
2555 เปลี่ยนผ่านประเทศไทย
สัมภาษณ์พิเศษ : 2555 เปลี่ยนผ่านประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันอย่างยั่งยืน
ประวิทย์ ประกฤตศรี
กรรมการผู้จัดการบริษัท เพโทรกรีน จำกัด
concept หลักในการนำเสนอ คือ-"กลุ่มมิตรผล...ไร้ของเหลือทิ้ง เปลี่ยนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า"
โมเดลของการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน (create value ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม)
กคการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการเป็นผู้นำเข้าน้ำมันอย่างเนิ่นนานเป็นผู้ส่งออกน้ำมันอย่างยั่งยืน
กคมิตรผล ชูธุรกิจพลังงานพร้อมเป็น Ethanol Hub of ASEAN
หากโรงงานน้ำตาลในประเทศไทยทั้ง 47 แห่ง สามารถส่งเสริมผลผลิตให้มีอ้อยเข้าหีบถึง 100 ล้านตัน ด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ จะไม่เพียงแค่เพิ่มรายได้ให้ชาวไร่อ้อยเท่านั้น แต่ยังทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตเอทานอลจากน้ำอ้อยหรือกากน้ำตาลได้มากถึง 1,200 ล้านลิตร ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเบนซินจากต่างประเทศได้ถึง 850 ล้านลิตร (มูลค่าราว 20,100 ล้านบาท) และหากเราปรับปรุงระบบเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้าชีวมวลเต็มประสิทธิภาพก็จะสามารถผลิตไฟจากชานอ้อยได้มากถึง 7,000 ล้านหน่วย ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเตากว่า 1,550 ล้านลิตร (มูลค่าราว 34,220 ล้านบาท) และที่สำคัญช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฯ ได้มากถึงปีละกว่า4 ล้านตัน"
ความสำเร็จของประเทศบราซิล ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองจากประเทศผู้ผลิตน้ำตาล จนกลายเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่รายหนึ่งของโลก คือโมเดลสำคัญที่จุดประกายให้ผู้บริหารกลุ่มมิตรผลสนใจในการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อช่วยเหลือกลุ่มชาวไร่อ้อยให้มีรายได้ที่ดีขึ้น ชีวิตไม่ต้องผูกติดกับราคาน้ำตาลเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญ ธุรกิจพลังงานทดแทนยังจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดังนั้นกลุ่มมิตรผลจึงได้ตัดสินใจพัฒนาธุรกิจต่อยอดจากน้ำตาลสู่พลังงานทดแทน โดยมอบหมายให้บริษัท เพโทรกรีน จำกัด เป็นผู้บริหารการผลิตและจำหน่ายเอทานอล
เพโทรกรีน...ต่อยอดพลังงานทดแทนจากอ้อย
บราซิลโมเดล เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากนะครับ เพราะเป็นการเพิ่มผลผลิตอ้อยที่ไม่ใช่เพื่อเป็นอาหารอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างธุรกิจใหม่ทางด้านพลังงานทดแทนที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรได้ด้วย"
ประวิทย์ ประกฤตศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท เพโทรกรีน จำกัด กล่าวและอธิบายเพิ่มเติมว่า วัตถุดิบหลักที่บริษัทเพโทรกรีนใช้ในการผลิตเอทานอลทุกวันนี้ คือ โมลาส ซึ่งเป็นกากน้ำตาลที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาล โดยนำไปหมักกับยีสต์และกลั่นเป็นเอทานอลบริสุทธ์ที่ 99.5% เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน
"ได้เริ่มลงทุนสร้างโรงงานผลิตเอทานอลแห่งแรกในปี พ.ศ.2548 ที่ จ.ชัยภูมิ และหลังจากนั้น 5 ปี เปิดโรงงานใหม่เกือบทุกปี มูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อหนึ่งโรงงาน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทให้ความสำคัญและจริงจังในการเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานให้ประเทศไทย"
ปัจจุบัน เพโทรกรีน มีโรงงานผลิตเอทานอลรวม 4 แห่ง คือ ที่ จ.ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ สุพรรณบุรี และตาก โดยโรงงานที่ จ.ตาก เป็นการร่วมทุนกับบริษัทผาแดงอินดัสทรีและไทยออยล์ รวมกำลังการผลิตทั้งหมดประมาณ 8 แสนลิตรต่อวัน นับว่าเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่ที่สุดในประเทศ และในอาเซียน โดยเอทานอลประมาณ 90% ขายให้บริษัทน้ำมันในประเทศ ส่วนที่เหลือส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และสิงคโปร์
ปลูกอ้อยวันนี้...เป็นเศรษฐีน้ำมันในวันหน้า
คำกล่าวในประโยคด้านบนคงจะไม่เกินความจริงในยุคสมัยนี้ เพราะนอกจากประเทศไทยจะได้ผลผลิตทั้งอ้อยและน้ำตาลแล้ว เรายังสามารถปลูกน้ำมันบนดินได้เองอีกด้วย ราคาอ้อยในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นกว่า 1,000 บาทต่อตัน เริ่มทำให้ชาวไร่อ้อยยิ้มได้ และอยากจะปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลักต่อไป
แนวโน้มการใช้เอทานอลมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยสามารถใช้เป็นส่วนผสมกับน้ำมันเบนซินในอัตราส่วนต่างๆ เช่น เป็นแก๊สโซฮอล์ในสัดส่วนการผสม 10% เป็น E20 และ E85 ในสัดส่วนการผสมที่ 20% และ 85% ตามลำดับ จากการศึกษาพบว่า การใช้เอทานอลในอัตราส่วนที่เหมาะสมต่อรถยนต์ประเภทต่างๆ ในอัตราส่วนของเอทานอลตั้งแต่ 0% ไปจนถึง 100% จะสามารถลดการปลดปล่อยมลพิษได้เกือบทุกชนิด เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน เบนซิน และไนโตรเจนออกไซด์ เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยังได้กำหนดให้มีแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนแห่งชาติ 15 ปี (พ.ศ.2551-2565) และมีมาตรการส่งเสริมรูปแบบต่างๆ เพื่อผลักดันการใช้พลังงานทดแทนและเอทานอลให้เพิ่มขึ้น เช่น มาตรการทางภาษี ฯลฯ
"โรงงานของเราตอนนี้ นอกจากจะใช้กากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลแล้ว ที่โรงงานหลัก 2 แห่ง ยังสามารถดัดแปลงกระบวนการผลิตเพื่อให้สามารถใช้พืชพลังงานชนิดอื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง หรือวัตถุดิบอื่น ได้อีกด้วย"
ประวิทย์ ยังย้ำด้วยว่า บริษัทมีพันธมิตรเป็นบริษัทน้ำมันต่างๆ เกือบทุกแบรนด์ในประเทศและหลายบริษัทในต่างประเทศ อะไรที่จะช่วยบริษัทเหล่านั้นได้ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ของการผลิตเอทานอล เพื่อไปช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขาดีขึ้น ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ทางบริษัทก็พร้อมจะทำ
........................................................
(สัมภาษณ์พิเศษ : 2555 เปลี่ยนผ่านประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันอย่างยั่งยืน)



