
'อภิสิทธิ์'ชี้ตั้งกก.แก้รธน.ขัดหลักมีส่วนร่วม
'อภิสิทธิ์'ติง คอ.นธ.เสนอตั้งกก.แก้รัฐธรรมนูญ ขัดหลักมีส่วนร่วม-สวนทางนโยบายรัฐบาล จี้ 'ปู' แสดงความชัดเจนคลายสับสน บรรยากาศวงอาหารปรองดองย้ำชัดไม่ยุ่ง ม.112
6 ม.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวกรณีคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ที่มีนายอุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธานมีแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการตั้งกรรมการจำนวน 30 - 35คน แทนการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)เพื่อมาดำเนินการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญว่า รู้สึกข้องใจ และดูจะสวนทางกับนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลยืนยันมาตลอดกับสภาว่าจะมีแนวทางการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการแก้รัฐธรรมนูญ โดยให้มี ส.ส.ร.เข้ามาดำเนินการ แต่การมีข้อเสนอให้คณะกรรมการชุดนี้จัดทำ จึงตรงกันข้าม และจากการหารือกับบางท่านในจำนวน 30 คน ต่างก็แสดงความเห็นว่าไม่ขอเอาด้วย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องแสดงท่าทีให้ชัดว่าตกลงจะยืนยันสิ่งที่เคยบอกกับสภาหรือจะเบี่ยงเบนตามข้อเสนอของ คอ.นธ.หรือไม่อย่างไร
สำหรับรายชื่อของคณะกรรมการที่มีการเสนอมานั้น ตนคิดว่าไม่ชัดเจน แม้จะมีการอ้างว่าเป็นเพียงตัวอย่าง แต่กลับมีคำว่าเป็นรายชื่อ “เท่าที่คิดออก”ซึ่งไม่ค่อยจะสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตามหลักใหญ่อยู่ที่ความชัดเจนว่าตกลงรัฐบาลมีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่ ทั้งนี้ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและควรหลีกเลี่ยง แต่เมื่อรัฐบาลอ้างว่ามีนโยบาย โดยอ้างจำนวนเสียงประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยมาก็ต้องเคร่งครัดกับการเปิดกระบวนการมีส่วนร่วม โดยจะให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งคน 30 - 35คน เข้ามาดำเนินการคงไม่สอดคล้องกับนโยบาย
“อภิสิทธิ์”เผยบรรยากาศวงอาหารปรองดองย้ำชัดไม่ยุ่ง ม.112
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎร์ กล่าวถึงกรณีการร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองตามคำเชิญของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิและในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ(กมธ.ปรองดอง)ว่า การร่วมรับประทานอาหารบรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดี แต่ยังมีบางเรื่องที่ยังเห็นต่างกันอยู่ซึ่งเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมีความคิดเห็นที่อาจจะแตกต่างกันว่าจะไปแก้ไขเยียวยาหรือไม่อย่างไร ในขณะเดียวกันมีการพูดถึงเรื่องที่การหาแนวทาวงร่วมกันว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเงื่อนไขใหม่ ๆ ที่เป็นความขัดแย้งในอนาคตเช่น ทุกพรรคการเมืองยืนยันว่า ขณะนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทุกพรรคการเมืองยืนยันอย่างนี้ แต่การบังคับใช้มาตรา 112 มีปัญหาอย่างไร ฝ่ายบริหารสามารถที่จะไปหากลไกในการดูแลการบังคับใช้มาตรา 112 ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ไม่ถูกบิดเบือนและถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
นอกจากนี้ ยังมีการหารือว่า หากเราจะเข้าสู่กระบวนการปรองดองอย่างแท้จริง การไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือไปตอกย้ำความเป็นสีก็ควรที่จะช่วยกันหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ ซึ่งทุกคนดูจะตอบรับแนวคิดนี้ ตนก็ถือว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เริ่มมีจุดร่วมในบางเรื่อง ส่วนเรื่องที่ยังมีความเห็นแตกต่างก็จะมีการแลกเปลี่ยนในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไปเช่น กมธ.ปรองดองได้ให้สถาบันพระปกเกล้าทำการวิจัย นักวิจัยสถาบันพระปกเกล้าก็ได้เริ่มเดินสายในการขอความเห็นจากบุคคลที่เกี่ยวข้องเช่น ได้ไปคุยกับอดีตนายกฯท่านหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน และก็เริ่มต้นติดต่อหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคก็ดูพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการเดินหน้ากระบวนการนี้
