้ถึงจะออกมาแก้หน้ากัน หือ....!!!!


..........

(หมายเหตุ : ที่มา : พื้นที่วังน้ำเขียว กับความอยุติธรรมของใคร????? : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=turquoise-nuttsuke&month=07-01-2012&group=3&gblog=160&mid=572)