
'กรณ์'เย้ยรัฐถอยโอนหนี้กองทุนให้ธปท.
'กรณ์' เย้ย รัฐถอยโอนหนี้กองทุนให้ ธปท.หลังถูกตราเป็นเผด็จการศก. จี้รัฐคุ้มครองผู้ฝากเงิน หวั่นแบงค์พาณิชย์ผลักภาระให้ ปชช. หลังต้นทุนสูงขึ้นจากการเรียกค่าธรรมเนียมเพิ่มเพื่อใช้หนี้กองทุน
7 ม.ค.54 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะอดีตรมว.คลัง กล่าวหลังจากที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) ออกมายืนยันว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ยอมยกเลิกการใช้มาตรา 7 ของ พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูให้กับ ธปท.ว่า ถือเป็นพัฒนาการที่ดีที่รัฐบาลยอมถอยแนวคิดที่จะโอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท ของกองทุนฟื้นฟูฯไปให้ ธปท.รับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้กลับไปสู่เงื่อนไขเดิมคือ ให้ ธปท. นำรายได้หลังการหักการขาดทุนสะสมก่อน เท่ากับว่าไม่มีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม หรือเอาเงินจากกองทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่ความพยายามของรัฐบาลก็สะท้อนแนวคิด เผด็จการทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งเกิดมีกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากฝ่ายวิชาการ สังคม และคนใน ธปท. จนดำเนินการต่อไปไม่ได้ แต่ยังเหลือสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การจะให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามารับผิดชอบภาระดอกเบี้ยของหนี้กองทุนฟื้นฟูฯแทนรัฐบาล ซึ่งตนเคยพูดไว้ว่า โดยหลักการเป็นเรื่องที่พิจารณาได้ เนื่องจากหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ เกิดจากการเข้าไปอุ้มสถาบันการเงิน ดังนั้น เมื่อสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งก็ควรมีส่วนที่จะแบ่งเบาภาระหนี้ตรงนี้ด้วย
“แต่รัฐบาลจะต้องดูแลไม่ให้มีการผลักภาระของต้นทุนที่สูงขึ้น ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ไปให้กับประชาชน ซึ่งผมเป็นห่วงคนไทยที่ไม่ได้ร่ำรวย คนที่เงินฝากไว้กับธนาคารจะได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง เพราะเป็นกลุ่มคนที่อำนาจต่อรองน้อยที่สุด แต่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ในลักษณะกองทัพมด ดังนั้น หากธนาคารพาณิชย์ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้ต่ำลง คนเหล่านี้ก็จะได้รับผลระทบโดยตรง รัฐบาลจึงต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ว่าประชาชนที่เป็นผู้ฝากเงินจะไม่ถูกเอาเปรียบ อีกทั้งยังต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้ที่ฝากเงิน หลังจากการนำเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากไปใช้ ซึ่งกระทรวงการคลังต้องมีความโปร่งใสในเรื่องนี้” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า ในปัจจุบัน เรามีกลไกสถาบันเงินฝากมาดูแลคุ้มครองเงินฝากของประชาชนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่เมื่อมีการนำเงินส่วนนี้ไปใช้แล้ว ก็เท่ากับว่าสถาบันเงินฝากไม่มีแล้ว รัฐบาลก็ต้องพูดให้ชัดเจนว่าจะเป็นผู้ค้ำประกันบัญชีเงินฝากทุกบัญชีหรือจะค้ำประกันเฉพาะบัญชีที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท และใครจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อความเสียหายในระบบธนาคารที่อาจเสียหายในอนาคตเพราะไม่ควรผลักภาระนี้ไปให้ประชาชน หากรัฐบาลไม่กล้าที่จะประกาศให้ชัดเจน ปล่อยให้คลุมเคลือก็นับเป็นการก้าวถอยหลังต่อการพัฒนาโครงการการเงิน การคลังของประเทศอย่างรุนแรง ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการถือว่าเป็นวิธีคิดที่ผิดมาตั้งแต่แรก เนื่องจากไม่มีคำตอบว่า ทำไปแล้วประชาชนจะได้อะไร ดีกับระบบเศรษฐกิจอย่างไร ใครได้ประโยชน์เพราะจากการแถลงของ กยอ.ที่จะมีการใช้เงินถึง 2.7 ล้านล้านบาทนั้น มีเพียง 3.5 แสนล้านบาทที่จะถูกนำมาใช้แก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบ ส่วนอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทเป็นเรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่ต้องใช้เวลาถึง 10 ปี จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องรีบร้อนมากถึงขนาดนี้
“ขณะนี้ ถ้าเราคำนวนการใช้จ่ายของรัฐบาลตั้งแต่การตั้งงบประมาณขาดดุล 4 แสนล้านบาท การก่อหนี้จากนโยบายจำนำข้าวที่ไปฝากไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตร (ธกส.) อีก 2 แสนล้านบาท และยังมีหนี้ที่เกิดจากกองทุนน้ำมันอีก 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มขึ้นทุกๆเดือน ตกเดือนละ 4 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท และอีก 5 หมื่นล้านบาท ในการใช้ก่อตั้งกองทุนประกันภัย โดยรวมแล้วเท่ากับรัฐบาลชุดนี้ได้ก่อหนี้สินให้ประเทศชาติแล้ว ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท ภายในการบริหารงานเพียง 6 เดือน” นายกรณ์ กล่าว
อดีต รมว.คลัง ยังกล่าวถึงกรณีที่นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธาน กยอ. ออกมากล่าวโทษ ธปท. โดยระบุว่า การที่ ธปท.ออกมาคัดค้านการโอนหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯให้ ธปท.รับ เป็นการทำให้สังคมไม่ไว้วางใจ นักการเมืองถือว่าขัดหลักประชาธิปไตย เพราะธปท.ไม่ได้มาจากประชาชนนั้น ว่า ตนคิดว่า นายวีรพงษ์ คงจะสับสนเพราะ ธปท.มีหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อรัฐบาลมีแนวคิดที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของธนาคารกลาง ผู้บริหารองค์กรย่อมมีสิทธิออกมาโต้แย้งได้ เพราะธนาคารกลางของประเทศต้องมีความเป็นอิสระ ซึ่งตนเคยพูดเสมอว่า หากรัฐบาลเข้าไปครอบงำ ธปท.ได้ ก็ถือเป็นการนับถอยหลังเศรษฐกิจไทยได้เลย การที่อ้างว่า ธปท.ไม่ได้มาจากประชาขนนั้น ความจริง นายวีรพงษ์ เองก็ไม่ได้มาจากประชาชนเช่นกัน จึงไม่เข้าใจว่าความจริงแล้ว ความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้กับนักการเมืองนั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของนักการเมืองเอง จึงไม่ควรที่จะไปโทษคนอื่น สำหรับพันธบัตรของกองทุนฟื้นฟูฯที่กำลังจะครบกำหนดที่จะต้องรีไฟแนนท์ใหม่ ประมาณเดือน ส.ค.หรือ ก.ย.ปี 55 นี้ แม้จะยังไม่มีการพูดชัดเจนว่า หน่วยงานใดจะเป็นผู้ออกพันธบัตรเพื่อมารีไฟแนนท์หนี้ก้อนดังกล่าว แต่เมื่อนายกิตติรัตน์ ออกมาระบุชัดเจนว่า หนี้สินส่วนนี้จะยังเป็นหนี้ของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลก็ต้องเป็นผู้ที่ค้ำประกันพันธบัตรในส่วนนี้ต่อไป เพราะกองทุนฟื้นฟูฯไม่มีทรัพย์สินมารองรับการออกพันธบัตรที่จะเป็นหนี้สาธารณะ จะโยนไปให้ ธปท.ค้ำประกันไม่ได้