ครม.เงา ข้องใจรัฐบาลมุบมิบออก พ.ร.ก.การเงิน 4 ฉบับ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา พรรคประชาธิปัตย์ว่า ครม.เงาหาได้หารือถึงมติครม.ที่ ออกพ.ร.ก.ด้านการเงิน 4 ฉบับ โดยพรรคประชาธิปัตย์นั้นเห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ที่ให้มีกองทุนประกันภัย ส่วนอีก 3 ฉบับต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีคำถามว่ารัฐบาลกำลังโยนภาระการแก้ปัญหาการเงินการคลังให้หน่วยงานอื่น แทนที่จะทบทวนการบริหารจัดการงบประมาณของตัวเอง ซึ่งจะสร้างปัญหาในอนาคต ทั้งนี้สิ่งที่รัฐบาลกำลังเหมือนใช้ธปท.เป็นเครื่องมือในการพิมพ์ธนบัตรอัดเข้าระบบ ดังนั้นครม.เงาจึงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแนวทาง ประกอบไปด้วย 1.รายละเอียดร่างกฎหมายและกรอบเวลาการใช้เงินกู้นอกงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท 2. การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และธนาคารเฉพาะกิจ ซึ่งจะช่วยระดมเงินในหารฟื้นฟูภาคเอกชนจากน้ำท่วมได้ แต่ถือเป็นการผลักภาระให้ธปท. และเป็นภาระต่อประชาชนในส่วนของดอกเบี้ย และสร้างความเป็นห่วงเรื่องความไม่โปร่งใสทางการเงินการคลัง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า 3. การแก้ไขระบบคุ้มครองเงินฝากและการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูให้กับธปท. ประเด็นนี้ครม.เงาไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้เกิดความสับสนในระบบการเงิน และสถาบันการเงินของชาติ เป็นการเรียกเงินมาปนกันเพื่อชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการดูแลของธปท. ซึ่งถือว่าไม่จำเป็นในขณะนี้ เพราะจะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้สาธารณะได้ เนื่องจากสุดท้ายกระทรวงการคลังซึ่งมีหน้าที่ออกพันธบัตรก็ต้องออมาค้ำประกันอยู่ดี
“ชัดเจนว่ารัฐบาลพยายามเข้าไปล้วงเงินของธปท.ในหลายรูปแบบ เป็นการผลักภาระให้ระบบ ให้อนาคตและให้ประชาชน แต่ไม่ยอมทบทวนการบริหารงบของตัวเอง และยิ่งเป็นการเติมเงินเฟ้อที่ส่งผลให้เงินในมือประชาชนมีมูลค่าน้อยลง ส่วนข่าวที่ปรากฏตามสื่อมวลชนระบุมีการแก้ไขกฎหมายธปท.โอนกำไร กองทุนและทรัพย์สิน ให้ครม.มีอำนาจบริหารจัดการ หากเป็นความจริงถือเป็นมาตราที่ให้ครม.ตัดสินใจและบังคับให้ธปท.โอนทรัพย์สินตามคำสั่งของครม.ได้ จะกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงมาก ซึ่งไม่เป็นผลดีสำหรับธนาคารกลางในระบบสากล เพราะทรัพย์สินของธปท.ตีความได้มากมาย ทั้งกำไร ทองคำ โดยเฉพาะเงินคงคลัง ไม่ต่างอะไรกับการใช้เงินอนาคต โดยผลักภาระการเงินในคนอื่น”นายอภิสิทธิ์กล่าว
จวกรัฐบาลออกหลักเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมยังไม่ครอบคลุม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา พรรคประชาธิปัตย์ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้โดยเป็นห่วงว่ามาตรการการช่วยเหลือจะไม่ถึงคนจน ซึ่งแนวคิดเรื่องการลดหย่อนภาษีให้บ้านและรถที่เสียหายนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็น่าตั้งข้อสังเกตว่าคนจนจะไม่ได้รับความช่วยเหลือเพราะรายได้ไม่ถึงการเสียภาษี และหลายส่วนยังไม่ทราบหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน อาทิ การที่รัฐบาลมีหลักเกณฑ์ไว้สำหรับผู้ที่เดือดร้อนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2554 เท่านั้นซึ่งจะทำให้กรณีน้ำท่วมภาคใต้ไม่เข้าเกณฑ์ รวมถึงกรณีเกิดความไม่พอใจในคูปองช่วยเหลือเพื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานและสื่อสารให้ประชาชนรับทราบอยากเป็นระบบ และร้องร้องให้รัฐบาลมอบหมายให้ศปภ.รับผิดชอบในส่วนของภาคใต้ด้วย



