
เงินต้นปี
วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : เงินต้นปี โดย... ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ผ่านปีใหม่มาได้หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ เชื่อว่า ชีวิตของใครหลายคนก็ยังหนีไม่พ้นวงจรเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นงาน ครอบครัวหรือชีวิตส่วนตัว บางที "เวลา" ก็เป็นเพียงแค่ "สัญลักษณ์" ที่ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง
เชื่อว่า ช่วงรอยต่อปีนี้อาจจะแตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เดินทาง ไม่ท่องเที่ยว และเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน เนื่องจากปลายปี 2554 หลายคนต้องทิ้งบ้านหรือทิ้งที่อยู่อาศัยเพื่อหลบลี้หนีภัยน้ำท่วม พอมีวันหยุดยาวๆ ก็ใช้ให้คุ้มกับหลายเดือนที่ต้องห่างบ้านไป
กิจกรรมของคนอยู่บ้านทั้งหลาย ก็แตกต่างกันไป บางคนเน้นกิน เที่ยว เล่นนอกบ้าน ขณะที่บางคนก็มีความสุขอยู่กับบ้านอย่างจริงจัง แต่ไม่ว่าจะกิจกรรมแบบไหน ดูเหมือนเป้าหมายจะใกล้เคียงกันนั่นก็คือ ขอหาความสุขในช่วงฉลองปีใหม่ด้วยการ "ใช้เงิน"
แม้ว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่จัดทำเมื่อปลายปีที่แล้ว จะระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ลดการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว จากช่วงก่อนจะเกิดภาวะน้ำท่วม ซึ่งประชาชน 50% ระบุว่า มีแผนจะเดินทางท่องเที่ยว แต่หลังเกิดเหตุน้ำท่วมแล้วลดลงเหลือ 30% โดยส่วนใหญ่ 98% จะเที่ยวภายในจังหวัดตัวเองหรือจังหวัดใกล้เคียง
ขณะที่การคาดการณ์ค่าใช้จ่ายช่วงปีใหม่เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 10,874 บาท โดยคาดว่า จะมีเงินสะพัด 91,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.78% เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่ขยายตัว 10.5% โดยมีเงินสะพัด 89,046 ล้านบาท
"เงินต้นปี" ที่ใช้จ่ายนี่แหละที่สำคัญ เพราะมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะได้รับเงินตอบแทนพิเศษที่มีภาษาเรียกหอมหวานว่า "โบนัส" อย่างเพลิดเพลินเพื่อตอบสนองความสุขของตัวเองด้วยข้ออ้างเหมือนๆ กันนั่นคือ "เหนื่อยมาทั้งปีแล้ว" ดังนั้น การจัดการหรือใช้จ่ายเงิน ต้องดูแลตั้งแต่ต้นมือ
ในหนังสือ "หยิบเงินสิบให้เป็นเงินแสน" ที่เขียนโดย "องอาจ มาบูรณ์ธัมโม" พูดถึงการจัดการ"เงินปลายปี" และ "เงินต้นปี" ได้อย่างน่าสนใจ
ผู้เขียนบอกว่า "ที่มา" ของเงินต้นปีและปลายปี เพราะช่วงที่เหมาะสมในการลด ละ เลิกและทิ้งสิ่งที่ไม่ดี ก็คือ "ช่วงปลายปี" ขณะที่ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ก็คือ "ต้นปี" และเวลาที่ต่อเนื่องกันนี้มีความหมายในการจัดการการเงินได้เป็นอย่างดี
สำหรับ"เงินปลายปี" นั้น ในช่วงเวลาสุดท้ายของปีจะเป็นการสรุปรวมตัวเลขทั้งหมด โดยต้องตรวจสอบว่าทรัพย์สินของเราเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งเงินเก็บ เงินออม เงินลงทุน รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด รวมทั้งตรวจสอบหลักประกันของชีวิต เพื่อพิจารณาสภาพทางการเงิน ถ้าสัดส่วนของเงินออมอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว และถ้าหากว่า เงินออมมีมากพอก็อาจจะจัดสรรด้วยการนำบางส่วนออกมาเพื่อใช้ลดภาระหนี้สิน ซึ่งจะทำให้สภาพทางการเงินส่วนบุคคลมีความคล่องตัวมากขึ้น
วิธีแบบนี้ก็เหมือนกับธุรกิจส่วนใหญ่ที่จะต้องสรุปตัวเลขกำไร-ขาดทุนในช่วงสิ้นปี เพื่อนำไปสู่การวางแผนในปีถัดไป การใช้จ่ายส่วนบุคคลก็ควรสรุปตัวเลขประจำปีเหมือนกัน การมีบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ ก็จะช่วยให้เราสรุปได้ง่ายขึ้น ลองเสียเวลาเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาเงินไม่พอใช้ รวมทั้งมองเห็นและสามารถวางแผน "เงินต้นปี" ต่อไปได้
หลังจากจัดการเงินสิ้นปีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องต่อด้วยเงินต้นปี เพื่อให้การจัดการเงินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยต้องเริ่มวางแผนทางการเงินตั้งแต่ต้นปี อาศัยช่วงโอกาสแห่งการเริ่มต้น เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ซึ่งแน่นอนว่า การวางแผนล่วงหน้าย่อมจะทำให้โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มของเงินมีมากขึ้นตามไปด้วย
ลองมองว่าเงินที่มีอยู่เพียงพอที่จะเริ่มต้นการลงทุนใหม่ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ และมองหาช่องทางการลงทุนที่เหมาะสม อาจจะไม่ต้องเริ่มลงทุนตั้งแต่ต้นปี แต่เตรียมเก็บข้อมูลและหาหนทางไว้ตั้งแต่วันนี้ ก็จะช่วยให้การจัดการมีระบบระเบียบมากขึ้น ทำให้ "ปีใหม่" ของทุกๆ ปีเป็นปีที่ดีกว่าเดิม ถ้ามีจุดเริ่มต้นที่ดีในการบริหารเงิน
จริงๆ แล้ว นอกจากเงินปลายปีและต้นปีที่ต้อง "วางแผนใหญ่" เพื่อให้การบริหารจัดการเงินมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแล้ว หลายๆ ครั้งยังต้องจัดทำแผนรายเดือนแยกย่อยลงไป เพื่อให้เห็นรายได้และค่าใช้จ่ายของแต่ละเดือน ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการเงินเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น
เริ่มต้นจากการ "บันทึก" แล้วจะรู้ว่า รายรับมาจากที่ไหนและจำนวนเท่าไหร่ รายจ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับอะไรบ้าง เรามีรายรับพอเพียงกับรายจ่ายหรือไม่ การใช้จ่ายของเราเหมาะสมหรือไม่ เรามีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นมากน้อยแค่ไหน เราสามารถลดรายจ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นได้หรือไม่ เราจะหาช่องทางการประหยัดได้อย่างไร จะวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร และทั้งหมดนั้นจะสรุปได้ว่า สุขภาพทางการเงินของเราเป็นอย่างไรบ้าง
บางเรื่องเราก็อาจจะต้องใช้ชีวิตเหมือนเป็นวันสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเชื่อว่า ปี 2012 จะเป็นปีที่โลกประสบพิบัติภัยครั้งรุนแรง ใช้ชีวิตให้มีคุณค่าและดีที่สุดกับคนรอบข้างทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ในทางกลับกัน หากเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ต้องคิดให้ไกล และอาจจะต้องไกลแบบไม่เชื่อว่าโลกจะแตก และชีวิตยังคงอยู่อย่างยืนยาว
..........................................
(วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : เงินต้นปี โดย... ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



