
คว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านซ้ำเติมปชช.
มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านล่าสุดของสหรัฐ เพื่อบีบบังคับให้อิหร่านยกเลิกโครงการวิจัยนิวเคลียร์
มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านล่าสุดของสหรัฐ เพื่อบีบบังคับให้อิหร่านยกเลิกโครงการวิจัยนิวเคลียร์ โดยพุ่งเป้าภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและธนาคารกลางอิหร่าน ที่รับผิดชอบรายได้ส่วนใหญ่จากการขายน้ำมัน กับมาตรการจากฝั่งสหภาพยุโรปที่เห็นพ้องแล้วในหลักการว่าจะห้ามนำเข้าน้ำมันอิหร่าน แต่กำลังถกกันว่าควรจะเริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่นั้น เป็นการโจมตีที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่อิหร่าน จนเผยให้เห็นความบาดหมางภายใน และบาดแผลเศรษฐกิจที่นับวันจะยิ่งเรื้อรังอันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรหลายรอบก่อนหน้า
เพียงสองวันหลังจากประธานาธิบดีบารัก โอบามา ลงนามในร่างกฎหมาย ค่าเงินริอัลของอิหร่านดิ่งฮวบทันที 13% ตามด้วยการวิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผยของ นายมาห์มู้ด บาห์รามี ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน ที่เตือนรัฐบาลไม่ให้แทรกแซงตลาด
หลายฝ่ายมองไปในทางเดียวกันว่า มาตรการคว่ำบาตรล่าสุด ไม่น่าจะบีบบังคับให้รัฐบาลและผู้นำศาสนาทรงอิทธิพลในเตหะราน ยอมถอยจากโครงการวิจัยนิวเคลียร์ ที่ตะวันตกปักใจเชื่อว่ามีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสมรรถนะแร่ยูเรเนียมสู่การพัฒนาอาวุธได้ แต่น่าจะเป็นมาตรการที่เพิ่มความเดือดร้อนให้แก่ชาวอิหร่าน ที่ต้องดิ้นรนอยู่รอดภายใต้มาตรการคว่ำบาตรหลายรอบก่อนหน้านี้มากกว่า
กาลา ไรอานี ผู้เชี่ยวชาญอิหร่านจาก ไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน มักถูกเรียกขานว่าเป็นระบอบพลีชีพ ที่พร้อมจะสังเวยความเป็นอยู่ประชาชน เพื่อที่จะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดัน
รัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งกังวลเรื่องราคาน้ำมันพุ่งสูงท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของตัวเอง ได้ชะลอการบังคับใช้มาตรการแซงชั่นอย่างน้อย 6 เดือน กระนั้นก็ตาม เพียงแค่มีสัญญาณออกมา ก็เขย่าตลาดน้ำมันอย่างหนักแล้ว ราคาน้ำมันดิบพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ทันทีที่อิหร่านขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซหากมาตรการคว่ำบาตรมีผล
ขณะเดียวกัน การเสื่อมค่าของเงินริอัล และการแสดงความเห็นของผู้ว่าการธนาคารกลาง เผยให้เห็นว่า อิหร่านไม่อาจปิดบังปัญหาเศรษฐกิจหยั่งรากลึกซึ่งเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศส่งออกน้ำมันใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกได้
นโยบายเศรษฐกิจประชานิยมของประธานาธิบดีมาห์มู้ด อาห์มาดิเนจาด แห่งอิหร่าน ถูกโจมตีว่า เป็นวิธีของโรบินฮู้ดที่ประมาท หอบเงินจากคนรวยไปจุนเจือคนจน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญ ถลุงรายได้จากน้ำมันไปกับโครงการอุตสาหกรรมและชนบทที่ไม่ได้ช่วยยกสถานะเศรษฐกิจในภาพรวม ความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ เคยเป็นแรงกระเพื่อมให้เกิดการต่อต้านภายใต้ชื่อ "ขบวนการกรีน" และการประท้วงเมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นการชุมนุมประท้วงต่อต้านอำนาจรัฐครั้งใหญ่สุดนับจากการปฏิวัติอิสลาม ในปี 2522 ซึ่งอิหร่านปราบปรามอย่างเด็ดขาดอยู่นานหลายเดือน
และนับจากนายอาห์มาดิเนจาด ได้รับเลือกอีกครั้งในปี 2552 เศรษฐกิจดูเหมือนแย่ลงอีก
ผู้นำอิหร่านสวนกระแสคำแนะนำนักเศรษฐศาสตร์ เดินหน้าลดการอุดหนุนอาหารและพลังงาน เพื่อลดรายจ่ายรัฐบาล แต่แจกเงินเข้ากระเป๋าคนจนสุดของประเทศโดยตรง ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งทะยาน ราคาอาหารเพิ่ม 30% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคานม ปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อปีที่แล้ว
การอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงของเงินริอัลต่อดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อ และอิหร่านอาจต้องเผชิญกับแนวโน้มนี้ไปอีกอย่างน้อย 2 ปี ค่าเงินตกต่ำนอกจากเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตร 4 รอบนับจากปี 2549 แล้ว ยังเป็นเพราะการบริหารการเงินผิดพลาด เช่น รัฐบาลลดอัตราดอกเบี้ยที่ยิ่งกระตุ้นเงินเฟ้อ ขณะนักเศรษฐศาสตร์แนะว่าควรปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น
นักธุรกิจอิหร่านคนหนึ่งกล่าวว่า ในเวลาไม่ถึงปี ค่าเงินอิหร่านเสื่อมลง 40% ขณะที่ธนาคารให้ดอกเบี้ยแค่ 14% จึงไม่มีเหตุผลที่จะเก็บเงินไว้ในธนาคาร และหากมาตรการคว่ำบาตรล่าสุดเริ่มใช้เมื่อไหร่ การทำธุรกิจก็จะยิ่งยุ่งยากมากขึ้น
นายมาห์มู้ด บาห์รามี ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน เสนอให้ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินริอัลและคุมอัตราเงินเฟ้อ พร้อมกับขู่ว่าจะลาออกหากรัฐบาลก้าวก่ายนโยบายการเงิน
กระนั้น ยังไม่แน่ชัดว่า ที่สุดแล้ว สหรัฐจะใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันส่งออกอิหร่านหรือไม่ เพราะนอกจากมีห่วงเรื่องราคาน้ำมันและภาวะเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังจะมีผลให้บริษัทต่างชาติ ต้องเลือกระหว่างการทำธุรกิจกับอิหร่าน หรือสหรัฐอเมริกาไปโดยปริยาย ซึ่งสร้างความลำบากให้แก่พันธมิตร อย่างเกาหลีใต้ ที่เผยว่ากำลังเตรียมเจรจาขอยกเว้นจากมาตรการแซงชั่นนี้ เพราะอิหร่านเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่เกาหลีใต้ไม่อาจจะสูญเสียได้ และญี่ปุ่นซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ ที่จะต้องมองหาแหล่งซื้อใหม่
เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า หากอียูใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันกับอิหร่าน ก็เท่ากับประกาศสงครามเศรษฐกิจต่อไป แต่อิหร่านไม่หวั่นผลกระทบ เพราะมั่นใจว่า ความต้องการซื้อน้ำมันอิหร่านสูงพอที่จะอยู่ได้โดยไม่มีปัญหา
โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ของอิหร่าน ได้ออกมาบอกแล้วว่า มาตรการแซงชั่นของสหรัฐจะไม่กระทบการทำธุรกรรมกับอิหร่าน



